ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 261 โจรปล้น!
หมู่บ้านไป๋ซี
หลังผ่านช่วงพักกลางวันไปแล้ว หยุนเชวี่ย เผยเสี่ยวส้วย และเหลียวชีจินต่างมารวมตัวกันที่บ้านตระกูลเหอเพื่อเริ่มทำงานใหม่ ไหทั้งยี่สิบไหนั้นต้องล้างให้สะอาดทั้งภายในและภายนอก ซึ่งหมายความว่าต้องใช้พละกำลังไม่น้อยทีเดียว
ทั้งสี่คนแบ่งหน้าที่กันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีหน้าที่ไปหาบน้ำมาจากแม่น้ำ ส่วนอีกกลุ่มช่วยกันทำความสะอาด และคอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน้าที่กันไป ทุกคนล้วนมีงานล้นมือ แต่เมื่อคิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้จะนำไปสู่รายได้ในภายภาคหน้าจึงไม่มีผู้ใดรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับมัน
“อีกไม่กี่วันก็หมดฤดูกาลของลูกพลัมสดแล้ว จากนั้นเราจะเปลี่ยนมาขายผักดองกัน” เสี่ยวส้วยเอ๋อเอ่ยถามต่อ “เราจะขายผักดองในราคาเท่าไรรึ? และหากทำการดองจนเต็มทุกไหแล้วจะสามารถนำออกขายได้นานเพียงใด?”
“หากคนในเมืองชื่นชอบ ไม่นานคงขายจนหมดเกลี้ยง” หยุนเชวี่ยยังไม่ทันเอ่ยตอบ ชีจินกลับเป็นผู้ตอบคำถามนั้นแทน “เมื่ออาหารขาดแคลน ครอบครัวของข้าสามารถเก็บผักดองเค็มจำนวนหลายกิโลกรัมไว้แทนกับข้าวอื่นได้นานพอดู”
มณฑลอันผิงมีตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ทางทิศเหนือ เมื่อถึงฤดูหนาวแล้วอากาศจะหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทุกครัวเรือนจึงนิยมทำผักดองเค็มถนอมอาหารเก็บไว้ เมื่อไม่มีอาหารเพียงพอสามารถนำมาแกล้มกับขนมเปี๊ยะให้พอมีรสชาติ หรืออาจกินร่วมกับข้าวที่ต้มอย่างหยาบเพื่อให้พอประทังชีพ
สมัยก่อนที่จะแยกครอบครัว ทุกครั้งที่ถึงฤดูกาลดังกล่าว แม่เฒ๋าจูแทบทนไม่ไหวที่จะหาเรื่องแบ่งเหรียญออกเป็นแปดส่วน ทั้งยังเอาแต่กล่าวโทษสะใภ้รองว่าเอาแต่ปรุงอาหารจนน้ำมันสิ้นเปลือง จากนั้นจึงแก้ปัญหาโดยการบังคับให้สมาชิกในบ้านกินผักดองเค็มแทนกับข้าวอื่นเป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน ยิ่งกินริมฝีปากยิ่งแห้งผาก ใบหน้าเกือบแปรเปลี่ยนกลายเป็นทรงผักกาดอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อชีจินกล่าวถึงผักดองเค็มขึ้นมา หยุนเชวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขมขื่นเมื่อหวนนึกถึงและแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความเข็ดขยาดกับรสชาตินั้น นางยังจำได้ดีว่าการที่ต้องนำขนมเปี๊ยะจืดชืดจิ้มกับผักดองที่เค็มโดดนั้นย่ำแย่ราวกระเพาะอาหารแทบทะลุเพียงใด
ทันใดนั้นหยุนเชวี่ยจึงเกิดตระหนักขึ้นว่าจำนวนไหทั้งยี่สิบใบนี้อาจน้อยเกินไปเสียแล้ว เพราะถึงอย่างไรบ๊วยดองก็เป็นเพียงขนมทานเล่นซึ่งช่วยให้ดับกระหายคลายร้อนในระหว่างวัน ทว่าเมื่อฤดูกาลผันผ่านสู่หน้าหนาว ของว่างเหล่านั้นอาจไม่จำเป็นต่อทุกครัวเรือนเท่ากับผักดองเป็นแน่
