ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 257 มีภรรยาแล้วลืมแม่
ยามบ่าย
หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวล้างไหใบใหญ่ด้วยน้ำสะอาด จากนั้นล้างด้วยน้ำร้อนก่อนเช็ดให้แห้งและเตรียมพร้อมที่จะหมักถั่วฝักยาวและแตงกวา
เหอยาโถวมีนิสัยราวกับเด็กน้อยมักเอาแต่กินและนอนอยู่เป็นประจำ ทว่าเมื่อถึงตอนทำงานเขาก็ทำอย่างขะมักเขม้น วันนี้เขาสวมชุดสั้นและพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงในการทำงาน เหอยาโถวนั่งยอง ๆ เพื่อตักน้ำในโอ่งขึ้นมาล้างผักในอ่าง
หลังจากล้างถั่วฝักยาวเสร็จก็นำมันไปวางไว้ในตะกร้าอย่างคล่องแคล่ว เขาเทน้ำในอ่างทิ้งขณะหันไปเอ่ยถามหยุนเชวี่ย “เชวี่ยเอ๋อ ล้างผักเสร็จแล้ว ข้าต้องทำอะไรอีก?”
“ยังต้องต้มน้ำเดือดหนึ่งหม้อและต้มส่วนผสม” หยุนเชวี่ยส่งแตงกวาที่เพิ่งล้างไปครึ่งหนึ่งให้เสี่ยวส้วยเอ๋อก่อนยกมือขึ้นเช็ดกับเสื้อผ้า “ไปเถอะ พวกเราไปด้วยกัน”
มารดาของเหอยาโถวและท่านย่าที่ไม่มีฟันสักซี่นั่งพักใต้ชายคา พวกนางโบกพัดพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนดวงตากลายเป็นเส้นตรง โดยเฉพาะย่าของเหอยาโถวที่เบิกบานใจเป็นพิเศษ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นอยู่แล้วของนางยิ่งเหี่ยวย่นกว่าเดิมราวกับดอกเบญจมาศที่บานสะพรั่ง
“เจ้าเล็กรู้จักทำงานแล้ว เขาจะได้มีอนาคตเสียที ดูท่าทางเข้าสิ…” ฮูหยินเฒ่ากล่าวชมหลานชายด้วยริมฝีปากอันเหี่ยวย่น “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเขาไม่ได้บอบบางอย่างที่เห็น เจ้าเล็กเป็นคนที่เก่งที่สุดในตระกูลเหอของเรา ดีกว่าสาวน้อยทั้งสามเสียอีก”
เมื่อก่อนตอนที่หลานชายสุดที่รักของนางยังเป็นคนไร้ประโยชน์ ฮูหยินเฒ่ามักกล่าวชมเขาว่า ‘เจ้าเล็กของย่าหน้าตาหล่อเหลา ในละแวกสิบลี้แปดเมืองไม่เคยเห็นชายใดที่รูปงามเช่นเจ้ามาก่อน’ ตอนนี้เหอยาโถวสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจนสามารถนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนได้ ดังนั้นย่าที่คอยปกป้องหลานชายมาตลอดจึงคิดว่ามันเป็นทักษะที่ยอดเยี่ยม เพราะเขาสามารถออกไปข้างนอกและสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ตลอดทั้งบ่าย
“ไม่ผิดเจ้าค่ะ ท่านแม่พูดถูก” ป้าสะใภ้เหอเห็นด้วยกับคำพูดของแม่สามี “เด็กเสเพลคนนี้เติบโตขึ้นแล้วเข้าใจเรื่องราวหลายอย่างมากขึ้นราวกับเป็นคนละคน อีกทั้งหลายวันก่อนเขายังบอกข้าว่าอยากเรียนตำราและเขียนอักษรเจ้าค่ะ”
ความจริงแล้วเหอยาโถวกล่าวเพียงเขาต้องการอ่านและเขียนตัวอักษรให้ได้เพียงไม่กี่คำ เพื่อจะนำความรู้เหล่านั้นไปทำสมุดบัญชีในภายภาคหน้า ซึ่งมารดาของเขาจำได้ขึ้นใจและรู้สึกทันทีว่าลูกชายของตนมีความทะเยอทะยานสูง
“อ่านออกเขียนได้ยิ่งดี!” ฮูหยินเฒ่าตบหัวเข่าสองที “เจ้าเล็กของข้าฉลาดเรียนอะไรก็ไปได้สวย ต่อไปเขาต้องสอบจอหงวนผ่านและได้สวมชุดขุนนางแน่ หล่อเหลายิ่งนัก!”
