ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 263 ปัญหาในครอบครัวนี้ช่างพัวพันซับซ้อน
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
- ตอนที่ 263 ปัญหาในครอบครัวนี้ช่างพัวพันซับซ้อน
หยุนเชวี่ยหรือจะไม่เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของผู้เฒ่าหยุน สาเหตุที่ห้ามมิให้นางไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่จะเป็นอื่นใดไปได้นอกเสียจากกลัวว่าเรื่องจะแพร่งพรายออกไปในกลุ่มคนหมู่มากจนเกิดเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นอีกครั้ง เพียงใช้นิ้วหัวแม่เท้าคิดยังพอคาดเดาได้อย่างไม่ยากเย็นแม้แต่น้อย
ไม่เอาน่า… จะปล่อยให้ครอบครัวของนางต้องทนทุกข์และเผชิญกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเพียงผู้เดียวอย่างนั้นหรือ? ตัดสินใจเช่นนี้เพื่อที่ตระกูลหยุนจะลอยนวลอยู่เหนือเรื่องน่าขบขันทั้งมวลหรืออย่างไรกัน?
ผู้ที่เป็นโจรก็ไร้ซึ่งคุณธรรมพออยู่แล้ว เหตุใดผู้ที่เป็นเหยื่อยังต้องเก็บงำความทุกข์ของตนเพื่อรักษาใบหน้าของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเล่า? ครอบครัวของนางประสบแต่ความทุกข์ยากมาโดยตลอดก็ไม่เคยปริปากบ่น แม้ต้องทนขื่นขมอย่างไรก็ไม่เคยคิดตัดพ้อ ทว่าเวลานี้ท่านพ่อและท่านแม่ผู้อ่อนแอและซื่อสัตย์ของนางไม่อยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่นางจะปกป้องผลประโยชน์ของครอบครัวตนเสียบ้าง
หยุนเชวี่ยตัดสินใจจัดการทุกสิ่งด้วยตนเองอย่างเฉียบขาด หากไม่ให้ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่เช่นนั้นก็เรียกให้ผู้เฒ่าหวังหลี่เจิ้งมาเป็นพยานส่วนตัวเสียเลย ในอนาคตหากผู้เฒ่าหยุนไม่คิดเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องดังกล่าว อย่างน้อยนางยังพอหาทางหนีทีไล่ได้
เสี่ยวส้วยเอ๋อตอบสนองคำไหว้วานของหยุนเชวี่ยอย่างรวดเร็วราวประทัดที่ถูกจุด นางรีบผุดลุกขึ้นและวิ่งโผออกไปทันที พริบตาเดียวก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของนาง เหลือเพียงบานประตูที่เปิดอ้าและแกว่งไปมาเท่านั้น
สันกรามของผู้เฒ่าหยุนกระตุกเล็กน้อย เขาเหลือบมองหยุนเชวี่ยอย่างไม่เข้าใจ ถึงกระนั้นเขาก็อยู่ในฐานะที่น้ำท่วมปากพูดไม่ออกร่ำไห้มิได้ ทำได้เพียงขบกรามแน่นไม่ปริปากใด ๆ
“นังเด็กเดรัจฉานไร้จิตสำนีก!” แม่เฒ่าจูตบต้นขาตนเองฉาดใหญ่ก่อนตวาดพ่นคำสาปแช่ง “โบราณว่าไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เจ้ากลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้เรื่องน่าอดสูที่เกิดขึ้นกับคนในตระกูลหรืออย่างไร?! ทำให้เรื่องแดงขึ้นมาเช่นนี้น่าภูมิใจมากนักรึ?!”
“อะไรคือเรื่องน่าอดสูเล่าเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยแสร้งกะพริบตาปริบทำเป็นไม่รู้ความ น้ำเสียงที่กล่าวต่อไปราบเรียบไร้อารมณ์ “ท่านย่าหมายความว่าโจรที่ปล้นทรัพย์บ้านข้าคือคนในตระกูลเราเช่นนั้นหรือ?”