“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป เราลองดูกันก่อนว่าจะสามารถดองไว้ได้ในปริมาณเท่าไรแน่” หยุนเชวี่ยหยุดชะงักไปชั่วขณะเพื่อครุ่นคิด “ข้าขอตรองดูให้ถี่ถ้วนหน่อย หากยังไม่เพียงพอก็แค่หาซื้อไหดองเพิ่มเท่านั้น” ว่าแล้วนางจึงกวาดสายตามองบรรดาไหใบใหญ่ก่อนยิ้มกว้าง “ทว่าคงต้องรบกวนพื้นที่ใช้สอยของท่านป้าเหอแล้ว”
“อย่ากังวลเรื่องนั้นไปเลย บ้านของข้ายังมีห้องใต้ดินอยู่อีกหนึ่งแห่ง” เหอยาโถวโบกมืออย่างใจกว้าง “เพราะฉะนั้นยังมีพื้นที่ใช้สอยเหลือว่างอีกมากสำหรับวางของ วางใจเถิด”
เหอยาโถวคือปูชนียบุคคลตัวน้อยของตระกูลเหออย่างแท้จริง ตั้งแต่พ่อ แม่ ปู่ ย่า รวมถึงบรรดาพี่สาวของเขา ไม่เคยมีผู้ใดขัดขวางความตั้งใจของเขาได้ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ อย่าว่าแต่นำไหผักดองหลายสิบไหมาวางเรียงรายไว้ในบ้านเลย ต่อให้เขาคิดสั่งรื้อบ้านก็ไม่มีผู้ใดห้ามปรามได้
“จริงอย่างที่เขาว่า บ้านนี้ยังมีห้องใต้ดินกว้างขวาง หากดองเสร็จสิ้นแล้วก็ยกเข้าไปเก็บได้ตามอัธยาศัย” ท่านป้าเหอเดินออกมาจากตัวบ้านพร้อมเผยรอยยิ้มใจดี จากนั้นจึงกวักมือเรียกหยุนเชวี่ย “เชวี่ยเอ๋อ มาหาป้าสักครู่เถิด”
“เจ้าค่ะ ท่านป้ามีเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”
“นี่คือเสื้อที่ป้าตั้งใจจะปักให้กับเซียงเอ๋อสำหรับเป็นสินสอดทองหมั้นน่ะ” ท่านป้าเหอเกริ่นนำ ใต้วงแขนมีผ้าต่วนเนื้อดีผืนหนึ่งหนีบไว้ นางหัวเราะอย่างนึกเขินอาย “ป้าคนนี้ไม่มีฝีมือการเย็บปักงดงามเทียบเท่าแม่ของเจ้า ต่อให้ปักไปกี่ลายก็นึกออกเพียงลายเป็ดแมนดารินและลายผีเสื้อ รบกวนเจ้าไปหยิบยืมลายปักฝีมือแม่ของเจ้ามาให้หน่อยซี ประมาณสองถึงสามลาย ป้าจะได้เก็บไว้ดูเป็นแนวทาง”
หยุนเชวี่ย “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปรวบรวมมาให้ท่านป้าลองเลือกสรร”
“พี่เชวี่ยเอ๋อ ข้าขอไปดูด้วยคนเถิด…” เสี่ยวส้วยเอ๋อเดินติดตามหยุนเชวี่ยไม่ห่างราวแมลงก้นบอด “พี่เชวี่ยเอ๋อ ข้าเองก็ใคร่เรียนรู้ทักษะด้านการฝีมือด้วย เมื่อชำนาญแล้วอาจเก็บสะสมความรู้ไว้เพื่อปักรองเท้าเป็นของขวัญวันตรุษให้กับท่านแม่”
หยุนเชวี่ย “หากเจ้ามีเวลามากหน่อยก็จงไปร่ำเรียนเอาจากพี่สาวของข้าเถิด งานพวกนี้ข้าเองก็ไม่ถนัดเท่าไรนัก” มือของนางใช้นับเงินเหรียญหรือแม้แต่ตั๋วเงินยังคล่องแคล่วเสียยิ่งกว่าหยิบจับเส้นด้ายสอดเข้ารูเข็มเสียอีก นิ้วทั้งห้าหรือก็แข็งกระด้าง แม้แต่จับเข็มยังไม่มั่นคงด้วยซ้ำ
สมองน้อย ๆ ของเสี่ยวส้วยเอ๋อนึกประหลาดใจนัก ในโลกใบนี้ยังมีสิ่งใดอีกหรือที่ ‘พี่เชวี่ยเอ๋อ’ ของนางทำไม่ได้? แล้วเรื่องที่ผู้คนต่างเล่าขานสืบต่อกันมาว่าหากสตรีบ้านใดไม่อาจเย็บปักถักร้อยได้ อาจส่งผลให้ไม่มีผู้ใดใคร่ออกเรือนด้วย เป็นเช่นนี้หยุนเชวี่ยจะทำอย่างไร?
