ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 264 อย่าร้อนตัวว่าตนเป็นโจร
ผู้เฒ่าหยุนถือเป็นหัวหน้าครอบครัว กรณีเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน ตามธรรมเนียมความเคารพระหว่างคนชรากับคนหนุ่มสาว หากผู้ชราไม่พูดก่อน ผู้มีอายุน้อยกว่าไม่สามารถแทรกแซงอย่างไร้เหตุผล ทว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้เป็นข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมากนัก ความตึงเครียดบนใบหน้าของชายชรายังไม่จางลง เขาโบกมือเงียบ ๆ ราวมีก้อนเนื้อจุกอยู่ในลำคอ “เรื่องราวเกิดขึ้นกับครอบครัวรอง ให้คนในครอบครัวรองเป็นคนบอกกล่าวเถิด”
ตอนนี้หยุนลี่จง หยุนลี่เซียว และแม่นางจ้าวซึ่งปกติมักกล่าวสอดขึ้นไปเสียทุกเรื่องกลับปิดปากเงียบคล้ายนัดหมายไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อในบ้านเกิดเหตุโจรปล้นทรัพย์ พวกเขาต่างก็หวาดกลัวว่าตนอาจถูกดึงเข้าไปพัวพัน
มีเพียงหยุนชิ่วเอ๋อเท่านั้นที่ไม่ยอมเงียบและเอาแต่ร้อนตัว นางโก่งคอตะเบ็งเสียงดัง “ไม่ใช่ข้านะ! ข้าไม่กลัวหรอกต่อให้พวกเจ้าไปเชิญใครมาก็ตาม! นังเด็กบ้า! อย่าได้ริกล่าวหาข้าเชียว!”
หวังหลี่เจิ้งสางเคราของตนอย่างอารมณ์ดี “ค่อย ๆ พูดจากัน ถูกหรือผิดให้รู้ความก่อนค่อยตัดสิน สงบจิตใจลงเสีย อย่าได้ใจร้อนไป สาวน้อยเจ้าอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังซิ”
หยุนเชวี่ยคลายมือที่เกาะกุมแม่นางเหลียนก่อนเดินไปข้างหน้าสองก้าว จากนั้นจึงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมอธิบายอย่างเนิบช้าชัดเจน “เมื่อประมาณสองชั่วก้านธูปก่อน ข้าและเสี่ยวส้วยเอ๋อกลับมาถึงที่นี่…”
นางเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบอย่างชัดถ้อยชัดคำ รวมถึงเวลาและข้อมูลอื่น ๆ ก็ได้อธิบายอย่างละเอียด ถือเป็นเรื่องที่นานครั้งจะพบเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยไม่ใช้อารมณ์ตนเป็นใหญ่ ทั้งยังไม่มีการใส่สีตีไข่ใด ๆ เพิ่มเติมทั้งสิ้น ครั้นฟังไประยะหนึ่งจึงพอทราบถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดอย่างครบถ้วน
หลังเล่าเรื่องจนจบ หยุนเชวี่ยจึงโค้งคำนับหวังหลี่เจิ้งอีกครั้ง
ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าหวังหลี่เจิ้งเป็นนักปราชญ์มากความรู้ แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงชายชราผู้ผ่านโลกมาอย่างยาวนาน ซึ่งพอมีความรู้ด้านวรรณกรรมต่าง ๆ อยู่บ้างเท่านั้น เมื่อเห็นหยุนเชวี่ยแสดงท่าทีเคารพนบนอบ ทั้งยังกล่าวเรียบเรียงเหตุการณ์อย่างสมบูรณ์แบบจึงพยักหน้ารับเป็นเชิงเห็นด้วย
“อย่าไปฟังมัน! นังเด็กแพศยานั่นพูดจาเหลวไหล!” ทันทีที่หยุนเชวี่ยกล่าวจบ หยุนชิ่วเอ๋อกล่าวแทรกขึ้นพร้อมกระทืบเท้าเร่า ๆ ด้วยความโกรธเคือง นางชี้หน้าหยุนเชวี่ยขณะพ่นคำสาปแช่ง “ทุกสิ่งที่นางนี่พูดมาล้วนไม่เป็นความจริง! มันจงใจใส่ความข้า!”
