ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 262 โจรในบ้านยากจะจับมือใครดม
ในมือของหยุนชิ่วเอ๋อยังถือกาต้มน้ำที่มีน้ำร้อนเดือดจัด ส่วนในอ้อมแขนของหยุนเชวี่ยมีกระต่ายน้อยน่าสงสารที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด สถานการณ์ดังกล่าวเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้อง
ดวงตาของหยุนเชวี่ยแดงก่ำขณะจ้องเขม็งไปยังหยุนชิ่วเอ๋อตาไม่กะพริบ ใบหน้าของผู้เฒ่าหยุนแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดเมื่อเข้าใจทุกสิ่งกระจ่างแจ้ง คิ้วทั้งสองข้างขมวดมุ่น แขนที่ยกขึ้นชี้หน้าลูกสาวคนสุดท้องสั่นเทา ริมฝีปากไม่อาจปริปากพูดคำใดออกมาอยู่เป็นนาน
แม่นางจ้าวหลุบเปลือกตาลง ใบหน้าฉายชัดถึงความเวทนาสงสารและได้แต่แผ่เมตตาไม่หยุดปาก “อามิตตาพุทธ อามิตตาพุทธ ก่อบาปสร้างเวรแล้ว…”
ขณะนั้นหยุนลี่เซียวย่องเบากลับมาจากการเที่ยวเตร่นอกบ้านพอดี ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูก็พบว่าบริเวณลานบ้านเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เขายืนตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นไร้ยางอายเช่นเดิม พร้อมเดินกอดอกซวนเซเข้ามามุงดู
“จิ๊…” หยุนลี่เซียวส่งเสียงเบา ๆ พลาวชำเลืองมองกระต่ายในอ้อมแขนของหยุนเชวี่ย จากนั้นจึงหันไปมองหยุนชิ่วเอ๋อจึงพอคาดเดาได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่แล้วกลับส่ายหน้าอย่างเศร้าสลด ครั้งนี้เขาเพียงหลบไปยืนดูด้านข้างอย่างเงียบเชียบเท่านั้น หาได้ยากนักที่เขาจะไม่กล่าววาจาเติมเชื้อไฟ
ทว่าการที่หยุนลี่เซียวไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปกว่ากล่าววาจายั่วยุโทสะเช่นทุกครั้งเสียอีก หยุนชิ่วเอ๋อขบกรามแน่นกระทั่งเส้นเอ็นบริเวณลำคอปูดโปน แววตาที่จ้องเขม็งกลับแข็งกระด้าง “ทำไมรึ? กับอีแค่สัตว์เดรัจฉานไร้ค่าเพียงตัวเดียว เจ้ายังคิดให้ข้าชดใช้อย่างไรอีก?!”
“หุบปาก!” ผู้เฒ่าหยุนโกรธจัด ใบหน้าเหี่ยวย่นคล้ำหม่นเมื่อคุกรุ่นยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เขาปราดเข้าตบหน้าหยุนชิ่วเอ๋อทันทีเพราะแรงอารมณ์ “เจ้ามันดื้อรั้นเกินไปแล้ว!”
