ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 265 ผู้ใดเป็นโจรกันแน่?
แม่เฒ่าจู แม่นางจ้าว หยุนลี่เซียว รวมถึงหยุนลี่จงอดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอมองตามเหลียนซื่อเข้าไปด้านในห้องฝั่งปีกตะวันตกที่เกิดเรื่อง
ไม่แน่ชัดว่าแม่นางเหลียนลนลานเกินไปหรือใจร้อนจนไม่ทันระวังว่าจะถูกผู้อื่นจับสังเกต สิ่งแรกที่นางทำคือลากหม้อดินเผาซึ่งมีลักษณะผุพังออกมาจากใต้เตียงพร้อมเปิดดู ทันใดนั้นสีหน้าที่เคร่งเครียดในตอนแรกพลันผ่อนคลายลง
แม้ในบ้านของนางมีลิ้นชักใต้โต๊ะสำหรับเก็บทรัพย์สิน ทว่าโชคดีที่นางมีอุปนิสัยชอบเก็บหอมรอมริบเช่นครั้งที่ยังยากจน เวลานี้ดูเหมือนนิสัยดังกล่าวจะนับเป็นประโยชน์ในช่วงคับขัน เพราะอย่างน้อยเงินตราที่บรรจงเก็บสะสมมาตลอดหลายเดือนยังไม่สูญเปล่าเสียทีเดียว
ดวงตาอยากรู้อยากเห็นของหยุนลี่เซียวพยายามสอดส่ายไปทั่ว แม่นางจ้าวได้แต่ทำเพียงจึกจักในลำคอเพราะมองเห็นไม่ถนัดนัก ส่วนแม่เฒ่าจูซึ่งยังคงความหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ยื่นหน้าไปดูเช่นกัน หยุนลี่จงทำเพียงเหลือบตามองไม่ได้ใส่ใจทั้งยังเผยสีหน้าดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
หยุนเชวี่ยเดินไปยังประตูห้องก่อนใช้สะโพกดันบานประตูให้งับปิดลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้สภาพภายในห้องพ้นจากสายตาสอดรู้ของทุกคนที่มองเข้ามา จากนั้นนางจึงหันไปกล่าวกับหวังหลี่เจิ้ง “ท่านมองว่าการไปร้องเรียนเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่อาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่ แต่ข้าไม่แยแสเรื่องนั้น สาเหตุที่ข้าเชิญท่านมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อเหตุดังกล่าว…”
หยุนเชวี่ยกล่าวยังไม่ทันจบประโยค ดวงตาของผู้เฒ่าหยุนพลันกระตุกติดต่อกันถึงสองครั้ง ใจนึกอยากทัดทานนางทว่าเขาอยู่ต่อหน้าหวังหลี่เจิ้งซึ่งเป็นคนนอก จึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้ตามอำเภอใจ ทำได้เพียงผ่อนลมหายใจแรงและขมวดคิ้วแน่นรอฟังประโยคถัดไป
เป็นจริงดังคาด ทันทีที่หยุนเชวี่ยมีโอกาสเอ่ยปากจึงแสดงความกร้าวแกร่งออกผ่านคำพูด “ต่อให้จัดการเรื่องราวด้วยตนเอง เห็นทีคงไม่มีสิ่งใดคืบหน้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่ หากยืดยาวต่อไปอีกคนร้ายคงหนีลอยนวลไปไกล จึงขอร้องให้ท่านโปรดพิจารณาด้วย”
ฝ่ามือของหวังหลี่เจิ้งซึ่งเหยียดตรงแนบลำตัวสั่นเทา ริมฝีปากดำคล้ำเม้มเข้าหากันจนซีดเผือดไร้เลือดฝาด เด็กหญิงผู้นี้กำลังบีบให้เขาก้าวเข้ามาจัดการเรื่อง ‘โจรปล้นบ้าน’ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตนเอง
“อืม แม่สาวน้อยกล่าวถูกต้อง” หวังหลี่เจิ้งพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะรับหน้าที่จัดการเรื่องนี้ให้ เอาเช่นนี้ ภายในห้าวันหากเจ้ายังตามสิ่งของที่ถูกขโมยกลับคืนมาไม่ได้ ตาเฒ่าผู้นี้ยินดีเป็นพยานให้เจ้า”
หยุนเชวี่ยรีบโค้งกายคำนับ “ขอบคุณท่านหวังหลี่เจิ้งเจ้าค่ะ!”