หยุนเชวี่ยเพียงจ้องหน้านางกลับพลางเผยสีหน้าราบเรียบ นางไม่อยากโต้เถียงกับอีกฝ่ายให้มากความ ตั้งแต่ต้นจนจบนางเพียงเล่าถึงเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เท่านั้น ไม่มีการใส่ร้ายหรือกล่าวเป็นนัยแต่อย่างใดว่า ‘หยุนชิ่วเอ๋อเป็นผู้ขโมยของเหล่านั้นไป’
“พี่เชวี่ยเอ๋อไม่ได้พูดจาเหลวไหล! ข้าสามารถเป็นพยานให้นางได้” เสี่ยวส้วยเอ๋อยืนยัน
“คนอย่างเจ้าต่อให้เป็นพยาน คำพูดก็ไร้น้ำหนัก!” หยุนชิ่วเอ๋อไม่ยอมจบ “ผู้ใดต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าเจ้าและนังนั่นมีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งกันและกัน! หากไม่ได้นังเชวี่ยเอ๋อ เจ้าและแม่ของเจ้าคงอดตายไปนานแล้ว!”
หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้ายจึงพยายามใช้เสียงดังเข้าข่ม ทว่ายิ่งแก้ตัวโดยวิธีเช่นนี้ยิ่งทำให้ภาพรวมของนางดูย่ำแย่ลงไปใหญ่ ทั้งการแสดงออกของนางยิ่งหยาบคายลงเรื่อย ๆ ราวตนเป็นทั้ง ‘ผู้กระทำ’ และ ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ จริงดังคำที่ตนเอาแต่ปฏิเสธ
“นี่… ท่าน!” เสี่ยวส้วยเอ๋อกำหมัดแน่นเพราะเริ่มโมโห นางเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมคนเช่นกันพร้อมจ้องสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่นึกเกรงกลัวแม้แต่น้อย “ข้าเป็นพยานไม่ได้งั้นรึ? แต่ครู่นี้ข้าเห็นกับตาว่าท่านใช้น้ำร้อนเดือดจัดสาดไปที่กระต่ายเลี้ยงของพี่เชวี่ยเอ๋อ!”
ศพกระต่ายตัวนั้นยังนอนแน่นิ่งอยู่ตรงจุดเดิม ลำตัวครึ่งซีกปราศจากขนและมีรอยแผลลวกแดงเถือก หัวบิดไปอีกทางด้วยองศาที่แปลกประหลาด
เปลือกตาหยุนชิ่วเอ๋อหลุบลงครู่หนึ่งก่อนสะบัดหน้าโต้เถียงต่อไปทั้งที่ใบหน้ายังซีดเผือด “เหลวไหล! ข้าไม่ใช่คนที่ทำให้มันตายเสียหน่อย! เห็น ๆ กันอยู่ว่าครู่นี้นังเชวี่ยเอ๋อเป็นคนใช้ขวานสับหัวมันให้ดับดิ้นไปเอง รอยแผลก็ยังมีให้เห็น!”
กล่าวจบนางจึงก้าวเท้าไปด้านหน้าขยับเข้าหาหวังหลี่เจิ้ง น้ำเสียงลดต่ำลงเล็กน้อยทั้งยังราบเรียบกว่าปกติ นางชี้นิ้วไปยังหยุนเชวี่ยราวจะระบายความคับแค้นทั้งหมด “มันไม่กล้าเล่นงานข้าโดยตรง ทำได้เพียงเสาะหาสารพันวิธีมาใส่ร้ายข้าเช่นนี้!”
“แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานถึงอย่างไรมันก็มีชีวิต ข้าเลี้ยงมันมากับมือ ปล่อยให้มันตายซะยังดีกว่าเห็นมันทนทรมานอยู่อย่างนั้น” หยุนเชวี่ยตอบโต้อีกฝ่ายพลางกล่าวเน้นโดยพยายามควบคุมอารมณ์
หยุนชิ่วเอ๋อกลอกตาสวนกลับด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่คล้ายคลึงกับหยุนเชวี่ย “ข้าเคยเห็นแต่ไก่ในเล้ามันเลี้ยงลูกด้วยตัวของมันเอง ไม่เห็นมันจะรู้คุณรู้ประสา พวกมันเกิดมาเพื่อถูกฆ่าเป็นอาหารในสักวันเท่านั้น!”
