ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 268 ย้ายบ้าน
หยุนเชวี่ยกล่าวถึงเรื่องนี้มามากกว่าสามถึงห้าครั้ง ยิ่งน้ำหยดลงหินเพียงใดหินย่อมสึกกร่อน หัวใจของแม่นางเหลียนสั่นคลอน แม้เงินที่นางเก็บออมไว้ตอนนี้มีจำนวนไม่มากนัก แต่นางกลับมีความมั่นใจกว่าครั้งไหน ๆ
นางหันมองหยุนเชวี่ยด้วยความสงสัยเล็กน้อย
หยุนเชวี่ยได้ทีจึงเสนอแนะต่อไป “ท่านแม่ ท่านอย่าได้เป็นกังวลนักเลยเจ้าค่ะ ทางนั้นไม่ใส่ใจไยดีเราก่อน ต่อให้เราย้ายออกไปก็ไม่มีผู้ใดนินทาอย่างไรทั้งนั้น ที่สำคัญ… ท่านต้องบอกเรื่องนี้แก่ท่านพ่อให้รับรู้ด้วย”
เมื่อนึกถึงลูกชายผู้แสนกตัญญูเช่นหยุนลี่เต๋อ หยุนเชวี่ยก็รู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาอีกหน ทว่าใช่จะไร้ซึ่งหนทางเสียทีเดียว เพราะครอบครัวของนางยังมีแม่ผู้อ่อนหวานและซื่อตรงที่สามารถจัดการเรื่องในบ้านได้
“หากบอกพ่อของเจ้าตามตรง แม่คาดว่าเขาคงลำบากใจไม่น้อย” แม่นางเหลียนขมวดคิ้วพร้อมเผยสีหน้าเศร้าสลด
“นั่นเป็นเพียงความรันทดที่พวกเราจะได้รับเพียงชั่วคราว หลังจากนั้นพวกเราจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง อีกอย่าง… พวกเราไม่ได้ย้ายออกไปไกลเสียหน่อย แค่ออกไปจากเขตบริเวณเดียวกันกับเขาเท่านั้น” หยุนเชวี่ยเผยรอยยิ้มยียวน “ท่านพยายามเกลี้ยกล่อมท่านพ่อให้สำเร็จเถิด หากว่าเขายังไม่คิดใจอ่อน ท่านก็แสร้งน้ำตาตกเสีย หากเขาเห็นท่านร้องไห้มีหรือจะไม่ยอมใจอ่อน”
แม่นางเหลียน…
เมื่อเทียบกับเรื่องความมั่งคั่งแล้ว หยุนเชวี่ยคิดว่าการปลีกตัวออกจากที่นี่เพื่อให้หลุดพ้นคนในตระกูลเดียวกันที่ไร้สำนึกนับเป็นเรื่องที่เร่งด่วนยิ่งกว่า เพราะไม่ควรให้สภาพจิตใจถูกบั่นทอนต่อไปเรื่อย ๆ อาศัยช่องโหว่เมื่อเกิดเรื่องใหญ่ในครั้งนี้พวกเขาคงไม่กล้าท้วงติงอะไรอีก
ฝั่งบ้านใหญ่ตระกูลหยุนได้ทำการรื้อค้นทุกห้องทางปีกตะวันออกตั้งแต่ด้านนอกยันด้านในทุกซอกมุม ทว่ากลับไม่พบสมบัติที่หายไปของครอบครัวรองแม้แต่ชิ้นเดียว สีหน้าของผู้เฒ่าหยุนยิ่งนานยิ่งเคร่งเครียด ทั่วทั้งร่างราวถูกปกคลุมไปด้วยพายุฝนที่สาดซัดกระหน่ำ
ไม่อาจนับได้ว่าเขาประกาศกร้าวไปแล้วกี่ครั้ง ทั้งขุดไม้แข็งมาใช้ข่มขู่… ทั้งการเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หรือแม้แต่บางคราวที่โกรธเคืองกระทั่งดวงไฟแทบลุกโชนอยู่บนศีรษะ ทว่าทุกคนก็ยังคงทำท่าทางคล้ายจะแย้งว่า ‘ข้าไม่เกี่ยว’
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจับมือใครดมได้แล้ว ผู้เฒ่าหยุนจึงยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวและทอดถอนหายใจ “ข้าพูดถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้กล่าวย้ำอีกหนก็คงไม่เกิดประโยชน์ พวกเจ้ากลับไปไตร่ตรองดูให้ดีเสีย หากยังดึงดันคิดนำสิ่งที่ไม่ใช่ของตนไปแอบซ่อนไว้ในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็ตาม