“ไม่ต้อง ไม่ต้องมากพิธี” หวังหลี่เจิ้งโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ เขาเพียงรับหน้าที่ดังกล่าวเพราะไม่มีทางเลือกอื่น จากนั้นจึงถอนหายใจแผ่วเบา “แม้หมู่บ้านของเราไม่ใช่หมู่บ้านเศรษฐี ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเกิดเรื่องขโมยขโจรเช่นนี้มาหลายปีแล้ว! เฮ้อ…”
คำพูดดังกล่าวราวเป็นการใช้ฝ่ามือตบเข้าที่บ้องหูของผู้เฒ่าหยุนโดยแรง ทำให้ชายชราซึ่งมีอายุยาวนานเกินครึ่งค่อนชีวิตเกิดความอับอายระคนโกรธเคืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกว่าหน้าอกคล้ายบีบรัดตัวแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าและผ่อนออกสลับกันอยู่หลายครั้งกระทั่งอารมณ์สงบลง
ไม่นานนักแม่นางเหลียนจึงเดินออกมาจากห้องส่วนตัว สีหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งปวดใจและโล่งใจระคนกัน นางหันไปแจ้งให้หวังหลี่เจิ้งทราบ “ข้าไม่รู้มูลค่าว่ารวมเท่าใดแน่ แต่ของกำนัลซึ่งได้มาจากแขกผู้มีเกียรติในวันก่อนหายไปทั้งหมด”
หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองใบหน้าของมารดาผู้โง่เขลาของนางด้วยกล่าวคำใดไม่ออก แม้สิ่งของที่ตระกูลเฉียนมอบให้ไม่สามารถระบุราคาค่างวดได้อย่างแน่ชัด แต่อย่างไรรวมกันแล้วก็ต้องมีมูลค่าสูงกว่าเงินทั้งหมดที่ครอบครัวรองสะสมมาทั้งชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นแสดงว่าโจรย่อมรู้จักสินค้าเป็นอย่างดี รู้ว่าสิ่งใดที่ควรค่าแก่การขโมยไป
“บอกข้าได้หรือไม่ว่ามีสิ่งใดหายไปบ้าง?” หวังหลี่เจิ้งเอ่ยถาม
“ผ้าต่วนเนื้อดีสองผืน ทั้งยังมีกล่องไม้ใบเล็กขนาดประมาณนี้” แม่นางเหลียนวาดนิ้วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสมมุติว่าเป็นขนาดของสิ่งที่กล่าวถึง “ภายในกล่องมีจี้หยกกลมสีเขียวอ่อนสองเส้น ขนมสองกล่อง ส่วนอีกกล่องไม่ถูกเอาไปด้วย แต่ขนมภายในถูกกัดไปครึ่งชิ้น”
แม่นางเหลียนนึกแล้วเสียดายไม่น้อย ขนมชิ้นนั้นบรรจงปั้นและทำลวดลายไว้อย่างประณีตหาใดเปรียบ เดิมทีนางคิดเก็บไว้แบ่งให้พ่อและแม่สามีได้ชิมบ้างหนึ่งกล่อง จากนั้นอีกหนึ่งกล่องค่อยแบ่งออกเป็นสามส่วนให้ลูก ๆ ได้กินประทังความหิว ส่วนกล่องสุดท้ายเก็บไว้สำหรับฝากให้เฟิงซิ่วไฉ่แทนคำขอบคุณที่เขาทุ่มเทเวลาสั่งสอนเสี่ยวอู่มาตลอดหลายวัน แม้แต่นางยังไม่คิดหวงไว้กินเองแม้แต่บิชิม ไม่นึกเลยว่าจะถูกโจรขโมยติดมือไปด้วย เอาไปให้หมดเลยนางไม่ว่า แต่กัดไปครึ่งชิ้นและทิ้งร่องรอยอารยธรรมไว้เช่นนี้หมายความว่าอย่างไรแน่!?