หยุนเชวี่ยไม่ต้องการเสวนากับหยุนชิ่วเอ๋ออีกต่อไปจึงหันไปหาหวังหลี่เจิ้งพลางเอ่ยถาม “ข้าไม่ขอถามท่านว่าท่านคิดเห็นว่าผู้ใดเป็นขโมย ทว่าสิ่งที่ข้าต้องการถามคือการที่นางฆ่าสัตว์เลี้ยงของข้าเช่นนี้นับว่าผิดหรือไม่? ท่านคิดเห็นเป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
“นี่…” หวังหลี่เจิ้งลูบเคราตนเองด้วยความลำบากใจ ทั้งยังออกแรงบิดกระทั่งเส้นขนแทบหลุดร่วง ดังคำกล่าวหนึ่งที่ว่า ‘แม้แต่ขุนนางผู้ตงฉินยังไม่อาจสะสางความขัดแย้งในครอบครัว’ เพราะฉะนั้นนับประสาอะไรกับตระกูลชาวบ้านสามัญที่มีข้อพิพาทอันซับซ้อน
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องร้ายแรงที่หยุนชิ่วเอ๋อทำลงไป…
กระต่ายตัวนี้ถูกขุนเลี้ยงมาอย่างดี ทว่ากลับต้องมาตายด้วยฝีมือนางโดยการใช้น้ำเดือดจัดเทราด หนำซ้ำยังมีพยานเห็นเหตุการณ์คาหนังคาเขา ผู้ใดบ้างเล่าจะไม่โกรธแค้น “เรื่องที่เจ้าว่า… นางทำไม่ถูกต้องอย่างแท้จริง”
หยุนชิ่วเอ๋อพลันถลึงตาโพลงจนลูกตาใหญ่ยิ่งกว่าตาวัว ทั้งยังโก่งคอเตรียมตะเบ็งเสียงเพื่อโต้แย้ง ทว่านางถูกสายตามืดมนดุดันของผู้เฒ่าหยุนห้ามปรามไว้เสียก่อน นางจึงทำได้เพียงโคลงศีรษะด้วยความคับแค้นเท่านั้น
“เรื่องนี้นางกระทำผิดจริง” หวังหลี่เจิ้งพอรับรู้กระบวนการพิพากษาอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงไม่คิดตำหนิหรือตัดสินให้หยุนชิ่วเอ๋อเสียหายต่อหน้าผู้คนในครอบครัว เขาหันไปหาผู้เฒ่าหยุน “ส่วนจะตัดสินลงโทษอย่างไรนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของท่านผู้นำตระกูลจัดการเองดีกว่า”
‘แล้วข้าจะกล่าวคำใดได้อีก?’
เกียรติยศของผู้เฒ่าหยุนป่นปี้ไปเสียสิ้นแล้ว เขาเผยสีหน้าตึงเครียด ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทั้งยังบิดเบี้ยวนัก เขาแค่นเสียงตอบกลับผ่านไรฟัน “ต้องโทษข้าที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอนนางเรื่องมารยาท ทำให้เฒ่าหลี่ต้องมารับรู้เรื่องอื้อฉาวของตระกูลข้าเช่นนี้ เฮ้อ…”
ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจยาว ครั้นเงยหน้าขึ้นจึงพบกับดวงตาดำขลับกลมโตของหยุนเชวี่ยซึ่งจับจ้องมาที่ตนอย่างรอคอยคำตอบอยู่ตลอดเวลา เขาเพียงกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “ครอบครัวรองแยกตัวออกไปแล้ว ทำให้ตระกูลหยุนไม่อาจแบกรับค้ำจุนเรื่องทรัพย์สินของพวกเขาได้ เพราะฉะนั้นแม้เสียไปเท่าใดก็คงช่วยเหลือได้ไม่มากนัก”
ขณะผู้เฒ่าหยุนกล่าวเช่นนี้ ฟันบนและฟันล่างของเขาขบเข้าหากันแน่นแทบแตกออกเป็นเสี่ยง เขาตระหนักดีว่าตระกูลหยุนในเวลานี้มีสภาพเป็นอย่างไร สถานะทางการเงินย่ำแย่ ลูกชายคนโตยังไม่สามารถสอบบรรจุขุนนางได้ การลงทุนทั้งหมดก็สูญเปล่า รวมทั้ง…
คนในบ้านก็ดีแต่สร้างเรื่อง!
