ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 258 รับสมัครลูกเขย
ยามบ่าย ณ ทุ่งนา
แม่นางเหลียนดื่มน้ำสองสามอึกก่อนส่งน้ำเต้าให้หยุนลี่เต๋อพลางเผยท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนางเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นจึงกล่าวคำเบา “ท่านพี่ ข้าครุ่นคิดเรื่องนั้นตลอดทั้งบ่าย…” นางหยุดชะงักทันทีหลังจากกล่าวออกเพียงครึ่งประโยค
“อะไรนะ?” หยุนลี่เต๋อเป็นชายฉกรรจ์ที่มีจิตใจหยาบกระด้างและตรงไปตรงมา อันที่จริงเขาเลิกคิดมากเกี่ยวกับเรื่องราวเมื่อตอนเช้าแล้ว แต่ทันทีที่แม่นางเหลียนเอ่ยปาก ความคิดเหล่านั้นพลันแล่นเข้ามาทันที
แม่นางเหลียน “จะเป็นเรื่องอะไรได้อีก นอกจากเรื่องของสองพี่น้องตระกูลเฉียน”
หยุนลี่เต๋อ “หืม? เกิดอะไรขึ้น?”
“เจ้า…” แม่นางเหลียนขมวดคิ้วพลางกลอกตาอย่างจนปัญญา “คนหัวรั้น”
หยุนลี่เต๋อเกาศีรษะ หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าแม่นางเหลียนพูดถึงเรื่องใดจึงส่งเสียง ‘หึหึ’ สองคำพลางกล่าวตำหนิตนเองในใจ
“ข้าถามลูกสาวแล้ว…” แม่นางเหลียนหยุดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังมองสามีด้วยสายตาลังเลเช่นเดิม “นางบอกว่าตนสนิทสนมกับลูกชายคนเล็กของตระกูลเฉียนมาก หรือว่า…”
หยุนลี่เต๋อเผยสีหน้าซื่อบื้อขณะรอให้แม่นางเหลียนกล่าวจบอย่างใจเย็น
“ท่านคิดว่า… เขาถูกใจลูกสาวของเราหรือไม่?” แม่นางเหลียนเขยิบเข้าไปใกล้หยุนลี่เต๋อเล็กน้อยพลางเอียงคอก่อนกระซิบอย่างลำบากใจ
หยุนลี่เต๋อตะลึงงัน “อะไรนะ? ถูกใจเชวี่ยเอ๋ออย่างนั้นหรือ?”
“เบา ๆ สิ! เขาเพียงคาดเดามั่วซั่ว หากมีใครได้ยินเข้า เขาคงคิดว่าเราอยากจับลูกเศรษฐีให้ลูกสาว!” แม่นางเหลียนยกมือขึ้นหยิกแขนกำยำของสามี
“มันก็แค่การคาดเดา” หยุนลี่เต๋อมีเนื้อหนังที่ด้านและหนา เขาจึงไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมาก่อนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ลูกสาวของเราเพิ่งจะอายุไม่กี่ปี อีกอย่างตระกูลเศรษฐีมักให้ความสำคัญในการจับคู่กับตระกูลที่มีฐานะเท่าเทียมกันมิใช่หรือ?”
“จริงด้วย…” เมื่อแม่นางเหลียนได้ยินหยุนลี่เต๋อพูดเช่นนั้น นางพลันคิดได้ว่าตนอาจคิดมากเกินไป ทว่าภายในใจยังคงรู้สึกสงสัย “พวกเราเป็นเพียงชาวนายากจน การที่ตระกูลเฉียนทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ตัวตรงไม่หวั่นเงาเฉเฉียง* ข้ามองว่าพวกเขามีเจตนาดี” หยุนลี่เต๋อเป็นชายผู้ซื่อสัตย์ที่มีจิตใจซื่อตรง ดังนั้นความคิดของเขาจึงไม่ซับซ้อนมากนัก “เราเป็นคนจน แล้วพวกเขาจะปอกลอกอะไรเราได้เล่า?”