หวังหลี่เจิ้งพยักหน้ารับก่อนหันไปหาหยุนลี่จง “นายท่านซิ่วไฉ่ ข้ารบกวนขอยืมพู่กันและหมึกเขียนได้หรือไม่?”
หยุนลี่จงยืดตัวตรงพร้อมหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นท่าทีหยิ่งยโสและวางโตต่อหน้าชายแก่ที่ทำราวตนเป็นผู้เชี่ยวชาญในหมู่บ้านโดยไม่ปริปากคำใด มือข้างหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากปลายแขนเสื้อกระดิกไกวไปมาเป็นเชิงออกคำสั่ง
แม่นางจ้าวเห็นท่าทางเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปในตัวบ้านก่อนยกแท่นฝนหมึกพร้อมพู่กันออกมา
หวังหลี่เจิ้งคลี่แผ่นกระดาษให้เรียบอยู่ด้านนอกห้องปีกตะวันตก จากนั้นจึงก้มตัวลงเล็กน้อยขณะที่ในมือจับด้ามพู่กัน “ผ้าต่วนที่หายไปสีอะไรรึ? จี้หยกสองเส้นที่ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ขนาด รูปร่าง โปรดอธิบายอย่างละเอียด”
“ผืนหนึ่งเป็นสีเหลืองปากห่าน ส่งอีกผืนปักลายดอกไม้กลีบสีแดงสดตัดกัน ตัวจี้เป็นหยกสีเขียวมรกต ลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายทำขึ้นเป็นของคู่กัน พู่ที่ห้อยทำจากไหมสีเขียวอ่อน” หยุนเชวี่ยอธิบายรายละเอียด
แม้หวังหลี่เจิ้งอายุมากแล้วทว่าทักษะการขีดเขียนยังมั่นคง มือจรดพู่กันขีดเขียนด้วยท่วงท่าสง่างามแต่ไม่ยึดติดหลักรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง ลายมือแสดงให้เห็นว่าในวัยเยาว์เขาเป็นคนใจร้อนและผ่านเรื่องโชกโชนมาพอสมควร หยุนลี่จงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างลอบชำเลืองมองแต่แล้วก็ยิ้มหยันออกมา จิตใจไม่เที่ยงจึงปราศจากความบรรจง มิน่าเล่าจนอายุปูนนี้จึงไม่เคยผ่านการสอบบัณฑิต
หวังหลี่เจิ้งเขียนทุกข้อมูลลงไปโดยละเอียด ครั้นเขียนจบแล้วจึงยกกระดาษขึ้นสะบัดเบา ๆ สองครั้งก่อนส่งให้หยุนลี่จงซึ่งเป็นคนเดียวในตระกูลที่อ่านออกเขียนได้ จากนั้นจึงถามหยุนเชวี่ยและแม่นางเหลียนซ้ำอีกหน “มีสิ่งใดสูญหายอีกหรือไม่?”
ทั้งแม่และลูกสาวส่ายหน้า
“ดีแล้ว เช่นนั้นก็ลงลายมือแทนตัวไว้เลย” หวังหลี่เจิ้งทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ ขั้นตอนสุดท้ายเขาเขียนชื่อตนเองลงตรงส่วนล่างของกระดาษเพื่อเป็นพยานในเรื่องที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงรอให้กระดาษแห้งค่อยพับเก็บไว้ในแขนเสื้อพร้อมก้มศีรษะแสดงความเคารพทุกคน
เผยเสี่ยวส้วยอาสาเดินกลับไปส่งหวังหลี่เจิ้งที่บ้าน ทันทีที่ทั้งสองจากไปผู้เฒ่าหยุนซึ่งมีใบหน้ามืดมนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหมุนกายเดินกระแทกส้นกลับขึ้นห้องไป แม่เฒ่าจูเริ่มเปิดริมฝีปากพ่นคำผรุสวาทอีกครั้ง แม่นางเหลียนตระหนักทันทีว่า ‘โจรขึ้นบ้าน’ นับเป็นความหายนะของตระกูลอย่างแท้จริง
นางนั่งลงข้างเตียงและมองเหม่ออยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงเอ่ยปากถามลอย ๆ “หากพวกเราหาของกลับคืนมาไม่ได้ จะต้องร้องเรียนเรื่องนี้แก่เจ้าหน้าที่จริงหรือ?”
