ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 267 ค้นบ้าน
เสียงถ้วยกระเบื้องแตกซึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเวลานี้ ดังสะเทือนแก้วหูเป็นพิเศษ แม่นางจ้าวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ใดและรีบย่อตัวลงก้มเก็บเศษถ้วยอย่างลนลาน ด้วยกลัวว่าพื้นไม้อาจขึ้นราเป็นเรื่องใหญ่
แม่เฒ่าจูกลอกตาหนึ่งครั้ง อ้าปากพะงาบเตรียมพ่นคำด่าออกมาอย่างเต็มพิกัด ทว่าเสียงของผู้เฒ่าหยุนเป็นดั่งประกาศิตที่ช่วยระงับไว้ได้ทันเวลา “เจ้าใหญ่ เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้รึ?”
หยุนลี่จงตะลึงงัน
คิดเห็นอย่างไรงั้นหรือ? แม้แต่คนโง่ยังมองออกว่าครอบครัวรองถูกโจรปล้นบ้าน! ทว่าตอนนี้ทุกคนในบ้านกลับแสร้งทำว่าเบาปัญญาขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาอยากกล่าวเหลือเกินว่าหากยื่นมือเข้าไปจะไม่นับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? แต่เมื่อท่าทีของผู้เป็นพ่อเปลี่ยนไปเช่นนี้เขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
“เฮ้อ ลืมมันไปเสียเถิด” ดูเหมือนผู้เฒ่าหยุนไม่ได้คาดหวังแต่แรกแล้วว่าหยุนลี่จงจะช่วยเสนอแนวทางอย่างไรได้ เขาทอดถอนใจยาว สีหน้าจากคล้ำหม่นแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนล้า ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่น เข้มขรึม “บรรพบุรุษของเราไม่เคยสั่งสอนให้มีนิสัยลักขโมย หากไม่เชื่อฟังก็ช่าง ข้าไม่อยากกล่าวให้เปลืองน้ำลายไปกว่านี้ ผู้ใดกระทำเรื่องโสมมให้เร่งนำทรัพย์สินของพวกเขามาคืนเสีย! มิฉะนั้น…”
ขณะกล่าว สายตาของผู้เฒ่าหยุนกวาดมองไปยังผู้คนที่นั่งอยู่รอบห้อง ไม่อาจล่วงรู้แน่ชัดว่ามีเจตนาเพ่งเล็งผู้ใดเป็นพิเศษ กระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่หยุนลี่เซียว จากนั้นจึงกระแอมไอออกมาสองครั้ง
หยุนลี่เซียวยังคงนั่งเอนราวไม่มีกระดูกสันหลังอยู่เช่นเดิม ราวอยู่ดี ๆ เขาก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองทั้งมวลไปเสียอย่างนั้น ผู้เฒ่าหยุนจึงละสายตาหันกลับมามองหยุนชิ่วเอ๋อเพื่อหยั่งเชิงท่าที
ห้องนี้มีขนาดกว้างขวางพอควร ทว่าคำขู่ของผู้เฒ่าหยุนกลับไม่ก้องกังวาน เป็นดุจก้อนหินที่จมหายลงในห้วงมหาสมุทรโดยไร้ระลอกคลื่นแม้แต่ระลอกเดียว ภายในห้องมีเพียงหยุนชิ่วเอ๋อที่สะอึกสะอื้นไม่หยุดหย่อน
“เวลานี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขตของตระกูลที่เราต้องจัดการ อีกไม่กี่วันเรื่องดังกล่าวจะถูกร้องเรียนไปถึงศาลาว่าการมณฑล กลายเป็นเรื่องใหญ่ คนผิดต้องนอนคุก! ถึงตอนนั้นจะสารภาพก็สายเกินไปเสียแล้ว! ไม่คิดถึงจุดนี้บ้างรึ?! แค่ก…” ผู้เฒ่าหยุนกล่าวรวดเดียวโดยไม่พักหายใจจนสำลักน้ำลายอย่างรุนแรง
ในที่สุดหยุนลี่จงซึ่งนั่งนิ่งมานานจึงพยักหน้าตอบรับพร้อมกล่าว “ท่านพ่อเคยบอกว่าการที่ความไปถึงศาลาว่าการไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะประวัติจะถูกบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎร์ กลายเป็นตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต!”
