ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 260 คิดเล็กคิดน้อย
หยุนเชวี่ยมาเยี่ยมเยียนตั้งแต่เวลาเช้าตรู่โดยไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า ทั้งยังเป็นการขัดขวางสมาธิในขณะที่เฉียนเสี่ยวปังกำลังร่ำเรียนตำรา ถึงกระนั้นเขากลับไม่รู้สึกหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกเป็นสุขยิ่ง
“ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นรอบบ้านเสียหน่อย ช่วงกลางวันเจ้าจะอยู่โยงทานมื้อเที่ยงร่วมกันหรือไม่? ฝีมือปลายจวักของท่านแม่ไม่ได้ด้อยไปกว่ารสมือพ่อครัวของภัตตาคารหลงชิงแม้แต่น้อย อีกทั้งยังชำนาญอาหารจากหัวเมืองใต้มากทีเดียว ต้าจี๋ รีบไปบอกให้ป้าเยว่เตรียมครัวไว้แต่เนิ่น ๆ เร็วเข้า…” เจ้าอ้วนเฉียนกระตือรือร้นยิ่งกว่าเสี่ยวเอ้อตามภัตตาคารเสียอีก
“ขอรับ!” ต้าจี๋ตอบรับทันที
“ไม่ ไม่ต้องหรอก” หยุนเชวี่ยรีบโบกมือ “ข้าเพียงมาพูดคุยกับเจ้าเพียงครู่เดียวเท่านั้น เดี๋ยวก็กลับไปแล้ว” นางพูดพลางวางตะกร้าไม้ไผ่ที่แบกไว้บนหลังลง จากนั้นจึงหยิบเอากระต่ายป่าอวบอ้วนสองตัวซึ่งทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีไก่ฟ้าอีกหนึ่งตัวที่ถอนขนเรียบร้อยยื่นให้ต้าจี๋ “ท่านแม่ของข้าทำการล้างทำความสะอาดและหมักไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงหั่นและนำไปปรุงก็เป็นอันใช้ได้ ของป่าเหล่านี้สดใหม่ทั้งยังมีรสชาติดีไม่น้อย ข้านำมาให้เจ้า”
ต้าจี๋ชำเลืองมองนายน้อยของเขาแวบหนึ่ง มือข้างหนึ่งยื่นไปรับของ ส่วนมืออีกข้างกำลังจะล้วงหาถุงเงินที่เหน็บไว้ใต้อกเสื้อ
หยุนเชวี่ยโพล่งขึ้นทันที “ท่านจะทำอะไรน่ะ?!”
ต้าจี๋…
“ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดว่าข้ามาทำการค้าถึงในจวนนี้อีกหรืออย่างไรกัน?” หยุนเชวี่ยเผยสีหน้าเง้างออย่างไม่พอใจ “พวกเราติดต่อไปมาหาสู่กันเป็นประจำ บ้านของข้าอยู่ในแถบชนบทไม่มีของมากราคาค่างวดมีเพียงของป่าเท่านั้น ถึงไม่ชอบก็รับเอาไว้เถอะ”
“ดูแม่นางเชวี่ยเอ๋อพูดเข้าสิ ข้าจะไม่ยินดีรับไว้ได้อย่างไร?!” ต้าจี๋รีบคว้าเอาเนื้อกระต่ายป่าและไก่ฟ้าที่ผูกห้อยรวมเป็นพวงมาถือไว้ทันที “คนที่นี่ไม่ชำนาญเรื่องการล่า ดังนั้นของวัตถุดิบเลิศรสเหล่านี้ถือว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง ข้าจะนำไปไว้ในครัวเดี๋ยวนี้!”