หยุนเยี่ยนเพิ่งทำการเก็บกวาดห้องจนเข้าที่ ไล่ปิดประตู ตู้ และลิ้นชักที่ถูกงัดออกก่อนเดินมานั่งข้างแม่นางเหลียนพลางพูดด้วยเสียงกระซิบ “ท่านปู่ไม่มีวันยอมอย่างแน่นอน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอัปยศของวงศ์ตระกูล เขาไม่มีทางปล่อยให้แพร่งพรายออกไปแน่”
“แล้วเรื่องอะไรกันที่ครอบครัวของเราต้องทนทุกข์เพราะสูญเสียทรัพย์ไปโดยเปล่าประโยชน์?” หยุนเชวี่ยเอนหลังลงนอนบนเตียงเล็ก จากนั้นจึงหันตะแคงพร้อมตั้งศอกใช้มือเท้าศีรษะมองผู้เป็นแม่พร้อมกล่าว “อย่างไรเสียหวังหลี่เจิ้งก็เขียนหนังสือลงลายมือพยานเรียบร้อยแล้ว หากภายในห้าวันยังไร้ความคืบหน้า ข้าก็จะร้องเรียนอยู่ดี ถึงเวลานั้นผู้ใดจะขวางทางข้าได้?”
“แต่หากเราสร้างปัญหาขึ้น อย่างไรท่านปู่และท่านย่าก็คงไม่เอาเราไว้เช่นกัน” หยุนเยี่ยนโพล่งขึ้น สีหน้าทั้งตื่นตระหนกและคิดเห็นเป็นอื่นไม่ออกด้วยรู้สึกหวาดหวั่นตามสัญชาตญาณ แม้เป็นเวลานานแล้วที่แยกครอบครัวออกมาจึงพอลดความกลัวลงได้บ้าง ทว่าเมื่อเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเช่นนี้นางก็กลับไปขี้ขลาดดังเดิม
หยุนเชวี่ยพลิกตัวนอนหงายพลางประสานมือเข้าด้วยกัน นิ้วมือดีดขึ้นทีละนิ้ว ดวงตาดำขลับหรี่ลงขณะใช้ความคิด นางเปล่งเสียงหัวเราะแผ่วพร้อมถามกลับ “เหตุใดพวกเขาต้องไม่เอาเราไว้เล่า? พวกเรากลายเป็นโจรไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
หยุนเยี่ยนกล่าวคำใดไม่ออก ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อลามไปยันบริเวณติ่งหู นางเม้มริมฝีปากแรงด้วยอับอายกับความขลาดเขลาของตนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
หากไม่มีหยุนเชวี่ย เกรงว่าหยุนเยี่ยนคงกลายเป็นเด็กสาวที่ไร้ซึ่งความกล้าแม้แต่จะเปล่งเสียง เมื่อเจอเหตุการณ์ดังกล่าวคงคิดไม่ออกเป็นแน่ว่าควรรับมืออย่างไรหรือแม้แต่เรียกหวังหลี่เจิ้งเพื่อมาเป็นพยาน ในฐานะที่นางเป็นพี่สาวคนโตของครอบครัว เหตุใดจึงได้ไร้ประโยชน์เช่นนี้กัน?
หยุนเชวี่ยไม่รู้ตัวว่าคำกล่าวของตนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้จิตสำนึกของหยุนเยี่ยนที่ขี้กลัวอยู่เป็นนิจตื่นขึ้น จากนี้นางต้องกล้าหาญกว่านี้ ดังคำกล่าว ‘ทาสถูกกดขี่มานาน ถึงเวลาต่อต้านเพื่อเสรี’ ส่วนหยุนเชวี่ยหรี่ตาและตั้งคำถามข้อถัดไป “ท่านแม่ พี่สาว พวกท่านคาดเดาว่าผู้ใดเป็นโจรกันแน่?”
……………………………………………………………..