ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 266 ป้องกันโจรทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเรื่องยาก
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
- ตอนที่ 266 ป้องกันโจรทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเรื่องยาก
เมื่อหยุนเชวี่ยตั้งคำถาม ทั้งเหลียนซื่อและหยุนเยี่ยนต่างหันมาสบตากันโดยไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว เนื่องจากพวกเขาถือว่าเป็นคนร่วมตระกูล เพราะฉะนั้นไม่ง่ายเลยที่จะโยนข้อกล่าวหาว่าเป็น ‘โจร’ ให้กับใครในบ้าน
“เราปิดประตูหน้าต่างไว้แน่นหนาแล้ว อีกทั้งนี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ไม่เห็นมีสิ่งใดต้องกลัวเลย ไม่มีผู้ใดได้ยินหรอก” หยุนเชวี่ยแกว่งขาไปมาอย่างเกียจคร้าน นางเพิ่งผ่อนคลายได้ไม่ทันไร สมองกลับนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้านางเพิ่งรับปากเจ้าอ้วนเฉียนไปว่าจะนำสิ่งของทั้งหมดไปคืนให้กับเขาภายในวันพรุ่งนี้ ทว่าผ่านไปไม่ทันข้ามวันของเหล่านั้นกลับอันตรธานหายไปสิ้น คิดแล้วให้รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่ง
ช่างสอดคล้องกับประโยคนั้นเสียจริง… โจรในบ้านยากต่อการป้องกัน!
* โจรในบ้านยากต่อการป้องกัน = เป็นสำนวนที่มีความหมายประมาณว่า โจรที่เป็นคนนอกยังตามจับได้ง่าย ไม่ลำบากใจเท่าจับคนในที่อุตริคิดเป็นโจรเสียเอง
ภายในห้องเงียบกริบไปชั่วขณะหนึ่ง หยุนเยี่ยนเป็นผู้เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบด้วยเสียงแผ่วเบาเช่นเคย “ตามที่เจ้าเล่ามา โจรผู้นั้นคงไม่ใช่อาชิ่วเอ๋อ ผู้ที่เป็นโจรฝีเท้าต้องเงียบเชียบราวกับผี จะทำตัวกระโตกกระตากได้อย่างไร…”
หยุนเชวี่ยเลิกคิ้ว “เช่นนั้นท่านพี่คิดว่าเป็นผู้ใดล่ะ?”
หยุนเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง “กล่าวหาใครว่าเป็นโจรสักคนไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันพล่อย ๆ” กล่าวจบนางจึงหันไปสบตาหยุนเชวี่ยพร้อมเอ่ยกำชับ “แม้แต่เจ้าเองก็อย่าเที่ยวเดาสุ่มสี่สุ่มห้า เรื่องที่ไร้หลักฐานเช่นนี้ไม่อาจกล่าวโทษผู้ใดได้”
กล่าวยังไม่ทันขาดคำหยุนเชวี่ยกลับพูดขัดขึ้นเสียก่อนแล้วด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านคิดว่าเป็นอาสามหรือไม่?”