“เชวี่ยเอ๋อ เหตุใดจึงพูดจาประหลาดนักเล่า?” แม้เจ้าอ้วนเฉียนไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘ไปมาหาสู่’ อย่างถ่องแท้นัก ทว่าเขาก็ไม่เข้าใจตนเองว่าเหตุใดจึงรู้สึกเขินอาย กระทั่งต้องยกมือเกาศีรษะพลางเผยรอยยิ้ม
“ข้าต้องการจะพูดเรื่องนี้พอดี” หยุนเชวี่ยกล่าว “บรรดาข้าวของที่ท่านพ่อของเจ้าส่งมาให้ล้วนแพงเกินไป ครอบครัวของข้าไม่อาจรับไว้ได้ จึงรับไว้เพียงขนมสองกล่องเท่านั้น ส่วนที่เหลือข้าจะหาทางนำมาคืนให้ภายหลัง”
เจ้าอ้วนเฉียนได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดความสับสน ด้วยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงเรื่องใดกันแน่
“ที่ข้ามาพบเจ้า ก็เพื่อให้เจ้าฝากความไปบอกใต้เท้าเฉียนว่าข้าจะนำข้าวของเหล่านั้นกลับมาคืนให้ท่านภายในวันพรุ่งนี้” หยุนเชวี่ยกล่าวพลางยิ้มแย้มกระทั่งเกิดรอยบุ๋มลงไปเป็นลักยิ้ม “หากต้องการให้รางวัลข้า เช่นนั้นคงต้องรอให้ข้าสร้างผลงานอันเป็นที่ประจักษ์กว่านี้ ตอนนี้ยังไม่นับว่าเป็นรางวัลได้หรอก เจ้าว่าจริงหรือไม่?”
“โอ้…” เจ้าอ้วนเฉียนพยายามทบทวนตามคำพูดของนางและส่งเสียงตอบรับทั้งที่ยังมึนงง สมองของเขาหมุนวนขณะพยายามทบทวนอยู่ครู่ใหญ่ ทันใดนั้นจึงนึกถึงถ้อยคำของผู้เป็นแม่ซึ่งเคยกล่าวไว้ครั้งอยู่บนภัตตาคารหลงชิง
ฮูหยินเฉียนเคยกล่าวไว้ว่าใบหน้าของหยุนเชวี่ยเต็มไปด้วยโหงวเฮ้งแห่งวาสนา ทั้งยังอยากให้นางมาเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเฉียนในเร็ววัน นึกได้เช่นนั้นเจ้าอ้วนเฉียนจึงกลืนน้ำลายทั้งที่ลำคอแห้งผาก จากนั้นจึงหดไหล่ลงราวตนทำสิ่งใดผิดพลาดอย่างมหันต์ ใจนึกเกรงว่าหยุนเชวี่ยจะมองออกถึงเบาะแสบางประการ ใบหน้าที่อวบกลมอยู่แล้วยิ่งบวมเข้าไปใหญ่
“ข้า… ข้า…” เขากลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง สองมือที่ยกขึ้นไพล่หลังบีบเข้าหากันแน่น ลิ้นพลันแข็งกระด้างขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ข้า… เอ่อ… รอให้ท่านพ่อกลับมาแล้วข้าจะแจ้งให้ท่านทราบทันที”
“ย่อมได้” หยุนเชวี่ยยังเดินวนไปมาในสวนหย่อมอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงก้มตัวลงสูดดมกลิ่นหอมจากดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งไม่รู้ชื่อ “เช่นนั้นข้าคงไม่รบกวนการร่ำเรียนของเจ้าแล้ว ให้พี่ชายผู้นี้พาข้าออกไปเถิด”
เด็กรับใช้ซึ่งยืนอยู่ใกล้เคียงรีบวางมือจากงานที่ทำเพื่อรอรับคำสั่ง
“ข้า ข้าจะไปส่งเจ้าเอง!” เจ้าอ้วนเฉียนเผลอกัดลิ้นและยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา พลางทำท่าทางงุ่มง่ามขณะก้าวเดินนำหยุนเชวี่ยออกไป