หยุนชิ่วเอ๋อได้ยินหยุนลี่จงกล่าวจึงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ครั้นฟังจนจบประโยคจึงยิ่งร้องไห้หนักขึ้นกว่าเก่า “ข้าไม่ใช่โจร! ข้าถูกพวกมันใส่ร้าย! หากเกียรติยศชื่อเสียงของข้าป่นปี้ ข้ายอมฆ่าตัวตายตกไปเสียยังดีกว่า!”
แม่นางจ้าวลอบกลอกตา คิดในใจว่าแม่นางผู้นี้ยังหลงคิดว่าชื่อเสียงของตนดีงามอยู่หรืออย่างไรกัน? ล่าสุดก็ก่อเรื่องเอาน้ำร้อนสาดกระต่ายเลี้ยงจนมีอันเป็นไป หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้วละก็… บุรุษใดกันจะตบแต่งกับภรรยาใจร้ายเช่นนางได้ลง
เมื่อเห็นว่าโจรในบ้านยังคงนิ่งเฉย ผู้เฒ่าหยุนซึ่งร้อนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป เขาเหลือบตามองรอบห้องหนึ่งครั้งก่อนสะบัดมือผอมแห้งเพื่อออกคำสั่ง “เช่นนั้นก็ค้นให้ทั่ว! เจ้าใหญ่ ช่วยข้าจับตามองไว้ให้ดี”
บ้านตระกูลหยุนเกิดเหตุไก่เตลิดสุนัขวิ่งพล่าน* แล้ว!
* ไก่เตลิดสุนัขวิ่งพล่าน = หมายถึงเกิดเหตุวุ่นวายใหญ่โตจนสุนัขและไก่แตกกระเจิงไปคนละทิศ
บุรุษหนึ่งคนดำรงชีพอยู่ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี ผู้เฒ่าหยุนมีชีวิตอยู่บนโลกมาแล้วกระทั่งล่วงสู่วัยไม้ใกล้ฝั่ง ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตเพื่อสั่งสมชื่อเสียงอันมีเกียรติ แม้ว่าครั้งนี้เขาจะต้องใช้มาตรการปิดประตูตีแมวอย่างไร้ทางเลือกอื่น ทว่าสิ่งนี้ก็ถือเป็นการยอมฉีกหน้าตนเองเช่นกัน
หยุนชิ่วเอ๋อยังไม่ทันแต่งงานออกเรือน ทั้งชีวิตอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของแม่เฒ่าจูมาโดยตลอด หยุนลี่จงซึ่งมีฐานะเป็นลูกไม่อาจเข้าค้นห้องผู้เป็นพ่อและแม่ก่อนเป็นอันดับแรกได้ จึงเลือกห้องส่วนตัวของน้องสามเพื่อเปิดทาง หยุนลี่เซียวรู้เช่นนั้นจึงแสดงความไม่พอใจทันที “เหตุใดต้องเริ่มจากข้าด้วยเล่า?! ข้าไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น! หากจะค้นก็ค้นห้องของคนที่น่าสงสัยที่สุดก่อนสิ!”
ผู้ใดอยู่ในฐานะ ‘คนน่าสงสัย’ ที่สุดในบ้านหลังนี้ทุกคนย่อมรู้ดี
หยุนชิ่วเอ๋อสะดุ้งเฮือกราวถูกเหยียบหาง นางผุดลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่ากราดหยุนลี่เซียวทันที “จับโจรก็ส่วนจับโจร เหตุใดต้องกล่าวพาดพิงมาถึงข้า!? หรือที่เจ้าไม่กล้าให้ค้นนั่นเป็นเพราะกำลังปิดบังสิ่งใดอยู่? ท่านพ่อ เขานั่นแหละที่เป็นโจร! ของต้องอยู่ในห้องของเขาเป็นแน่!”