แม้ผู้เฒ่าหยุนชราภาพแล้วทว่าตลอดทั้งชีวิตเขาใช้แรงกายอยู่เป็นประจำ ดังนั้นเรี่ยวแรงของฝ่ามือที่ฟาดลงบนใบหน้าของหยุนชิ่วเอ๋อจึงค่อนข้างหนักพอสมควร หยุนชิ่วเอ๋อเซถลาเพราะแรงตบนั้นไปหลายก้าว กาน้ำร้อนหลุดร่วงจากมือและกระเด็นไปด้านข้างจนน้ำร้อนจัดกระฉอกออกมา ละอองบางส่วนกระเด็นถูกเนื้อหนังของนางจนถึงขั้นกรีดร้อง
“เห็น ๆ กันอยู่ว่าเจ้ากำลังทำเรื่องบัดสีผิดจารีต! แม้แต่คนในตระกูลหยุนเจ้ายังไม่คิดละเว้น เจ้านี่ช่าง…” ริมฝีปากของผู้เฒ่าหยุนสั่นระริก หนวดเคราที่ขึ้นครึ้มอยู่บนใบหน้าพลอยกระตุกตามไปด้วย
หยุนชิ่วเอ๋อสืบทอดนิสัยของแม่เฒ่าจูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ทุกคราวที่ทำเรื่องผิดพลาดนางมักหยิบยกเหตุผลมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ตนรอดพ้นจากความผิด ทว่าเหตุผลเหล่านั้นกลับฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย คิดเพียงว่าหากตนแสดงท่าทีแข็งกร้าวผู้อื่นคงไม่กล้าตำหนิตนอีก
เวลานี้หยุนชิ่วเอ๋ออยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนหลายชีวิตที่จับได้ว่าตนกระทำความผิด ในตอนแรกนางยังรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ยิ่งนานความรู้สึกนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวไร้ซึ่งความสำนึกผิดอีกต่อไป ความอับอายและความขุ่นเคืองปะทุขึ้นกระทั่งศีรษะแทบระเบิดออก
หยุนชิ่วเอ๋อขบริมฝีปากแน่น ดวงตาถลึงโพลงราวไก่ชนขนดกที่พร้อมผงาดสู้ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเพราะหอบหายใจอย่างหนักหน่วง นางไม่แยแสความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายอีกต่อไป ก่อนจะแผดเสียงตะโกนลั่นลานบ้าน “ฆ่าสัตว์เดรัจฉานมีความผิดทางอาญาเสียเมื่อไรกัน?! ชาวบ้านเชือดหมูฆ่าแกะมาเป็นล้านชีวิต ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดเข้าไปนอนในคุกด้วยเหตุนี้เลยสักคนเดียว!”
หลังตะคอกจบแล้วนางจึงหมุนตัวเลี่ยงกลับเข้าตัวบ้าน สองขาเดินกะโผลกกะเผลกเพราะความเจ็บปวด
หยุนชิ่วเอ๋อกำมือแน่นพลางขบริมฝีปาก ใจนึกอยากกล่าวบางสิ่งทว่าตัดสินใจเงียบเสีย
“หยุดก่อน!” หยุนเชวี่ยรีบก้าวไปดักขวางทางอีกฝ่าย จากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจึงค่อยผ่อนออกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากท่านกล่าวว่าฆ่าสัตว์เดรัจฉานไม่มีความผิด เช่นนั้นข้อหาขโมยข้าวของเล่า?”
“ขโมยอะไรกัน?!” หยุนชิ่วเอ๋อมึนงงไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่แล้วโทสะกลับปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง เวลานี้นางเกรี้ยวกราดจนสามารถฆ่าใครก็ได้ที่บังอาจขวางทาง “เจ้ากล่าวหาผู้ใดว่าเป็นโจร?! คิดฉวยโอกาสนี้สาดโคลนใส่หัวข้ากระนั้นรึ?! ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!”
หยุนชิ่วเอ๋อตวัดฝ่ามือหมายฟาดกรงเล็บทำร้ายหยุนเชวี่ยเพราะความโกรธจัด ทว่าหยุนเชวี่ยคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องฟาดงวงฟาดงาอีกเป็นแน่จึงกระโดดหลบไปด้านข้างอย่างว่องไว นางเดินไปหลบอยู่ด้านหลังผู้เฒ่าหยุนพร้อมอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น “ข้าวของในบ้านของข้าถูกปล้นไปเจ้าค่ะ ลิ้นชักโต๊ะด้านข้างเตียงถูกงัดออก ของที่เก็บไว้ไม่หลงเหลือแม้สักชิ้น”
“ใช่เจ้าค่ะ” เผยเสี่ยวส้วยเดินไปด้านหน้าสองก้าวพลางพยักหน้าสนับสนุนคำกล่าวของหยุนเชวี่ย “ข้าและพี่เชวี่ยเอ๋อกลับเข้ามาเพื่อนำลายปักไปให้ท่านป้าเหอ ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อเปิดประตูห้องปีกตะวันตกเข้าไปแล้ว กลับพบว่าสิ่งของในห้องถูกรื้อค้นกระจัดกระจายหายไป…”
เสี่ยวส้วยเอ๋อหยุดชะงักชั่วครู่ขณะเหลือบมองไปทางหยุนชิ่วเอ๋อ ก่อนแลบลิ้นเลียริมฝีปากและกล่าวต่อไป “จากนั้นพวกเราก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากด้านหลัง ครั้นเราสองคนรีบวิ่งไปตามเสียงนั้นจึงชนเข้ากับอาชิ่วเอ๋อพอดี…”
“นังเด็กสารเลว! พูดจาเหลวไหล!” หยุนชิ่วเอ๋อกระทืบเท้าพลางตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าและนังเด็กแพศยารวมหัวกันใส่ร้ายข้า! ข้าไม่เคยคิดแม้แต่จะเหยียบเข้าไปในบ้านโสโครกหลังนั้น! หากยังพูดไร้สาระไม่เลิกข้าจะฉีกปากของพวกเจ้าออกซะ!”