ดวงตาของผู้เฒ่าหยุนกระตุกหนึ่งครั้ง คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันแต่ไม่ได้เหลือบมองหยุนชิ่วเอ๋อโดยตรง ทว่าหยุนชิ่วเอ๋อเป็นฝ่ายจับสังเกตถึงท่าทีของผู้เป็นพ่อผ่านอารมณ์ทางสายตา เมื่อเห็นดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นชัดเจนลำคอของนางจึงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
ครั้งนี้ผู้เฒ่าหยุนไม่พอใจอย่างแท้จริง หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกเสียใจเล็กน้อยเมื่อรู้เช่นนั้น เหตุใดนางจึงประสบแต่ความโชคร้ายไม่เว้นวันเช่นนี้? ในสมองคิดค้นถ้อยคำสำหรับสบถสาปแช่งผู้อื่นไว้กว่าแปดร้อยประโยคแต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้ ทำได้เพียงแสดงผ่านสีหน้าว่าไม่สบอารมณ์เพียงใดเท่านั้น
หยุนเชวี่ยหลุบเปลือกตาลงพลางเผยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดียวกัน
แม้เรื่องดังกล่าวนับว่าร้ายแรงต่อครอบครัวของนางมากมายนัก แต่จนแล้วจนรอดผู้เฒ่าหยุนก็ไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างไรได้ และไม่คิดกดดันให้หยุนชิ่วเอ๋อเป็นผู้ชดใช้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นการที่บ้านของนางถูกปล้นถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก จึงไม่อาจเรียกร้องเรื่องซึ่งมีความสำคัญรองลงมา
หยุนเชวี่ยเพียงผ่อนลมหายใจอย่างนึกปลงก่อนหันไปทางหวังหลี่เจิ้งและพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
“ส่วนเรื่องที่บ้านของเจ้าสูญเสียทรัพย์ไปโดย…” หวังหลี่เจิ้งชะงักไปชั่วครู่เพราะไม่ต้องการเอ่ยคำว่า ‘โจร’ ให้ทุกคนยิ่งรู้สึกย่ำแย่ลงไปอีก เขาเพียงหันไปมองผู้เฒ่าหยุนพร้อมอธิบาย “หากท่านไม่ต้องการร้องเรียนเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต เช่นนั้นก็โปรดจัดการกันเองเสียก่อน หลังจากนี้ครอบครัวรองจงเข้าไปสำรวจภายในห้องให้ละเอียดว่ามีสิ่งใดสูญหายไปบ้าง หากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้อีก ครั้งหน้าค่อยเข้าไปยังศาลาว่าการ ข้ายินดีมาเป็นพยานเรื่องนี้แก่เจ้าอีกครั้ง”
แม่นางเหลียนไม่เคยพานพบเรื่องราวทำนองนี้มาก่อนในชีวิต ไหนจะเรื่องกระต่ายที่เลี้ยงไว้อย่างดีถูกฆ่าตาย ไหนจะเรื่องข้าวของในบ้านที่ถูกงัดจนหายเกลี้ยง ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้นางยืนตะลึงงันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน เมื่อได้ยินหวังหลี่เจิ้งแนะนำให้กลับเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินที่หายไปถึงค่อยได้สติกลับคืน นางพยักหน้ารับก่อนก้าวเข้าไปในห้องและสำรวจโดยรอบอย่างรวดเร็ว
…………………………………………………………….