ข้าจะไม่ขอสืบสาวราวเรื่องอีกต่อไป แยกย้ายไปได้แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นแต่ละคนจึงทยอยกลับเข้าห้องของตนเอง ลานบ้านชั้นบนจึงหลงเหลือเพียงสองสามีภรรยาผู้ชราและหยุนชิ่วเอ๋อ ครั้นสมบัติที่หายไปไม่ถูกค้นพบในห้องของหยุนลี่เซียว หยุนชิ่วเอ๋อพลันรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้เฒ่าหยุนไม่ใส่ใจมองหน้านางแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่งตัวตรงทื่อโดยไม่ปริปากเอ่ยคำใดทั้งสิ้น ใบหน้ายังคงเข้มขรึม สายตาทอดมองไกลไปยังที่ใดสักแห่ง ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ความคิดคำนึงที่อยู่ในจิตใจของเขา ยิ่งเวลาผันผ่านเพียงใด ผู้เฒ่าหยุนยิ่งแผ่รัศมีความน่ากลัวออกมาทุกขณะ
หยุนชิ่วเอ๋อนั่งเอนพิงมุมเตียงอยู่ไกล ๆ ครั้นครุ่นคิดถึงการถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมเมื่อครู่ สายตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความคับข้องใจจึงเหลือบมองไปที่ผู้เฒ่าหยุน ฉับพลันความหวาดกลัวกลับแล่นขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกเสียจนลำคอร้อนผะผ่าว จมูกเจ็บจี๊ดขึ้นมาพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลรินอย่างไม่อาจหักห้าม ไม่นานนักเสียงสะอึกสะอื้นต่ำจึงทวีความดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เจ้ายังมีหน้าร้องไห้อยู่อีกรึ?!” ผู้เฒ่าหยุนตวาดทั้งที่สุ้มเสียงแหบแห้ง
หยุนชิ่วเอ๋อสะดุ้งตกใจสุดตัว สัญชาตญาณของร่างกายสั่งให้กลั้นหายใจอยู่เป็นเวลานาน ใบหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ลำคอรู้สึกราวมีรอยปื้นหนาลามขึ้นจากด้านล่าง นางพยายามกลั้นเสียงตนเองไว้หลายครั้ง ทว่ายังเล็ดลอดออกจากริมฝีปากคล้ายเสียงแม่ไก่กำลังเบ่งไข่ ในที่สุดก็ทนทานไม่ไหวจะระเบิดเสียงแปดหลอดออกมาดังลั่น
“ฮือ ฮือ ฮือ… ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่ได้ขโมยของพวกมัน…” หยุนชิ่วเอ๋อได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำหูน้ำตาและน้ำมูกไหลพรากอย่างน่าสังเวช ปากพร่ำตัดพ้อถึงความอยุติธรรมที่ตนได้รับ “นังเด็กแพศยานั่นใส่ความข้า มันกล่าวหาข้า ข้าไม่ใช่โจร…”
“ใครจะกล้าใส่ร้ายเจ้า!?” ใบหน้าซูบตอบของผู้เฒ่าหยุนเผยความดุดัน ดวงตาคมกริบถลึงจ้องหยุนชิ่วเอ๋อขณะแค่นเสียงลอดไรฟัน “ทำอะไรลงไปตัวเจ้าเองย่อมรู้ดีแก่ใจ ตั้งแต่เกิดเรื่องเจ้าเอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอไม่หยุดหย่อน ราวตนทำความผิดจริงเสียอย่างนั้น!”
หยุนชิ่วเอ๋อได้ยินคำพูดที่ไร้ซึ่งความปรานีจากผู้เฒ่าหยุนจึงนิ่งอึ้งชะงักงันไปครู่ใหญ่ แต่แล้วก็ระเบิดเสียงร้องไห้คร่ำครวญลั่นอีกครั้ง “ที่ข้าเป็นเช่นนี้ก็เพราะถูกใส่ร้าย! ข้าจะปฏิเสธความผิดที่ข้าไม่ได้ก่อมิได้เชียวรึ?!”