*ตัวตรงไม่หวั่นเงาเฉเฉียง หมายความว่า คนทำดีไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด
แม่นางเหลียนนิ่งอึ้ง
“เรื่องแต่งงานของเชวี่ยเอ๋อนั้นไม่รีบ อีกสักปีสองปีค่อยว่ากันใหม่ ข้ารู้ดีว่าลูกสาวของข้าเป็นคนเช่นไร แต่สำหรับเยี่ยนเอ๋อแล้วพวกเราควรตระเตรียมเรื่องสินเดิมหรืออย่างอื่นให้เรียบร้อย…” ใบหน้าดำคล้ำของหยุนลี่เต๋ออัดแน่นไปด้วยความสุข “เจ้าเด็กต้าหวังคนนั้นยิ่งดูข้าก็ยิ่งพึงพอใจ ขั้นตอนแรกคือเราควรจัดการสินเดิมของเยี่ยนเอ๋อที่เก็บออมมาหนึ่งปีครึ่งให้เรียบร้อยเสียก่อน”
เมื่อหยุนเยี่ยนที่นั่งอยู่ด้านหลังของทั้งสองคนได้ยินเข้าก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึงทันที นางก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็วก่อนหิ้วถังน้ำและวิ่งเหยาะ ๆ ออกไป
หยุนเชวี่ยทำงานอย่างหนักมาตลอดทั้งบ่าย นางดองถั่วฝักยาวและแตงกวาส่วนใหญ่ลงในไหและเก็บมันไว้ในห้องใต้ดิน จากนั้นรอดูผลลัพธ์ในอีกสองสามวัน หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี มันก็ถึงเวลาแล้วที่นางจะตระเวนเก็บผักเหลือกินทั่วหมู่บ้าน
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จก็ถึงช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุดของวันแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมหนาวโชยมาทำให้อากาศเย็นสบายอย่างหาที่เปรียบมิได้ หยุนเชวี่ยยกม้านั่งตัวเล็กไปนั่งใต้ต้นไม้พลางกลับตาลงและปล่อยให้หัวสมองอันว่างเปล่าครุ่นคิดเรื่อยเปื่อย
หยุนเยี่ยนและเสี่ยวอู่ไม่แปลกใจที่นางทำเช่นนี้ทุกเย็น แต่แม่นางเหลียนกลับกล่าวออกมาประโยคหนึ่งอย่างอดไม่ได้ “เด็กคนนี้ เป็นอะไรไปอีกเล่า?”
ผ่านไปเพียงอึดใจเดียว หยุนเยี่ยนที่นั่งบนม้านั่งตัวเล็กก็กระซิบเรียกน้องสาวเบา ๆ “เชวี่ยเอ๋อ”
“พี่สาว” หยุนเชวี่ยที่กำลังจะเคลิ้มหลับกล่าวตอบ ช่วงนี้ลานบ้านเงียบสงบเกินไป นางจึงรู้สึกว่าไม่คุ้นชินเท่าไหร่ อีกทั้งยังผวากลัวว่าแม่เฒ่าจูจะสบถด่าทอขึ้นมาอีก
“เจ้าคิดอะไรอยู่รึ?” หยุนเยี่ยนเอ่ยถาม
“จะคิดอะไรได้ ก็คิดถึงเรื่องเงินทองน่ะสิ” หยุนเชวี่ยบิดขี้เกียจพลางแสยะยิ้ม ทุกคนในครอบครัวต่างรู้ดีว่านางชื่นชอบเงินทองเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ดังนั้นลิ้นชักนิรภัยของนางจึงเต็มไปด้วยเหรียญมากมาย
“เชวี่ยเอ๋อ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า” หยุนเยี่ยนชำเลืองมองแม่นางเหลียนอย่างรวดเร็ว นางครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ทั้งวัน เพราะไม่รู้ว่าควรบอกเรื่องการคาดเดาของบิดามารดาให้น้องสาวรับรู้ดีหรือไม่
หยุนเชวี่ยเอียงคอขณะรอพี่สาวเอ่ยปาก
“เอ่อ ตอนที่ข้าอยู่ในทุ่งนา ข้าได้ยินท่านพ่อและท่านแม่ปรึกษากันพอดี” หยุนเยี่ยนเม้มปากพลางเผยท่าทีเขินอายเล็กน้อยก่อนโน้มตัวกระซิบข้างหูของหยุนเชวี่ย “ท่านแม่บอกว่าคนตระกูลเฉียนถูกใจเจ้า…”
“อะไรนะ?” ปฏิกิริยาของหยุนเชวี่ยนั้นเหมือนกับบิดาไม่มีผิด
“ชู่ว…” หยุนเยี่ยนปรามน้องสาว “ท่านแม่บอกว่ามันเป็นเพียงการคาดเดา และท่านพ่อก็บอกว่าท่านแม่คิดมากเกินไป ดังนั้นเจ้าอย่าตกใจไปเลย… หรือเจ้าคิดว่ามันไม่จริง?”