ดวงตาของหยุนชิ่วเอ๋อฉายแววกระตือรือร้นกว่าปกติและต้องการวิ่งพรวดเข้าไปในห้องส่วนตัวของอีกฝ่ายเพื่อค้นหาสิ่งของเหล่านั้น หากพบแล้วหมายความว่าหยุนลี่เซียวคือโจรตัวจริง นางก็จะลากเขาไปประจานต่อหน้าสาธารณชนเพื่อพิสูจน์ว่าตนคือผู้บริสุทธิ์
“หึหึ… ข้ามีความลับใดปิดบังอยู่งั้นรึ?!” หยุนลี่เซียวเอนหลังพิงกรอบประตูพลางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ข้ายังไม่ทันเดินไปขวางทางเจ้าเสียหน่อย กล่าวหาว่าข้ามีสิ่งปิดบัง แต่ตัวเจ้ากลับรีบร้อนจะโยนหม้อครอบหัว* ข้าเสียเหลือเกิน! ทำเช่นนี้มีเจตนาใดแอบแฝงกันแน่!?”
* โยนหม้อครอบหัว = ใส่ความ ใส่ร้าย จับผิด
หยุนชิ่วเอ๋อราวถูกฝ่าเท้ากดทับจนร่างกายเจ็บจี๊ดไปหมดทุกส่วนกระทั่งไม่สามารถอ้าปากโต้แย้งใด ๆ ได้อีก ฉับพลันน้ำเสียงของนางจึงแปรเปลี่ยนอีกครั้ง นางตวาดลั่นอย่างเฉียบขาด “หากเจ้าไม่มีสิ่งใดปิดบังก็ยินยอมให้ข้าเข้าไปค้นแต่โดยดี!”
“ฮ่า ๆ ๆ! ข้าไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่พยายามกลบเกลื่อน!” หยุนลี่เซียวไม่ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด จากนั้นเขาจึงเบี่ยงตัวหลีกทางให้ “เข้าไปค้นซะ หากไม่พบอะไร ข้าจะดูว่าเจ้ายังจะใส่ความอย่างไรได้อีก!”
หยุนชิ่วเอ๋อถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างดุร้ายก่อนรีบหันไปคว้าแขนหยุนลี่จงให้เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน นางขบริมฝีปากแน่นขณะเดินเข้าไปยังห้องที่รกรุงรังราวคอกหมูของหยุนลี่เซียว
ฝ่ายหยุนลี่เซียวนั้นไม่นึกเกรงกลัวใด ๆ แม้แต่น้อย เขายืนเอนหลังพิงกรอบประตูอย่างเกียจคร้านดังเดิม ริมฝีปากเบ้เป็นรอยยิ้มเจื่อน ทั้งยังไม่วายกล่าวเตือน “เดินระวังหน่อยก็แล้วกัน ตรวจดูตามใต้ตู้ใต้เตียงให้ถี่ถ้วน ข้าผู้นี้ไม่กลัวเงาหักเห ยืนตรงไม่เกรงว่าปัสสาวะจะคด…”
ตัวเขาเองและนางเฉินต่างเป็นคนเกียจคร้านกันทั้งคู่ ดังนั้นภายในห้องนอนจึงไม่เพียงเต็มไปด้วยเศษฝุ่นสกปรกและมันเยิ้มด้วยคราบไคล ทว่ายังเต็มไปด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่พวกเขาคุ้นชินกับมันเสียแล้ว พื้นห้องดำขลับเสียจนไม่กล้าให้ฝ่าเท้าได้สัมผัส หยุนลี่จงชะงักยืนอยู่ด้านข้าง ไม่คิดแม้แต่จะเหยียบย่างเข้าไปแม้สักย่างก้าว
ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อไม่ใส่ใจสิ่งโสโครกเหล่านั้น นางพรวดเดินเข้าไปในตัวห้องละเริ่มทำการรื้อค้นอย่างบ้าคลั่ง หมายให้ห้องของหยุนลี่เซียวรกแหลกกันไปข้าง แม้แต่เสื่อฟางสานซึ่งใช้ปูพื้นนางยังพลิกเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ทว่าผลลัพธ์กลับอยู่เหนือความคาดหมายของนาง เพราะไม่ว่าจะพยายามค้นหาเพียงใดกลับไม่พบเจอสิ่งของที่ถูกขโมยไปเลยสักชิ้น ริมฝีปากของหยุนชิ่วเอ๋อแห้งผากราวอมผงขี้เถ้าไว้
“เจ้าเห็นแล้วหรือยัง?!” หยุนลี่เซียวยกแขนขึ้นกอดอกพร้อมเบ้ปาก จากนั้นจึงแค่นเสียงเย้ยหยัน “มีสิ่งใดจะพูดอีกหรือไม่?!”