แม่เฒ่าจูถึงขั้นกล่าวคำใดไม่ออกทั้งยังรู้สึกราวถูกตบหน้า ถ้อยคำด่าที่กำลังจะพ่นออกมาอีกหนเป็นอันต้องสะอึกและกลืนกลับลงคอไป
“นังเด็กแพศยา! ยังพยายามคิดใส่ร้ายข้าอยู่อีกรึ?!” หยุนชิ่วเอ๋อผลักแม่นางจ้าวซึ่งยืนขวางอยู่หน้าประตูห้องปีกตะวันตกให้หลบไปด้านข้างก่อนตนเองจะพุ่งพรวดเข้าไปด้านใน เล็บคมบนนิ้วเรียวยาวเกือบข่วนเอาเลือดจากปลายจมูกหยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ยไม่คิดเบี่ยงหลบแต่อย่างใด ทั้งยังจ้องตากลับอย่างไม่นึกครั่นคร้ามแม้แต่น้อย “ครู่นี้บริเวณลานบ้านมีอาชิ่วเอ๋อเพียงคนเดียวที่เดินเตร่ไปมา ท่านอาเจ้าคะ หากคิดใคร่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนก็กรุณาช่วยข้าจับโจรตัวจริงด้วยเถิด มิฉะนั้นแล้ว…”
หยุนเชวี่ยหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแฝงเลศนัย “ใต้หล้านี้ไม่มีกำแพงใดไร้ช่องให้ลมเล็ดลอดผ่าน หากสิ่งนี้แพร่งพรายออกไปเป็นวงกว้าง… ในเมื่ออาชิ่วเอ๋อยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นนั้นจะหวั่นเกรงไปไยเล่า?”
“ฮึ” หยุนชิ่วเอ๋อยกมือเท้าเอว จมูกและคางเชิดขึ้นทำท่าทางหยิ่งยโส “แน่นอนว่าข้าไม่เคยหวั่นเกรงใด ๆ ทั้งสิ้น ข้าไม่กลัวหรอกว่าผีจะมาเคาะประตูเรียกหรือไม่?! ต่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาถึงที่นี่จริงพวกมันก็ไม่อาจทำอะไรข้าได้!”
ทันทีที่คำพูดดังกล่าวหลุดออกจากปากหยุนชิ่วเอ๋อ สีหน้าของผู้เฒ่าหยุนพลันแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอีกครั้ง คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันแน่น ริมฝีปากถูกขบกระทั่งห้อเลือด เขาจับจ้องไปยังหยุนเชวี่ยอยู่ครู่ใหญ่
หยุนเชวี่ยตระหนักดีว่าหยุนชิ่วเอ๋อไม่ใช่โจรที่กล้ากระทำเรื่องดังกล่าว เว้นเสียแต่นางจะลงมือด้วยความประมาทเกินไป เพราะหากนางบุกรุกเข้ามาขโมยของจริงคงไม่ทิ้งข้อส่อพิรุธเอาไว้กระทั่งถูกจับได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
หยุนชิ่วเอ๋อเพียงโชคร้ายที่กระทำเรื่องรุนแรงให้ผู้อื่นเห็นพอดี ทำให้เผอิญถูกเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยปริยาย ซึ่งแน่นอนว่านางต้องได้รับความอัดอั้นตันใจเป็นอย่างมาก ทำให้เมื่อกล่าวสะกิดใจดำเพียงเล็กน้อยนางกลับตอบโต้อย่างรุนแรงราวไก่ชนที่โกรธจัด
ดังนั้นการที่หยุนเชวี่ยแสร้งล่อลวงเชิงจิตวิทยาเช่นนี้ก็ไม่ผิดเช่นกัน นางก้มลงมองกระต่ายเคราะห์ร้ายในอ้อมแขนที่ดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานไม่ได้หยุดหย่อน ขาทั้งสี่ของมันกระตุกเกร็งเป็นพัก ๆ ถึงกระนั้นก็ยังพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ลมหายใจหลุดลอยไป หยุนเชวี่ยจับจ้องไปทางหยุนชิ่วเอ๋ออีกครั้งด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินออกจากห้องปีกตะวันตกไปคว้าเอาขวานผ่าฟืนมาถือไว้ มืออีกข้างลูบหัวกระต่ายเพื่อปลอบประโลม ในที่สุดจึงตัดสินใจเล็งคมขวานเข้าที่ตำแหน่งสำคัญของมันอย่างไม่ลังเล
“ฟู่ว…” มันส่งเสียงแผ่วออกมาครั้งหนึ่งขณะที่เลือดสาดกระเซ็นเป็นทาง ร่างกระต่ายน้อยน่าสงสารกระตุกแรงอีกครั้งจนขาหลังเหยียดตรง การเคลื่อนไหวนิ่งสนิทลงโดยสิ้นเชิง