หยุนเยี่ยนกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
แม่นางเหลียนเบิกตากว้างขณะรีบหันขวับไปมองประตูห้อง
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ป่านนี้เขาคงจำศีลอยู่ในบ้านเป็นแน่ ไม่มีผู้ใดใส่ใจมาฟังพวกเราพูดคุยกันหรอก ข้าเพียงคาดเดาเท่านั้น ไม่มีหลักฐานใดไปมัดตัวเขา” หยุนเชวี่ยถอนหายใจ
“หากพวกเราตามหาสิ่งของเหล่านั้นกลับคืนไม่ได้ เห็นทีคงติดหนี้บุญคุณตระกูลเฉียนไม่น้อยทีเดียว” ทันใดนั้นแม่นางเหลียนจึงนึกถึงเรื่องดังกล่าวขึ้นได้ จิตใจที่คาดเดาไปในแง่ร้ายไพล่คิดไปเสียแล้วว่าความหวังที่จะได้ของเหล่านั้นกลับคืนช่างริบหรี่
หยุนเชวี่ยใช้ฝ่ามือยันเตียงเพื่อลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มืออีกข้างลูบปลายจมูก ไม่ใส่ใจว่าคนข้างกายจะคิดกังวลอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มวิเคราะห์ “ประการแรก ต้องไม่ใช่ท่านปู่ ท่านย่าหรือก็นิสัยตระหนี่เขี้ยวลากดินถึงเพียงนั้น อีกอย่างหากนางทำคงหาเรื่องกลบเกลื่อนร้องไห้ฟูมฟายขู่จะแขวนคอบนขื่อนานแล้ว เพราะฉะนั้นตัดทิ้งได้”
“ยังมีลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ สองคนนี้จิตใจอำมหิต ต่อให้กระทำเรื่องชั่วช้าก็ลอบทำลับหลัง การงัดประตูบ้านยันประตูตู้ต่าง ๆ อย่างหยาบเช่นนี้ไม่ใช่นิสัยของพวกเขาเอาเสียเลย ตัดทิ้งเพิ่มอีกสอง”
“เจ้าเด็กเสเพลซานหลางทั้งชีวิตนี้โหยหาเพียงน่องไก่ คงไม่สิ้นคิดถึงขนาดขโมยของในบ้านของคนตระกูลเดียวกัน เจ้าหนอนหนังสือที่วัน ๆ ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องอย่างหยุนโม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คิดไปคิดมา คนหน้าซื่อใจคดที่สามารถทำเรื่องไร้คุณธรรมไร้แบบแผนเช่นนี้ก็เหลือเพียงคนเดียว”
เมื่อได้ยินหยุนเชวี่ยตัดสินบรรดาญาติทีละครอบครัวอย่างไร้ความเกรงใจ แม่นางเหลียนและหยุนเยี่ยนซึ่งมองหน้ากันอยู่สักพักจึงอดรนทนไม่ไหว แม่นางเหลียนขมวดคิ้วและตำหนิ “เด็กคนนี้พูดจาเหลวไหลใหญ่แล้ว!”
“ปกติแล้วเหล่าคนพาลกังวลจะตายไปว่าใต้หล้าจะปราศจากความโกลาหล ไม่ว่าเกิดเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็กระโดดเข้ามาสอดรู้สอดเห็นก่อนเป็นสิ่งแรก แล้วเหตุใดวันนี้ถึงสงบปากสงบคำนักเล่า?” หยุนเชวี่ยหันมองทั้งสองพร้อมกล่าวต่อไป “ก็เพราะเขารู้แก่ใจว่าตนเองผิดอย่างไรล่ะ!”
แม่นางเหลียน…
หยุนเยี่ยน…
หยุนลี่เซียวมีนิสัยหน้าซื่อใจคด มักเบ่งอวดดีเป็นนักเลงโต รังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรือยากจนกว่าอยู่เสมอ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยถูกผู้ใดร้องเรียนและลงโทษจับขังคุกสักครั้ง วันนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่เขาไม่ยินดียินร้ายกับความโชคร้ายของผู้อื่น ทั้งยังไม่ก่อเรื่องซ้ำเติมหรือยุยงหยุนชิ่วเอ๋อให้ตบะแตก นี่นับว่าผิดปกติเกินไป ทั้งยังจงใจเงียบอย่างเห็นได้ชัดเพื่อหลบเลี่ยงปัญหา หรือคิดในอีกแง่ก็คือเขาอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ จริง
มุมปากหยุนเชวี่ยกระตุกอย่างนึกจนปัญญา นางแบมือทั้งสองข้างออก “น่าเสียดายที่ไม่มีแม้แต่หลักฐาน ต่อให้คาดเดาไปก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือหากถูกตัดสินว่าผิดก็อาจหยิบยกสารพันข้ออ้างมาหลบเลี่ยงได้ร้อยแปดข้อ เหอะ… คนหน้าหนาพรรค์นั้น”
“ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอาสามของเจ้า พูดจาถึงเขาให้ดี ๆ หน่อยเถิด” แม่นางเหลียนเหลือบมองหยุนเชวี่ย ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเอวเอนพิงพนักหัวเตียง สองแขนและสองขายืดเหยียดกางออกด้วยท่าทีไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย นึกแล้วให้ยิ่งกังวลเรื่องความเป็นกุลสตรีของลูกสาวเข้าไปใหญ่
หยุนเชวี่ยไม่สนใจ “งูยังอาจเปลี่ยนวิสัยกลายเป็นหนู คนใกล้ชาดติดสีแดง… คนใกล้หมึกติดสีดำ* หากข้าเอาแต่กล่าวโทษว่าเขาเป็นโจรทั้งวัน เกรงว่าข้าคงติดนิสัยไร้คุณธรรมจากเขามาเสียเอง” นางพูดพลางเลียนแบบท่าทางของหยุนลี่เซียวไปด้วย ขาข้างหนึ่งเขย่าไม่หยุด ริมฝีปากเบ้ออกเป็นรอยยิ้มแสยะขณะมองไปทางแม่นางเหลียนจนเห็นฟันขาวซึ่งเรียงตัวเป็นระเบียบ
* คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ = เป็นสำนวนจีนอมตะความหมายใกล้เคียงกับ คบคนพาลพาลพาไปหาผิดฯ คือคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหนหรืออยู่กับใคร ก็จะซึมซับเอานิสัยเหล่านั้นมาด้วย
แม่นางเหลียนเห็นแล้วยิ่งรู้สึกกลุ้มใจนัก นางยกฝ่ามือขึ้นประคองข้างขมับไว้
“อ้อ จริงสิ! ท่านป้าเหอยังรอให้ข้านำชิ้นงานปักไปให้นางสำหรับเป็นตัวอย่างนี่นา” หยุนเชวี่ยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนมีงานที่ได้รับมอบหมาย จึงรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างฉับพลัน
ทันทีที่สวมใส่รองเท้านางก็ได้ยินเสียงร้องเรียกของเหอยาโถวดังมาจากหน้าประตูบ้าน ทั้งยังกระทืบเท้าและผิวปากเลียนเสียงนกสองสามหนเป็นสัญญาณลับที่รู้กันเพียงสองคน จากนั้นจึงตะโกนเรียกชื่อซ้ำ “เชวี่ยเอ๋อ… เชวี่ยเอ๋อ…”
หลังจากหวังหลี่เจิ้งกลับออกไปแล้ว ผู้เฒ่าหยุนได้ทำการปิดประตูเรือนรวมถึงหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนา ราวกับว่าวิธีนี้สามารถใช้หลอกตนเองได้ว่าไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านรับรู้เรื่องอัปยศนี้ จนตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง ทว่าเขาหลงลืมไปว่ายังมีอีกคนที่รู้เรื่องดังกล่าวคือเสี่ยวส้วยเอ๋อ นางรีบวิ่งกลับมาส่งข่าวให้บ้านตระกูลเหอรู้ทันที
บ้านตระกูลเหอไม่ได้มีเพียงเหอยาโถวที่ปากไวยิ่งกว่าแสงเท่านั้น แต่ยังมีแม่ของเขา ย่า และพี่สาวอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการนินทาเช่นเดียวกัน ไม่ต้องคาดเดาก็พอรู้ว่าภายในข้ามคืน เรื่องน่าอับอายที่เกิดขึ้นกับบ้านตระกูลหยุนจะต้องกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านในวงน้ำชาอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะเดียวกัน ในห้องชั้นบน
ความโกรธที่ก่อตัวขึ้นในใจของผู้เฒ่าหยุนยังไม่จางหาย เขาเอนกายพิงหัวเตียง มือผอมแห้งข้างหนึ่งวางทับไว้บนหน้าอก ใบหน้าคล้ำหม่นจนกลายเป็นสีเขียว ริมฝีปากซีดเผือดไร้เลือดฝาด เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงหลายต่อหลายครั้ง ไม่นานกล้ามเนื้อที่เครียดเกร็งไปทุกส่วนจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง
แม่เฒ่าจูยังไม่จบกับการสาปแช่งชุดใหญ่ราวร่ำร้องเพลงอุปรากร ทว่ายิ่งด่านานเข้ากลับสังเกตว่าสีหน้าของสามีไม่ดีขึ้นทั้งยังบิดเบี้ยวกว่าเก่าจึงหุบปากเสีย จากนั้นจึงหันไปถลึงตาใส่แม่นางจ้าวอย่างไม่สบอารมณ์ยิ่ง “มัวยืนอึ้งหาสวรรค์วิมานใดกัน!? ดูสภาพพ่อสามีของเจ้าซิ! ยังไม่รีบรินน้ำให้เขาดื่มอีก ดวงตามืดบอดไปแล้วหรืออย่างไร?!”