“จวนของเจ้าช่างกว้างขวางนัก” คราวนี้นางไม่ได้เดินตามเส้นทางลัดข้างกำแพงอีกต่อไป ทำให้เห็นสถาปัตยกรรมอันงดงามของบ้านหลังใหญ่ทั้งสองซึ่งมุงกระเบื้องสีแดงสดที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอย่างชัดเจน ระหว่างทางเดินยังมีบ่อปลา ดอกไม้สวยงามซึ่งปลูกเรียงรายสองฝั่ง รวมถึงพุ่มไม้ที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ
“ไม่มากนักหรอก…” เจ้าอ้วนเฉียนคิดในใจ สำหรับเขาแล้วจวนแห่งนี้ยังไม่นับว่าใหญ่นัก ปีก่อนพี่ชายคนหนึ่งของเขามีโอกาสเดินทางไปทำการค้ายังต่างเมือง ณ จวนฝูเฉิงของนายท่านหวัง บรรยากาศภายในจวนนั้นกว้างขวางทั้งยังสง่างามน่าประทับใจยิ่ง ประโยคต่อมาเขานึกอยากบอกหยุนเชวี่ยว่าใคร่พานางไปเที่ยวเล่นด้วยกันหากมีโอกาส ทว่าคำพูดกลับจุกตันอยู่ตรงลำคอ
“อ้อ จริงสิ” หยุนเชวี่ยกล่าวต่อไป “ท่านแม่ของข้าฝากถ้อยคำมาบอกเจ้า ว่าหากเจ้าไม่รังเกียจว่าบ้านของเราอยู่ในชนบทห่างไกล ก็จงหาเวลาไปเยี่ยมเยียนบ้านของข้าบ้าง อาหารในแถบชนบทนั้นเลิศรสไม่ต่างจากอาหารการกินในเมืองแห่งนี้เชียวล่ะ ทั้งยังสดใหม่กว่าอีกด้วย”
“ไม่รังเกียจ! ไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย!” เจ้าอ้วนเฉียนตอบรับอย่างหนักแน่น ศีรษะสั่นติดต่อกันให้ความรู้สึกราวมีห่านงุ่มง่ามคอยบังคับอยู่เหนือร่าง
“เช่นนั้นเรามาทำข้อตกลงกันก่อน ข้ายังเข้ามาค้าขายในเมืองทุกวัน ดังนั้นหากเจ้าว่างเมื่อไรก็ให้ต้าจี๋มาแจ้งข่าวไว้ล่วงหน้าก็แล้วกัน” หยุนเชวี่ยเอียงคอมอง จากนั้นจึงสังเกตว่าเขาเดินตรงไปยังเสาที่แกะสลักเป็นรูปคล้ายมนุษย์ที่ตั้งอยู่ตรงมุมสวนพลางใช้มือสัมผัสครู่หนึ่ง
หยุนเชวี่ย “เป็นอะไรไปรึ? ป่วยไข้ตรงไหนหรือไม่?”
เจ้าอ้วนเฉียน “เอ่อ… ข้า… ข้าคงหิวแล้วกระมัง…”
…
หลังหยุนเชวี่ยกลับไปแล้ว หัวใจของเจ้าอ้วนเฉียนยังคงเต้นระทึกประดุจมีคนตีกลองรัวอยู่ภายใน เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่พ่อและแม่ไม่เคยบอกกล่าวแผนการใด ๆ ให้รับรู้สักอย่าง เป็นแบบนี้แล้วเขาจะไปพบนางที่บ้านสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร?
“นายน้อยขอรับ นางจากไปไกลแล้ว” ต้าจี๋ซึ่งเพิ่งหิ้วกระต่ายป่าและไก่ฟ้าไปเก็บไว้ในครัวเดินกลับออกมา จึงพบว่านายน้อยเฉียนยังคงยืนเหม่ออยู่หน้าประตูจวนโดยไร้การตอบสนอง ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่
“ท่านแม่อยู่หรือไม่?” เจ้ารีบหันหลังกลับทันทีที่ได้ยินเสียงร้องเรียก ฝีเท้าของเขารวดเร็วจนส่งผลให้ไขมันบนหน้าท้องของเขาสั่นกระเพื่อมตามจังหวะก้าวเดิน
“ฮูหยินใหญ่ไปที่ร้านแล้วขอรับ”
“แล้วพี่ใหญ่ล่ะ?”