“พี่เชวี่ยเอ๋อ” เสี่ยวส้วยเอ๋อเอ่ยขึ้นอย่างนึกห่วงใย จากนั้นจึงกล่าวด้วยความลังเลเล็กน้อย “ข้าได้ยินท่านแม่และเหล่าป้าน้าอาในหมู่บ้านว่ากันว่า หากสตรีนางใดแม้รองเท้าสักคู่ยังเย็บไม่ได้ คงไม่มีผู้ใดนึกอยากมาสู่ขอ”
หยุนเชวี่ยชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างใจเย็น ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเอ็นดู “ไม่มีก็ไม่เสียหายอะไร อย่างมากก็อาจแต่งลูกเขยเข้าบ้านให้จบเรื่องไปเสีย ข้ามีหน้าที่หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนเขาก็คอยดูแลงานบ้านงานเรือนไป เท่านั้นก็เหมาะสมดีออกไม่ใช่หรือ?”
คำพูดอันน่าตกตะลึงจากหยุนเชวี่ยทำให้ริมฝีปากของเสี่ยวส้วยเอ๋ออ้ากว้างอย่างไม่อาจระงับ หลังคิดทบทวนตามคำกล่าวนั้นอยู่ประมาณสามตลบจึงเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองอีกฝ่าย แววตาฉายชัดถึงความชื่นชมในทัศนคติของนางยิ่งขึ้น
บ้านตระกูลหยุน ประตูเรือนกลับถูกเปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่ง
เสี่ยวส้วยเอ๋อเดินตามหยุนเชวี่ยเข้าไปในบ้านฝั่งปีกตะวันตก แต่เมื่อผลักประตูห้องเข้าไปทั้งสองก็ต้องตื่นตระหนกอย่างหาใดเปรียบ
ภายในห้องส่วนตัวซึ่งมีขนาดกะทัดรัดตรงหน้า เก้าอี้ตัวหนึ่งล้มระเนระนาดอยู่ข้างโต๊ะ หมอนซึ่งควรถูกวางอยู่บนเตียงใหญ่กลับกระเด็นลงมากองกับพื้น ลิ้นชักของโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านข้างเตียงถูกงัดออกและเปิดค้างไว้แบบเอียงกระเท่เร่ ส่วนประตูตู้เปิดออกกว้าง ทว่าภายในกลับว่างเปล่า
เสี่ยวส้วยเอ๋อตะลึงงัน ดวงตาทั้งคู่กะพริบปริบ ๆ ครั้นได้สติกลับคืนมาจึงระเบิดเสียงร้องตะโกนดังลั่น “โจรปล้น!”
เสียงร้องอุทานดังลั่นปลุกให้หยุนเชวี่ยฟื้นจากความตระหนก ขณะนั้นนางพลันได้ยินเสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากทางด้านหลังบ้านจึงรีบพุ่งออกไปโดยสัญชาตญาณทันที นางก้าวยาว ๆ เพียงสองถึงสามก้าวก็ลงจากเรือนไปยังด้านหลังตัวบ้านแล้ว ด้านหลังมีเสี่ยวส้วยเอ๋อวิ่งตามติดหวังช่วยจับคน
หยุนชิ่วเอ๋อกำลังก่อไฟต้มน้ำ ในมือยังถือกาเหล็กต้มน้ำที่น้ำภายในคงเดือดปุดจนมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากปาก เสียงเอะอะเมื่อครู่ทำให้นางตื่นตระหนกจนถอยไปเกือบจะชนเข้ากับหยุนเชวี่ยที่วิ่งมาอย่างรวดเร็ว นางหันไปสบตาอีกฝ่ายด้วยความตกใจสุดขีด แต่แล้วจึงลดความหวาดกลัวลงและสงบสติอารมณ์ไว้ได้
หยุนเชวี่ยถอยหลังกลับไปครึ่งก้าว สายตากวาดมองกาต้มน้ำในมือหยุนชิ่วเอ๋อก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่รึ?”