เสี่ยวส้วยเอ๋อตระหนกยิ่งเมื่อเห็นท่าทางดุร้ายของอีกฝ่ายจนอดหวาดกลัวไม่ได้และบีบตัวเข้าหลบอยู่หลังผู้เฒ่าหยุนอีกคน นายเงยหน้าขึ้นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นายท่านเจ้าคะ สิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง หากไม่เชื่อท่านจะเข้าไปดูในห้องปีกตะวันตกก็ย่อมได้”
ผู้เฒ่าหยุนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ สีหน้ายังคงมืดมนราวปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกดำทะมึน ลำคอแข็งค้างหดลงเล็กน้อย สายตายังคงจ้องเขม็งไปยังหยุนชิ่วเอ๋อด้วยความโกรธเกินจะให้อภัย
หยุนชิ่วเอ๋อรีบเบนสายตาหลบเพราะความหวั่นเกรงตามสัญชาตญาณ จากนั้นจึงยืดหลังตรงราวกลัวว่าเงาสะท้อนบนพื้นดินอาจแสดงให้เห็นความหวาดกลัวภายใน “หากผู้ใดบังอาจกล่าวหาข้า ข้าจะขอสาปแช่งให้สายฟ้าผ่าฟาดกลางกบาลให้มันไม่ตายดี!”
นางคิดว่าต้องเป็นหยุนเชวี่ยอย่างแน่นอนที่สร้างเรื่องขึ้น อาจเป็นเพราะต้องการฉวยโอกาสแก้แค้นจึงคิดสาดโคลนใส่ร้ายให้นางมีความผิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียดจนฟันบนและล่างที่ขบแน่นแทบปริแตก ถึงกระนั้นนางก็ยังเดินตามผู้เฒ่าหยุนไปอย่างว่าง่าย เมื่อไปถึงห้องปีกตะวันตกและมองเข้าไปภายในจึงถึงขั้นตะลึงงัน
ห้องปีกตะวันตกถูกโจรยกเค้าจริง!
ผู้เฒ่าหยุนยกแขนขึ้นไพล่หลัง สายตากวาดมองสำรวจไปโดยรอบพลางขมวดคิ้วอย่างเครียดเคร่ง ใบหน้าดำคล้ำแข็งกระด้างทั้งยังราบเรียบไร้อารมณ์ราวไม้กระดานปิดฝาโลงศพ แม้เวลาผ่านไปครู่ใหญ่กลับไม่มีคำใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปาก
หยุนลี่เซียวและแม่นางจ้าวที่เดินตามมาด้วยชะโงกหน้ามองเข้าไปจากด้านนอกประตู แม้แต่แม่เฒ่าจูซึ่งปกติควรพักผ่อนอยู่ในห้อง และหยุนลี่จงที่อยู่ในช่วงเก็บตัวก็เดินออกมาดูเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่คำเดียว
ในบรรดาทุกคนต่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าหัวขโมยจะกล้าปล้นทรัพย์บ้านเรือนกันในช่วงกลางวันแสก ๆ เช่นนี้! ทว่าแม้ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใดออกมา แต่สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปยังหยุนชิ่วเอ๋อเป็นตาเดียว
“มองข้าด้วยเหตุใดกัน?!” หยุนชิ่วเอ๋อระเบิดเสียงตะคอกดังลั่น จากนั้นจึงกล่าวคำสัตย์สาบานทันที “หากข้าทำจริง ขอให้สายฟ้าฟาดลงมาผ่าเสียตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด! ตกนรกหมกไหม้สิบแปดขุม! ชาติหน้าขออย่าได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก!”