หยุนเชวี่ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี อีกทั้งไม่รู้ว่าจะเผยสีหน้าเศร้าโศกหรือขำขัน นางอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งพลางกะพริบตาปริบ ๆ “จะเป็นไปได้อย่างไร? ท่านแม่คิดมากเกินไปแล้ว เกรงว่าข้าจะไม่ได้แต่งงานหรือ? ช่าง…”
“ท่านแม่ยังบอกอีกว่านายน้อยตระกูลเฉียนสนิทสนมกับเจ้า…”
“เจ้าอ้วนเฉียน?” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ “เช่นนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ข้า เขา เหอยาโถว เสี่ยวส้วยเอ๋อ และชีจินล้วนเป็นสหายกันทั้งนั้น นอกจากนี้เขายังอายุน้อยอยู่เลย แล้วจะเข้าใจอะไร?”
นายน้อยตระกูลเฉียนมีใบหน้าอวบอิ่มและขาวผ่องแสดงถึงความร่ำรวยและเป็นมงคลราวกับรูปวาดเด็กในวันตรุษจีน ดังนั้นหยุนเชวี่ยจึงมองข้ามเขาแม้จะอายุมากกว่าเหอยาโถวหลายเดือนก็ตาม
“อ๋อ…” หยุนเยี่ยนพยักหน้าพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว”
“พี่สาวเป็นอะไรไป พี่คิดว่าข้าจะจับคนรวยมาเป็นสามีหรือ?” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้นพลางคิดในใจว่ามารดาและพี่สาวของตนช่างมีจินตนาการล้ำเลิศเสียจริง
“ไม่ใช่ว่าครอบครัวเศรษฐีมีกฎเกณฑ์มากมายหรอกหรือ? เจ้าบอกว่ามันน่าเบื่อหน่าย… ทั้งยังต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ข้ายอมใช้ชีวิตอย่างยากลำบากดีกว่าต้องทนทุกข์ทุกวัน” หยุนเยี่ยนกล่าวอย่างจริงจัง
“พี่สาว เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าตั้งแต่ท่านคบหากับพี่ต้าหวัง พี่สาวก็ยิ่งเหมือนกับท่านแม่มากขึ้นเรื่อย ๆ” หยุนเชวี่ยหัวเราะคิกคัก “ยังไม่ทันแต่งงานก็ขี้บ่นเสียแล้ว”
“ข้ากล่าวกับเจ้าเช่นนี้ เพราะหวังดีต่างหาก” ใบหน้าของหยุนเยี่ยนบางกว่ากระดาษเสียอีก นางกระทืบเท้าพลางวิ่งเข้าไปในห้องขณะที่ใบหน้าแดงก่ำ
“เอ๋ พี่สาว ข้าพูดเล่นน่ะ… พี่สาว ท่านขี้อายเพียงนี้ แต่เหตุใดถึงแต่งงานกับพี่ต้าหวังได้ล่ะ?” หยุนเชวี่ยเดินตามหลังนางไปจากนั้นชะโงกหน้าเข้าไปในห้องพลางขยิบตา
“ต่อไปหากมีเรื่องอะไร ข้าจะไม่บอกเจ้าอีก!”
“โถ่ ๆ พี่สาว ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่หัวเราะเยาะท่านอีก อย่าโกรธเคืองเลย…”
แม่นางเหลียนที่ล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินไปลูบหัวลูกสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู “เจ้าเด็กโง่ ช่างไม่มีความเรียบร้อยเหมือนเด็กสาวคนอื่นเอาเสียเลย เจ้าบอกว่า…”
“ในอนาคตจะมีชายใดกล้าแต่งงานกับข้า…” หยุนเชวี่ยกล่าวประโยคหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางฟังประโยคนี้ทุกวันจนจำได้ขึ้นใจ
แม่นางเหลียนถอนหายใจอย่างจนปัญญา ดูเหมือนว่านางจะคิดมากไปเองจริง ๆ ภายภาคหน้านางอาจต้องประกาศรับสมัครลูกเขยและจ่ายเงินขวัญถุงให้ชายหนุ่มเพื่อแลกกับการแต่งงานกับลูกสาวคนรองเป็นแน่