แม่นางจ้าวยกมือขึ้นปิดปากพลางร้องอุทานเสียงต่ำ
“ให้มันดิ้นรนต่ออาจทรมานไม่น้อย สู้ให้มันจากไปอย่างสงบคงดีกว่า” หยุนเชวี่ยเผยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิมขณะหันไปวักน้ำมาล้างบริเวณที่เปรอะไปด้วยเลือดให้สะอาด ส่วนหยุนชิ่วเอ๋อกลอกตาไม่คิดมองภาพนั้นอีก
ร่างไร้วิญญาณของกระต่ายน้อยนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น สภาพโชกเลือดของมันน่าเวทนายิ่งนัก ขนกว่าครึ่งลำตัวถูกน้ำร้อนลวกจนเกิดเป็นแผลพุพองแดงเถือก ประหนึ่งถูกคนใจร้ายถลกหนังออกทั้งเป็น
หยุนเชวี่ยละสายตาจากร่างกระต่ายและเหม่อมองพื้นด้านข้างอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกพะอืดพะอมแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ใช่เพราะเห็นสภาพในช่วงเวลาสุดท้ายของมัน แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อหยุนชิ่วเอ๋อ อาการคลื่นไส้นั้นลามขึ้นสู่ศีรษะจนรู้สึกไม่สบายทั้งกายและใจ
ลานบ้านตระกูลหยุนกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ผู้เฒ่าหยุนเดินออกมาจากบ้านปีกตะวันตกพร้อมพ่นลมหายใจออกโดยแรง
แม่เฒ่าจูพยายามหักห้ามตนเองมาหลายวัน ในที่สุดความอึดอัดดังกล่าวคล้ายถูกปลดเปลื้องออกจนสามารถระบายออกมาราวเขื่อนแตก คำผรุสวาทที่ไม่อาจทนฟังหลายคำถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากจัดจ้านของนางอย่างต่อเนื่องทั้งประโยคยาวและประโยคสั้น
ฝ่ายหยุนลี่จง หยุนลี่เซียว และแม่นางจ้าวต่างเลือกที่จะเงียบเสีย ไม่คิดแสดงความเห็นใด ๆ ออกมา ด้วยเกรงว่าหากปริปากเพียงนิดตนเองอาจถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวดังกล่าว ปล่อยให้หยุนชิ่วเอ๋อเอาแต่ตีโพยตีพายและยืนกรานว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อไป เพราะยิ่งแก้ตัวเพียงใดกลับยิ่งดูย่ำแย่… ยิ่งอธิบายยิ่งคล้ายปฏิเสธสิ่งที่ตนกระทำ
เสี่ยวส้วยเอ๋อมีความเฉลียวฉลาดไม่น้อย นางสามารถจัดลำดับความสำคัญจากคำสั่งของหยุนเชวี่ยได้เป็นอย่างดี ประการแรกนางรีบวิ่งไปเชิญหวังหลี่เจิ้งให้มาเป็นพยานก่อนพร้อมอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นโดยคร่าว จากนั้นจึงประคองชายชราเดินต่อไปอีกครึ่งทางก่อนผละจากเขาเพื่อวิ่งไปเรียกหาแม่นางเหลียนที่อยู่ในไร่
แม่นางเหลียนเองก็คล่องแคล่วไม่แพ้กัน ครั้นได้ยินว่าที่บ้านเกิดเรื่องจึงวางมือจากงานเพาะปลูกและเร่งฝีเท้ากลับไปทันทีพร้อมกับหยุนเยี่ยน สองแม่ลูกออกตัววิ่งจนหอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดก็ตามมาพบกับหวังหลี่เจิ้งตรงกลางทางพอดี
ขณะที่หยุนเยี่ยนก้าวเข้าไปในเขตบ้านฝั่งตะวันตกกลับพบว่ามีกระต่ายน้อยนอนตายแน่นิ่งอยู่กับพื้นหญ้าจึงร้องอุทานออกด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อมองไปอีกทางพบว่าหยุนเชวี่ยยังปลอดภัยดีก็ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
แม่นางเหลียนเดินออกไปประมาณสองถึงสามก้าวเพื่อคว้าร่างหยุนเชวี่ยมาโอบไว้ข้างกาย จากนั้นจึงถอยหลังออกไปด้านข้างพลางกวาดสายตามองทุกคนที่มารวมตัวกันอย่างระมัดระวัง และเอ่ยถามด้วยความตระหนกไม่แพ้ลูกสาว “เกิดเรื่องใดขึ้นรึ?”