“อย่ามายุ่งกับข้า!” ดวงตาของหยุนชิ่วเอ๋อยังไม่คลายความตระหนก ทว่ากลับแผดเสียงขับไล่และถลึงตาใส่อย่างโกรธเกรี้ยว ครั้นหยุนเชวี่ยตั้งท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทางกลับได้ยินเสียงหยุนชิ่วเอ๋อกรีดร้องลั่น “กรี๊ด!”
หยุนเชวี่ยรีบหันขวับไปตามเสียงยังจุดที่อีกฝ่ายยืนอยู่ทันที
“กระต่าย! กระต่ายนั่น!” เสี่ยวส้วยเอ๋อชี้ไปยังรังโพรงกระต่ายที่บรรจงกั้นอาณาเขตไว้ด้วยก้อนหินและหญ้าแห้งจำนวนมาก ดวงตาของนางเบิกกว้าง อีกทั้งน้ำเสียงยังฟังดูตื่นตระหนกไม่น้อย
หยุนเชวี่ยเบิกตากว้างทันทีด้วยพอคาดเดาได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น นางมองไปที่หยุนชิ่วเอ๋อด้วยแววตาเย็นเยียบ ส่วนหยุนชิ่วเอ๋อเผยสีหน้าบิดเบี้ยว ขณะที่ดวงตาฉายแววมาดร้ายและรีบก้าวเท้าเดินจากไป
น่าเสียดายที่นั่นยังช้าเกินไป ครั้นเดินมาถึงกลางลานบริเวณหน้าบ้าน ผู้เฒ่าหยุนและแม่นางจ้าวซึ่งปรารถนาให้บ้านนี้ประสบแต่ความโกลาหลทุกวันคืนก็รีบโผล่พรวดออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงร้องตะโกนเมื่อครู่ เพียงหวังว่าจะจับโจรที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในเขตบ้านได้อย่างคาหนังคาเขา
หยุนชิ่วเอ๋อตระหนักทันทีว่าตนทำผิดพลาดอย่างมหันต์ มือข้างหนึ่งยังคงหิ้วหูกาต้มน้ำร้อนไว้ ทว่าฝีเท้ากลับหยุดชะงักอย่างลังเล
ก่อนที่ผู้เฒ่าหยุนจะเอ่ยสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นหยุนเชวี่ยจึงเดินตามมาสมทบจากทางบ้านฝั่งปีกตะวันตก โดยในอ้อมแขนของนางอุ้มกระต่ายขนปุกปุยที่ลำตัวเปียกโชกน้ำไปกว่าครึ่ง สายตาที่จับจ้องไปยังหยุนชิ่วเอ๋อเต็มไปด้วยความเย็นชา ฝีเท้าค่อย ๆ คืบเข้าใกล้อย่างเนิบช้าแต่หนักแน่น
“ไอหยา!” แม่นางจ้าวซึ่งยืนสังเกตการณ์จากระยะไกลเห็นภาพไม่น่าชมเช่นนั้นจึงร้องเสียงหลงพร้อมยกฝ่ามือขึ้นปิดตาทันที “โอ๊ย! นี่มันเรื่องอะไรกัน?! ข้าแทบหัวใจจะวายอยู่แล้ว! รีบเอามันออกไปซะ เร็วเข้า!”
“นั่นสิเจ้าคะ ข้าก็ใคร่รู้เช่นกันว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่?!” หยุนเชวี่ยเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหยุนชิ่วเอ๋อและจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่ายด้วยสายตาคาดคั้น
หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อถูกสายตาของเด็กหญิงตรงหน้าจับจ้องตรงมาอย่างเชือดเฉือน มือข้างที่หิ้วหูกาต้มน้ำสั่นสะท้านเล็กน้อย ส่วนเสี่ยวส้วยเอ๋อนึกกริ่งเกรงขึ้นมาฉับพลันว่าสตรีนางนี้อาจเกิดเสียสติคลุ้มคลั่งขึ้นมา จนกระโดดขึ้นไปยืนบนกำแพงแล้วราดน้ำเดือดจัดใส่หยุนเชวี่ย นางกรีดร้องและคว้าร่างหยุนเชวี่ยให้ถอยหลังห่างออกไปหลายก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกกับเหตุการณ์ทั้งมวล ทั้งไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองสภาพน่าเวทนาของกระต่ายน้อยผู้เคราะห์ร้ายตัวนั้น
……………………………………………………………..