หยุนลี่เซียวเบ้ปากพร้อมกล่าวพึมพำด้วยเสียงกระซิบ “มีชีวิตอยู่ในชาตินี้ยังไม่เคยทำเรื่องดี กลับฝันใฝ่หาชาติหน้าแล้วงั้นรึ?”
แม่นางจ้าวเบือนหน้าหนี หางตายังชำเลืองมองหยุนชิ่วเอ๋อด้วยแววตายากจะอ่านออก ก่อนหลุบเปลือกตาลงพลางเผยสีหน้าที่ฉายชัดถึงความไม่วางใจ
หยุนลี่จงแสดงสีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าภายในใจกลับนึกยินดีในความเคราะห์ร้ายของผู้อื่น โจรหน้าโง่ผู้นั้นระบายความแค้นเคืองของเขาที่มีต่อครอบครัวรองซึ่งสุมอยู่ในทรวงแทนแล้ว เจ้ารองกำลังเผชิญความเคว้งคว้างในชีวิตอีกครั้ง ช่างเป็นเรื่องน่าสาสมใจอะไรเช่นนี้!
“ท่านปู่” หยุนเชวี่ยเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้ามืดมนของผู้เฒ่าหยุน ประโยคถัดมาไม่ใช่การซักถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เป็นการออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา “ข้าต้องไปร้องทุกข์เรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่ทราบ”
ร่างกายแข็งทื่อของผู้เฒ่าหยุนสั่นสะท้านเล็กน้อย ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงหลายต่อหลายครั้งกว่าจะกล่าวออกอย่างยากลำบาก “ไปเถิด ไปเรียกพ่อของเจ้ากลับมาที่นี่เสียก่อน จากนั้นค่อยกลับมาคิดแผนจัดการในระยะยาวต่อไป”
หยุนเชวี่ยยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน ดวงตายังจับจ้องอีกฝ่ายอย่างแน่วแน่ ส่วนกระต่ายในอ้อมแขนยังคงถีบขาและดิ้นทุรนทุราย
“การร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากมีเรื่องของการฟ้องร้องเกิดขึ้น เจ้าคงไม่เข้าใจหรอกว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพียงใด” ผู้เฒ่าหยุนเบือนหน้าหนีด้วยรู้สึกกดดันกับสายตาคู่ตรงข้ามและฝืนออกคำสั่งอีกครั้ง “ไปเรียกพ่อของเจ้ามา”
หยุนเชวี่ยผ่อนลมหายใจออกทั้งที่ยังรักษาท่าทีนิ่งสงบก่อนเปล่งหัวเราะออกเป็นเชิงเย้ยหยัน นางเอื้อมไปลากเก้าอี้ตัวที่ล้มนอนอยู่ด้านข้างโต๊ะขึ้นมาตั้งในสภาพเดิมพร้อมหย่อนกายลงนั่งด้วยท่าทางผ่อนคลาย จากนั้นจึงหันไปหาเสี่ยวส้วยเอ๋อ “ข้าวานเจ้าไปที่ไร่ของข้าที เรียกท่านแม่กลับมาที่นี่ก่อน เวลานี้ท่านพ่ออาจขึ้นไปล่าสัตว์ผ่าฟืนบนภูเขาแล้วคงไม่อยู่ที่นั่น จริงสิ ต่อให้ยังไม่ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนนอกมาเป็นพยานเรื่องที่เกิดขึ้น เจ้ารีบไปพบหวังหลี่เจิ้งและเชิญเขามาที่นี่ด้วย”
…………………………………………………………………