“นายน้อยใหญ่ก็ตามฮูหยินไปที่ร้านเช่นกันขอรับ โปรดช้าลงหน่อยเถิดนายน้อย จริงสิ แล้ววัตถุดิบจำพวกของป่าที่แม่นางเชวี่ยเอ๋อมอบให้มา ท่านนึกออกหรือยังขอรับว่าจะนำไปปรุงอย่างไรดี? ต้มสตูว์ หรือผัดน้ำมัน? นายน้อย…”
เจ้าอ้วนเฉียนรู้สึกเบื่อหน่ายไม่มีอารมณ์กระตือรือร้นใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องอาหารการกินก็ไม่นึกหิวโหย จากนั้นเขาจึงโบกมือให้ต้าจี๋อย่างขอไปที “แล้วแต่เจ้าจัดการเถิด ไม่ต้องตามข้ามาล่ะ ข้าจะกลับไปที่ห้องตำรา”
เวลาล่วงสู่ช่วงมื้ออาหารกลางวัน
บนโต๊ะอาหาร เจ้าอ้วนเฉียนยังคงรู้สึกหดหู่เช่นเดิม เขาก้มหน้าก้มตาทานอาหารโดยไม่แยแสสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อย สังเกตเพียงปราดเดียวก็พอมองออกว่าวันนี้เขาปราศจากความสำราญเช่นทุกครั้ง ทว่าต่อให้เคร่งขรึมอย่างไรก็ไม่ดูน่าเกรงขามเช่นผู้เฒ่าเฉียนที่ตายตกไปเมื่อนานมาแล้ว และยังคงดูอ่อนโยนดังเคย
รอแล้วรอเล่าฮูหยินเฉียนกลับไม่เอ่ยถามแม้แต่คำเดียวถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เจ้าอ้วนเฉียนจึงวางตะเกียบลงก่อนเงยหน้าขึ้นพร้อมกล่าวเสียงอู้อี้ในลำคอด้วยความขุ่นเคือง “เหตุใดท่านไม่บอกข้าสักคำว่าไปเยี่ยมเยียนบ้านผู้อื่น?”
“ว่าอย่างไรนะ? ใครไปบ้านใครมารึ?” ไม่ทราบแน่ชัดว่าฮูหยินเฉียนหลงลืมจริงหรือแสร้งทำเป็นความจำเลอะเลือนกันแน่ นางยังคงคีบเนื้อวางในชามของลูกชายอย่างสงบราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เจ้าอ้วนเฉียนหลุบตาลง มองเนื้อในชามตาไม่กะพริบ “หมู่บ้านไป๋ซี บ้านของเชวี่ยเอ๋อ”
“อ้อ…” ฮูหยินเฉียนคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ แต่แล้วนางกลับพยักหน้ารับและยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “พี่ชายใหญ่และพี่สาวใหญ่ของเจ้าจัดแจงเดินทางไปกันเอง พวกเขาไม่ได้บอกกล่าวเรื่องนี้เป็นความใหญ่โต เพียงต้องการไปเยี่ยมเยียนบ้านของนางเท่านั้น เหตุใดจึงทำสีหน้าเช่นนั้นเล่า?”
“ไม่เอาน่า นั่นไม่ใช่การเจรจาสู่ขออย่างเป็นทางการเสียหน่อย เจ้าจะนึกวิตกไปไยกัน?” เฉียนจินชานริมสุราลงในจอกด้วยตนเอง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเชิงหยอกล้อ “เจ้าก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว เหตุใดยิ่งเติบโตก็ยิ่งขี้อายไปเสียได้ การแต่งภรรยาเป็นเรื่องสามัญของชีวิต อย่าทำตัวกระมิดกระเมี้ยนราวเป็นสตรีไปหน่อยเลย…”
“ผู้ใดบอกว่าข้าใคร่แต่งภรรยากัน?!” เจ้าอ้วนเฉียนรู้สึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง “ข้ายังต้องร่ำเรียนหนังสือ ต้องสอบบรรจุเป็นบัณฑิตและราชการ ทั้งยังต้อง…” เขาไม่อาจหยิบยกเหตุผลอื่นมาอธิบายเพิ่มเติมได้อีก ด้วยเกรงว่าความลับที่ปิดบังอยู่อาจถูกอารมณ์ชั่ววูบกระตุ้นจนเผลอหลุดปากออกไป
…………………………………………………………..