เสียงรำพึงรำพันอย่างเศร้าโศกดังก้องไปทั่วบริเวณบ้าน
แม่นางจ้าวเงยหน้ามองผ่านหน้าต่างห้องปีกตะวันออกขึ้นไปยังห้องชั้นบนซึ่งเป็นต้นกำเนิดเสียง จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาบ้าง “จุ๊จุ๊… ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ นอกจากจิตใจนางไม่บริสุทธิ์แล้วมือเท้ายังมาต้องราคี ทุกวันเอาแต่ละเมอเพ้อพกถึงการแต่งงานกับเศรษฐีใหญ่ ข้าว่านางควรเตรียมตัวติดคุกหัวโตเสียคงเหมาะสมกว่า”
หยุนลี่จงขมวดคิ้วมุ่นอย่างนึกรำคาญ เขาชำเลืองมองแม่นางจ้าวพร้อมตำหนิ “เจ้านี่ช่างไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย ยังไม่ทันเห็นหลักฐานก็ตัดสินแล้วว่านางผิด อีกอย่าง หากชิ่วเอ๋อต้องติดคุกจริง แล้วเกียรติยศของข้าจะแบกไปไว้ที่ใดเสีย?”
แม่นางจ้าวที่เพิ่งนึกขบขันกับความโชคร้ายของผู้อื่น รีบหันขวับกลับมาพลางแปรเปลี่ยนสีหน้าฉับพลันแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ… ทั้งหยุนลี่เซียว ทั้งหยุนชิ่วเอ๋อ สองคนนี้ต่างมีค่าเพียงตะเกียงที่ไร้เชื้อไฟ ข้าไม่เห็นว่าพวกเขาจะถ่วงความเจริญในชีวิตท่านพี่อย่างไรได้”
หยุนลี่จงได้ยินดังนั้นจึงหลุบตาลงเพื่อใช้ความคิด นิ้วมืองอลงเคาะกับหัวเข่าเป็นจังหวะ ไม่กล่าววาจาใดอยู่เป็นนาน
แม่นางจ้าวหันมองกิริยาของหยุนลี่จง จากนั้นจึงกล่าวต่อไป “แต่นั่นก็จริงอยู่ ไม่ง่ายเลยที่ท่านต้องแบกรับความวาดหวังของครอบครัวไว้เช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งหนักใจนัก เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่รู้ว่าท่านพ่อจะจัดการได้จริงหรือไม่ ครอบครัวรองที่ไร้คนใส่ใจนั้นก็อีกราย ตั้งแต่แยกย้ายออกไป ไม่ยักรู้ว่าพวกเขาจะมีทรัพย์สินมากมายถึงเพียงนี้…”
เมื่อหวนนึกถึงภาพตะกร้าเงินที่แม่นางเหลียนลากออกมาจากใต้เตียง คาดคะเนดูแล้วจำนวนเงินภายในคงไม่ใช่น้อย ๆ แม่นางจ้าวอดเบ้ปากด้วยความริษยาไม่ได้ “ซ่อนเงินไว้แน่นหนาถึงเพียงนั้น เห็นทีต่อให้ถูกขโมยไปเพิ่มอีกขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงกระมัง”
หยุนลี่จงเองก็เห็นภาพนั้นเช่นกัน ไม่คาดคิดเลยว่าบ้านรองเพิ่งแยกครอบครัวออกไปอาศัยอยู่เองได้ไม่นานนักแต่กลับเก็บหอมรอมริบได้เป็นจำนวนมากพอประมาณทีเดียว เฉพาะตะกร้าเงินใบนั้นคงมีเงินอยู่ภายในอย่างต่ำสองพันตำลึงเป็นแน่แท้
สองสามีภรรยาคู่นี้แค่หนุ่มสาวบ้านนอกไม่รู้ประสา แม้แต่อักษรสองสามตัวยังอ่านไม่แตกฉานด้วยซ้ำ ทว่ากลับใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสมบูรณ์ดี ทั้งยังพัฒนาตนเองจนร่ำรวยยิ่งกว่าครอบครัวของหยุนลี่จงซึ่งมีฐานะเป็นบัณฑิตผู้สูงส่งเสียอีก สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกละอายอย่างบอกไม่ถูก คิดแล้วโชคชะตาของตนช่างหดหู่ไม่น้อย