“น้องสะใภ้รอง เจ้านี่นานวันเข้าชักพูดจาพิลึกใหญ่แล้ว พวกเราต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ที่นี่มีทั้งปู่ ทั้งย่า ทั้งลุงและอาแท้ ๆ พวกเขาจะทำร้ายลูกสาวของเจ้าได้อย่างไรกัน?” แม่นางจ้าวเอ่ยตอบเชิงเสียดสี
แม่นางเหลียนโอบหยุนเชวี่ยไว้แนบกายด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างคอยลูบแผ่นหลังของนางแผ่วเบาเพื่อปลอบโยน ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมาภาพแรกที่เห็นคือหยุนเชวี่ยกำลังถูกบรรดาผู้ใหญ่ยืนรุมล้อม ซึ่งแต่ละคนก็มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ซ้ำร้ายพื้นหญ้ายังมีซากกระต่ายสภาพโชกเลือดนอนตายอยู่ไม่ห่าง เป็นเช่นนี้แล้วจะไม่ให้นางตระหนกได้อย่างไร?
ดังนั้นเมื่อแม่นางจ้าวพูดจาเป็นเชิงหาเรื่อง ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะกล่าวจบ แม่นางเหลียนจึงกล่าวตอบโต้ขณะที่ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจเช่นกัน นางเอ่ยปากถามกลับอย่างใจเย็น “ในเมื่อบ้านของข้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น สะใภ้ใหญ่ก็ไม่ควรกวนน้ำให้ขุ่นด้วยการกล่าวเช่นนี้ ไม่ทราบว่าต้องการกลบเกลื่อนเรื่องโจรที่ปล้นบ้านข้าหรืออย่างไร?”
ใบหน้าของแม่นางจ้าวที่ถูกแม่นางเหลียนตอกกลับอย่างเจ็บแสบโดยไม่มีแม้แต่ถ้อยคำหยาบคายพลันชาวาบ นางกัดฟันพร้อมถลึงตาใส่อีกฝ่ายทว่าไม่รู้ว่าควรเอ่ยตอบอย่างไรดี ด้วยเกรงว่าหากตนพูดมากเกินควรอาจเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นจริงดังที่อีกฝ่ายตำหนิกลาย ๆ
แม่นางจ้าวยกฝ่ามือขึ้นแนบอกขณะพยายามหอบหายใจเพื่อระงับโทสะที่เกิดขึ้น หยุนลี่จงนึกรังเกียจที่ภรรยาพูดจาให้เกิดความอับอายขายหน้า จึงขมวดคิ้วพลางชำเลืองมองนางพร้อมกล่าวต่อว่าด้วยน้ำเสียงเบาราวกระซิบ “กินอิ่มแล้วเหตุใดไม่รู้จักไปจัดการงานอื่น? มาสู่รู้เรื่องของผู้อื่นเพื่อสิ่งใด? อย่าแสดงความเบาปัญญาให้ผู้อื่นตอกหน้าเอาได้หรือไม่?!”
แม่นางจ้าวยิ่งรู้สึกว่าจิตใจคับข้องยิ่งกว่าเก่า คราวนี้สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดเมื่อถูกตำหนิ
หวังหลี่เจิ้งมีอุปนิสัยเปี่ยมเมตตาทั้งยังมีอารมณ์สำราญอยู่เป็นนิจ แม้สภาพร่างกายจะร่วงโรยไปตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้น ทว่าความรู้ความสามารถยังเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกอยู่ในสมอง ดังนั้นไม่ว่าในหมู่บ้านมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งใดของผู้ใหญ่ที่ต้องการผู้ช่วยตัดสิน ทุกคนมักเชิญให้เขาเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานั้น คงมีเพียงบ้านตระกูลหยุนแห่งนี้ที่มีแต่เรื่องแต่ราวไม่เคยจบสิ้น
ปัญหาในครอบครัวนี้ช่างพัวพันซับซ้อนยากหยั่งถึง
หวังหลี่เจิ้งสำรวจโดยรอบบริเวณบ้านอยู่ครู่หนึ่งพลางใช้มือลูบเคราเพื่อใช้ความคิด จากนั้นจึงหันไปเอ่ยถามผู้เฒ่าหยุนซึ่งเป็นผู้นำตระกูลเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าบ้าน “คราวนี้เกิดเรื่องใหญ่ใดขึ้นอีกรึ?”
…………………………………………………………….