สำหรับฮูหยินเฒ่าที่อาศัยอยู่ในชนบทแล้ว ตลอดทั้งชีวิตของนางเคยเห็นขุนนางเพียงผู้เดียวคือหวังหลี่เจิ้งผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าหมู่บ้านและพูดพล่ามเรื่องไร้สาระทั้งวัน ทว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลต่อจินตนาการของนางเกี่ยวกับหลานชายในชุดขุนนางแม้แต่อย่างใด
“ท่านแม่ หลังจากผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยว เจ้าสามจะแต่งงานแล้ว ข้าเตรียมสินเดิมและเก็บมันไว้ในห้องด้านข้าง ท่านอยากดูหรือไม่?” ป้าสะใภ้เหอเอียงคอถามความคิดเห็นจากฮูหยินเฒ่า
“ไม่เป็นไร ข้าแก่แล้วสายตาฝ้าฟาง เจ้าจัดการเองเถิด” ฮูหยินเฒ่าโบกมือปฏิเสธ “หมั้นหมายแล้วออกเรือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตอนที่ลูกคนสุดท้องของข้าแต่งงาน ข้าก็ช่วยเขาจัดเตรียมสินสอดเช่นกัน”
ฮูหยินเฒ่านั้นลำเอียง นางคิดว่าการมีลูกสาวนั้นเหมือนมีส้วมไว้ข้างหน้าบ้าน แต่งงานออกไปที่บ้านของคนอื่นก็เป็นคนของตระกูลอื่น มีเพียงหลานชายเท่านั้นที่เป็นคนดีในสายตาของนาง
ยังดีที่ป้าสะใภ้เหอเคยชินกับเรื่องนี้แล้ว นางจึงไม่โต้เถียงและพยักหน้าอย่างว่าง่าย อย่างไรเสียนางก็อยากให้ลูกสาวแต่งงานกับชายผู้เพียบพร้อม เพราะหลายปีมานี้ฮูหยินเฒ่าแก่ชราขึ้นและนิสัยของนางเหมือนจะใจดีมากขึ้น น้อยครั้งนักที่จะแสดงสีหน้าไม่พอใจให้ตนเห็น ดังนั้นป้าสะใภ้เหอจึงคิดว่าเป็นเรื่องดีแล้ว
“เฮ้อ…” เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงานของหลานสาว ฮูหยินเฒ่าก็โบกพัดและตบต้นขาของตนอีกครั้ง นางถอนหายใจยาวขณะที่ร่างกายหงายไปข้างหลังอย่างรุนแรง
ป้าสะใภ้เหอตกใจไม่น้อย นางรีบยื่นมือไปประคองแม่สามีไว้ทันที “ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ?”
ฮูหยินเฒ่าสูดหายใจเข้าลึกก่อนผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ “เฮ้อ เจ้าเป็นแม่ที่ไม่ใส่ใจ ต้องให้หญิงแก่อย่างข้าจัดการให้แล้ว เจ้าชอบลูกสาวบ้านไหนกัน? อย่าหาว่าข้าจุ้นจ้านนักเลย หากข้าไม่เห็นว่าเจ้าเล็กแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ข้าคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่!”
“ท่านแม่ ร่างกายของท่านยังแข็งแรงมาก เหตุใดท่านถึงพูดเรื่องเศร้าโศกพวกนี้ออกมาล่ะเจ้าคะ?” ป้าสะใภ้เหอรีบปลอบใจนาง “ไม่กี่เดือนลูกในท้องของเจ้ารองก็ออกมาลืมตาดูโลกแล้ว…”
“นั่นเป็นทายาทตระกูลกั๋ว เกี่ยวอะไรกับข้า?” ฮูหยินเฒ่ายื่นมือไปจับแขนป้าสะใภ้เหอพลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าเพียงอยากรู้ว่าเจ้าเล็กจะแต่งงานเมื่อไร เขาอายุไม่น้อยแล้ว! เจ้าเป็นแม่ประสาอะไร ฮึ่ม! ข้าคร้านจะพูดเรื่องนี้กับเจ้าอีกแล้ว!”