“จะ… เจ้าต้องซ่อนมันไว้ที่อื่นเป็นแน่!”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปค้นหาเสียสิ! เห็น ๆ กันอยู่ว่าไม่เจอสิ่งใดทั้งสิ้นยังบังอาจใส่ความข้าอีกรึ?! นี่ไม่ถือเป็นการยัดเยียดข้อกล่าวหากันหรืออย่างไร?!” ว่าแล้วหยุนลี่เซียวจึงหันกลับไปทางผู้เฒ่าหยุนด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “ท่านพ่อ ต่อให้ท่านลำเอียงเพียงใดก็คงไม่ใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นให้ข้าเป็นแพะรับบาปหรอกกระมัง!”
ผู้เฒ่าหยุนนิ่งเงียบไม่ตอบกลับแต่อย่างใด ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้นกับคนในตระกูลเดียวกัน ครั้งแรกเขาก็ลอบคาดเดาอยู่บ้างว่าผู้ต้องสงสัยอาจเป็นใคร แม้ในใจเอนเอียงไปทางเจ้าสาม ทว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะมัดตัวอีกฝ่าย ประกอบกับหยุนลี่เซียวเองก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืน
“ห้องนี้ถูกรื้อค้นเสร็จสิ้นแล้ว” มุมปากของหยุนลี่เซียวโค้งขึ้นด้วยความภาคภูมิ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น “เช่นนั้นเป็นผู้ใดกัน? ท่านพ่อ ท่านควรปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม! จะค้นเพียงห้องของข้าห้องเดียวไม่ได้!”
เวลานี้ต่างคนต่างกล่าวโทษกันไปมาว่าอีกฝ่ายจะต้องมีสิ่งใดปิดบังอยู่เป็นแน่แท้ ใบหน้าของหยุนลี่จงแปรเปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์เพราะนี่ถือเป็นการหยามเกียรติบัณฑิตอันสูงส่งของตน ถึงกระนั้นเขาก็จำต้องค้นห้องในฝั่งปีกตะวันออกทั้งหมดเมื่อเป็นคำสั่งของผู้เฒ่าหยุน
หยุนลี่เซียวไม่วายทำเสียงจึกจักในลำคอขณะสังเกตเสื้อคลุมตัวยาวใหม่เอี่ยมของหยุนลี่จง “จุ๊จุ๊… พี่ใหญ่ช่างเปี่ยมสง่าราศีเสียจริงเชียว แม้แต่เสื้อผ้ายังตัดเย็บอย่างประณีตไม่ซ้ำสักชุดในแต่ละวัน ต่างจากข้าราวฟ้ากับเหว ข้ามีเพียงเศษผ้าที่นำมาเย็บต่อกันเป็นชุดให้นุ่งห่มพองามเท่านั้น!”
บ้านฝั่งปีกตะวันตก
หยุนเยี่ยนชะเง้อมองผ่านทางหน้าต่างห้องพร้อมกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “ท่านปู่กำลังสั่งรื้อค้นทุกห้องในบ้านฝั่งปีกตะวันออกเจ้าค่ะ มีห้องของลุงใหญ่และป้าสะใภ้ ห้องอาสาม ห้องชั้นบน รวมถึงห้องของพี่หยุนโม่และห้องหยุนเยว่กับหยุนหรง”
แม่นางเหลียนเพียงถอนหายใจไม่ตอบคำใด ฉับพลันกลับรู้สึกหดหู่และอ่อนเพลียอย่างบอกไม่ถูก ในแต่ละวันนางต้องหยิบจับงานบ้านหลายสิ่งอย่างทว่าไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าเพียงนี้มาก่อน เรื่องราวที่เกิดขึ้นหนักหน่วงเสียจนนางแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรง
“เหตุใดเราจึงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบเสียทีนะ?” แม่นางเหลียนหลุบตาลงพร้อมกล่าวพึมพำเสียงแผ่วหวิว
“ได้สิเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยซึ่งเพิ่งกลับเข้ามาในห้องได้ครู่หนึ่งขยับศีรษะเข้าใกล้แม่นางเหลียน “ขอเพียงครอบครัวของเราได้ย้ายออกไปจากที่นี่ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเช่นนี้ขึ้นอีก จริงหรือไม่เจ้าคะ?”
………………………………………………………………..