อีกด้านหนึ่ง เสียงร้องไห้ของหยุนชิ่วเอ๋อที่ขาด ๆ หาย ๆ ยังคงดังขึ้นเป็นระยะ ส่วนแม่นางจ้าวที่ไม่ได้ลิ้มรสองุ่นแม้สักพวงกลับเอาแต่พร่ำบ่นถึงความเปรี้ยวเข็ดฟันของตัวองุ่นไม่หยุดหย่อน* ฝ่ายหยุนลี่จงก็จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดของตนต่อไปอีกพักใหญ่
*ทฤษฎีองุ่นเปรี้ยว = เป็นสำนวนที่หมายถึงอาการของผู้ที่อยากได้ อยากเป็น แต่ไม่สามารถนำสิ่งนั้นมาครอบครองได้ จึงแสร้งบอกว่าสิ่งนั้น ๆ ไม่ดี เพื่อรักษาหน้าตัวเอง
นางเฉินกำลังง่วนทำงานบ้านอยู่นอกตัวเรือน หูแว่วได้ยินเสียงนินทาจากครอบครัวใหญ่ทว่าไม่คิดร่วมลงเสวนา ทันใดนั้นนางจึงย่องกลับเข้าห้องส่วนตัวด้วยเกิดความคิดอันดีขึ้น
นางเฉินจดจ่ออยู่กับความคิดดังกล่าวเป็นพิเศษ ครั้นก้าวเข้าไปในห้องจึงเอ่ยถามหยุนลี่เซียวทันทีว่าไหน ๆ กระต่ายเลี้ยงของบ้านรองก็ตายไปแล้ว เขาใคร่กินเนื้อมันหรือไม่? นางจะได้ไปขอนำมาปรุงอาหารเสีย เพราะไม่ต้องการให้เนื้อสัตว์เลิศรสเสียเปล่า
หยุนลี่เซียวกำลังนอนงีบหลับอยู่บนเตียงหลังพบเจอเรื่องหนักหน่วงในบ้านจึงไม่แยแสคำพูดของภรรยา ถึงกระนั้นนางเฉินผู้เอาแต่ใจก็ยังไม่ละความพยายามที่จะถามไถ่ ขณะนั้นหยุนเชวี่ยเปิดประตูเดินออกมาพอดี ทว่านางเฉินยังคงพูดพล่ามต่อไป “สัตว์เดรัจฉานพวกนี้มีค่าแค่นำมาประกอบอาหารไม่ใช่หรือ? ตายก็ตายไปแล้ว ยังจะหวงห้ามไว้เพื่อสิ่งใด? สู้ขายให้ข้าในราคาถูกดีกว่า…”
‘เอี๊ยด…’ หยุนเชวี่ยใช้มือดันประตูปิดพลางกลอกตาอย่างนึกอารมณ์เสีย จากนั้นจึงแค่นเสียงต่อว่าด้วยเสียงกดต่ำ “ใจคอวันวันหนึ่งจะคำนึงถึงแต่เรื่องกินหรืออย่างไร? อ้วนจนขยับกายไม่คล่องตัวแล้วยังไม่หัดสำเหนียกอีกรึ?”
หยุนเชวี่ยไม่รู้ว่านางเฉินได้ยินหรือไม่ หลังนางเฉินบ่นพึมพำอยู่ครู่ใหญ่จึงเคลื่อนย้ายสะโพกที่ใหญ่โตราวเครื่องโม่หินเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด กระทั่งเวลาล่วงสู่ช่วงเย็นย่ำจึงเดินออกจากห้องและเดินดุ่มเข้าครัวไป
ช่วงนี้หยุนลี่เต๋อกลับมาถึงบ้านค่อนข้างช้า เขาอาศัยเวลาตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ลาลับขอบฟ้าล่าเหยื่อบนภูเขาจนกว่าแสงแห่งวันจะหมดลง ด้วยต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาให้ได้มากที่สุด และกลายเป็นปีพักผ่อนที่ดีอีกปีหนึ่ง
หยุนลี่เต๋อหิ้วซากไก่ป่าและกระต่ายป่าเดินลงมาถึงริมทุ่ง ระหว่างนั้นเขาบังเอิญสวนทางกับเหอเหล่าซาน ที่อุตส่าห์มีน้ำใจบอกกล่าวว่าบ้านตระกูลหยุนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกแล้วในช่วงบ่าย ทันทีที่ได้ยินดังนั้น หยุนลี่เต๋อจึงเร่งฝีเท้าเพื่อให้กลับไปถึงบ้านโดยไว เมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไปจึงพบกับผู้เฒ่าหยุนที่ยืนตรงเอามือไพล่หลังคอยอยู่บริเวณใต้ชายคา