ป้าสะใภ้เหอชำเลืองมอง “พอข้าพูดถึงเรื่องนี้ทีไร เจ้าเล็กก็บอกว่ารำคาญตลอด ทั้งที่ข้ายังไม่ทันพูดถึงครึ่งประโยคด้วยซ้ำ แล้วท่านแม่จะให้ข้าทำอย่างไรเจ้าคะ” เมื่อพูดจบ นางก็กล่าวคำเบา “ไม่ใช่ว่าบงการคนอื่นจนเคยชินหรอกหรือ”
ฮูหยินเฒ่าไม่ได้ยินคำบ่นของป้าสะใภ้เหอ นางจึงกล่าวต่อ “แม่สื่อกล่าวเอาไว้ว่าชุนซิ่งและไช่เจินทั้งสองนางอารมณ์ดีและมีคุณธรรม…”
“นี่ พวกเจ้าสองคนควรจุดไฟในห้องครัวสิ! ระวังกันหน่อย!” ก่อนที่ฮูหยินเฒ่าจะพูดจบ ป้าสะใภ้เหอก็ลุกยืนขึ้นพลางวางพัดลงและเดินออกไปทันที
ฮูหยินเฒ่าอ้าปากค้างก่อนตะโกนเสียงดังอย่างไม่พอใจ “เจ้าจะทำอะไร เห็นข้าแก่แล้วจึงทำเหมือนข้าเป็นคนโง่รึ!”
ป้าสะใภ้เหอเดินเข้าไปในห้องครัวโดยไม่สนใจคำพูดของแม่สามี นางลำบากใจที่ต้องทำตัวเป็นคนกลางคอยฟังฮูหยินเฒ่าพูดถึงเรื่องแต่งงานของหลานชาย ส่วนเหอยาโถวก็จะอารมณ์เสียและเดินหนีนางทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ อีกทั้งฮูหยินเฒ่ายังพูดเรื่องเดิม ๆ กรอกหูนางทุกครั้งที่มีโอกาส ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพูดถึงเหล่าหลานสาว ฮูหยินเฒ่ามักด่าทอและกล่าวคำพูดที่ไม่รื่นหูออกมา แต่เมื่อใดที่เป็นเรื่องของหลานชาย ใบหน้าของนางก็จะยิ้มแย้มดังเดิม
ภายในห้องครัว หยุนเชวี่ยโยนฟืนเข้าไปในเตาไฟ ส่วนเหอยาโถวปาดเหงื่อขณะโบกพัดเพื่อเร่งความแรงของไฟ ในหม้อเหล็กมีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่งและเครื่องเทศประมาณเจ็ดหรือแปดชนิด
“เอาล่ะ รอจนน้ำเดือดแล้วต้มด้วยไฟอ่อนและปิดฝาเอาไว้” ป้าสะใภ้เหอปิดฝาหม้อก่อนหันไปเห็นเหอยาโถวที่กำลังเช็ดคราบถ่านบนใบหน้า นางพลันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู “ออกไปกันเถอะ ในนี้มันร้อน”
“หลังจากน้ำเดือด เราก็เคี่ยวอีกหนึ่งชั่วก้านธูปก็พอแล้ว” หยุนเชวี่ยปรบมือพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “วันนี้ข้าใช้เวลาอยู่ที่บ้านของป้าสะใภ้ทั้งบ่าย ฮี่ฮี่ พรุ่งนี้ข้าจะเก็บฟืนมาส่งให้นะเจ้าคะ”
“ไก่ฟ้าหนึ่งตัวที่แม่เจ้าส่งมายังแขวนอยู่ในห้องใต้ดิน กินไม่หมดเสียที เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว” ป้าสะใภ้เหอชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง “ออกไปเถิด ข้าจะดูหม้อต้มให้พวกเจ้าเอง”
เหอยาโถวเช็ดเหงื่อพลางดึงแขนหยุนเชวี่ยให้เดินตาม “ถูกต้อง พวกเราสองคนสนิทกันขนาดนี้แล้วยังจะเกรงใจอะไรอีก เจ้าไม่ต้องขนฟืนมาที่บ้านข้าหรอก ออกไปสูดอากาศด้านนอกกันเถอะ นี่ก็เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เหตุใดยังร้อนอบอ้าวอยู่อีก…”
หยุนเชวี่ย…
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินออกจากห้องครัว ป้าสะใภ้เหอก็กลอกตาพลางกล่าวอย่างขมขื่น “หากเจ้าลูกเต่าแต่งงานแล้วคงลืมแม่สินะ…”