เดิมทีแม่เฒ่าจูนึกอยากพูดออกมาว่า ‘รอให้พ่อสามีของเจ้าหายใจไม่ออกตายก่อนหรืออย่างไร?’ แต่เมื่อเห็นท่าทางของผู้เฒ่าหยุนแล้วจึงนึกหวั่นเกรงอยู่บ้างว่าอาจเป็นการหาเหาใส่หัว จึงเรียบเรียงคำพูดเสียใหม่
ตอนแรกหยุนชิ่วเอ๋อก็บ่นพึมพำไม่หยุดหย่อนเช่นเดียวกัน จนตระหนักว่าอาการของผู้เฒ่าหยุนไม่สู้ดีนัก ทั้งใบหน้ายับย่นยังเย็นเยือกราวธารน้ำแข็ง ทำให้หัวใจของนางราวถูกบีบรัดให้หยุดการกระทำเสีย น้ำเสียงเริ่มเบาลงทุกขณะ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความคับข้องใจที่ไม่อาจระบายออกมาได้
สิ่งที่วนเวียนอยู่ในห้วงคำนึงมีเพียงไม่กี่ประโยค เช่น ‘ไม่ใช่ข้านะ!’ ‘นังเด็กแพศยานั่นจงใจใส่ความข้า!’ ‘ผู้ใดเป็นโจร ขอให้ฟ้าผ่าฟาดไม่ตายดี!’ หรือถ้อยคำอื่นในเชิงเดียวกัน แม้แต่ผู้ที่พูดเองยังเก็บเอามากังวลไม่คลาย
หยุนลี่เซียวนั่งเอนหลังพิงผนังบ้านราวร่างกายไร้ซึ่งกระดูกสันหลัง สองขาวางซ้อนไขว่ห้าง ท่าทางนิ่งเฉยและเงียบงันราววางตนอยู่เหนือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งมวลและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ดวงตาสลับมองระหว่างผู้เฒ่าหยุนและหยุนชิ่วเอ๋ออยู่อย่างนั้น
ในฐานะพี่ใหญ่ของบ้าน หยุนลี่จงจึงไม่อาจแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดไม่สนใจไยดีคนร่วมตระกูลได้ เมื่อกวาดสายตามองทุกคนในที่นี้ทีละคนและเห็นท่าทีดังกล่าว จึงทำเพียงระงับความหงุดหงิดในใจที่ก่อตัวขึ้นบ้างแล้วและรอจนกว่าผู้เฒ่าหยุนจะกล่าวอะไรสักอย่าง
ทว่าผู้เฒ่าหยุนหลับนั่งนิ่งไม่ไหวติงราวดวงวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง เวลาผ่านไปพักใหญ่ นอกจากเสียงหอบหายใจหนัก ๆ แล้วก็ไม่มีเสียงกล่าวใดเล็ดลอดออกมาทั้งสิ้น ทั้งยังไม่มีการขยับเขยื้อนเปลี่ยนท่าแม้แต่น้อย ดูน่ากลัวไม่ใช่เล่น
แม่นางจ้าวรินน้ำชาลงในถ้วยก่อนยกประคองและขยับเข้าหาผู้เฒ่าหยุนด้วยกิริยาที่เบาที่สุด จากนั้นจึงกระซิบเรียก “ท่านพ่อ ดื่มชาสักถ้วยก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้โกรธเคืองเรื่องนั้นไปเลย หากยังไม่คลายความโกรธประเดี๋ยวร่างกายจะ…”
ผู้เฒ่าหยุนไม่มีปฏิกิริยาใดตอบสนอง และไม่มีการตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น
แม่นางจ้าวยืนรออย่างอดทนต่อไปอีกครู่หนึ่งก่อนร้องเรียกอีกครั้ง “ท่านพ่อ…”
ประโยคถัดมายังไม่ทันหลุดจากปาก ผู้เฒ่าหยุนจึงผ่อนลมหายใจดังฟืดยาว น้ำเสียงนั้นแหบแห้งประหนึ่งเสียงภูตผี คล้ายเสียงเล็บแหลมคมของซากศพที่เอาแต่ขูดข่วนฝาโลงไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย แม่นางจ้าวได้ยินเช่นนั้นถึงขั้นตกใจกลัวตัวสั่นงกจนเผลอทำถ้วยชาร่วงหลุดมือลงตกแตกกับพื้น