ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 255 ความคิดหมุนวนสิบแปดตลบ
เพียงได้ยินเรื่องที่หยุนชิ่วเอ๋อบอกเล่า หยุนลี่เซียวก็รู้สึกไม่สบายใจ เขาจึงปิดปากเงียบ ทว่าภายในสายตาผู้เฒ่าหยุน เขามองว่าบุตรสาวของตนนั้นกำลังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
นางทำตัวเกียจคร้านและหยิ่งยโสจนเคยชิน วัน ๆ เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องนอนไม่ทำงานบ้าน แม้แต่งานเย็บปักถักร้อยยังทำได้ไม่ดี แต่ละคราที่นางต้องเย็บผ้า ฝีเข็มที่ปักลงบนผ้านั้นมักคดเคี้ยวไปมาราวกับตะขาบตัวใหญ่
“อย่าทำให้เสียของเลย” แม่เฒ่าจูขมวดคิ้วพลางมองเสื้อในมือบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่งก่อนคว้าผ้า จากนั้นกล่าวตำหนิ “เสื้อผ้าของเจ้าใช้ไม่ได้แล้ว เย็บผ้ายังไม่เป็นแล้วจะแต่งงานกับใครได้ แต่งไปก็ขายหน้าเปล่า ๆ!”
หยุนชิ่วเอ๋อไม่เห็นด้วย นางปักฝีเข็มลงไปอีกสองครั้งพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ ท่านไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ เสื้อผ้าของคนรวยมักตัดเย็บโดยร้านตัดเสื้อผ้าทั้งนั้น แม้แต่บ่าวไพร่ยังไม่สวมเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บปะเลย ฉะนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องนั่งเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ลำบาก”
หลังจากพูดจบ หยุนชิ่วเอ๋อก็ดึงเส้นด้ายออกอย่างแรงทำให้ผ้าผืนนั้นย่นเป็นก้อนกลมก่อนที่จะคลี่ผ้าออกอย่างช้า ๆ ดูเหมือนว่านางเบื่อหน่ายจึงทำพฤติกรรมเช่นนี้เพื่อฆ่าเวลาเสียมากกว่า
“มันไม่ใช่ความสุขสบายของคุณหนูใหญ่ แต่เป็นความน่ารังเกียจต่างหาก” แม่เฒ่าจูเผยสีหน้าบึ้งตึงพลางแค่นเสียง “พูดอะไรไม่คิดถึงความเป็นจริง ฝันกลางวันทั้งเพ ดูตนเองด้วยสิว่าอายุเท่าไหร่แล้ว!”
หยุนชิ่วเอ๋อไม่พอใจที่มารดากล่าวเช่นนั้นจึงขมวดคิ้ว “แล้วอย่างไรเจ้าคะ สิ่งที่ดีในชีวิตคุ้มค่ากับการรอคอย ข้ายอมเป็นสาวทึนทึกดีกว่าแต่งงานกับคนที่กินรำกินผักเป็นอาหาร”
ขณะนี้นางมีอายุสิบหกปี เมื่อฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวผ่านพ้นไป หยุนชิ่วเอ๋อจะมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ สำหรับสตรีในชนบทนับว่าช่วงอายุนี้ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากยังไม่ได้แต่งงานก็ควรที่จะหมั้นหมายเอาไว้ ไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนี้
“เจ้าจะทำอะไรอยู่ที่บ้าน? ข้าแก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว! หรือจะรอให้ข้าตายก่อน เจ้าถึงจะคิดได้” แม่เฒ่าจูกล่าวอย่างไม่ปรานี ไม่ว่ากับใครก็ตาม
หยุนชิ่วเอ๋อเบ้ปากพลางกลอกตา นางอยากตะโกนบอกมารดาว่าไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับชายที่เพียบพร้อม ขอเพียงเอาชนะคุณหนูสามแห่งตระกูลเหอได้ก็พอแล้ว นอกจากนี้พี่ใหญ่ยังบ่ายเบี่ยงที่จะแนะนำนางให้กับเพื่อนที่เป็นขุนนางอยู่เสมอ อีกทั้งไม่รู้ว่าแม่เฒ่าจูจะยกตนให้ลูกชายบ้านไหนอีก ดังนั้นนางจึงกระวนกระวายใจยิ่งนัก
หยุนลี่เซี่ยวกำลังรินชา เมื่อเห็นว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ข่าวสารอันเป็นประโยชน์ เขาจึงสวมรองเท้าและเดินออกจากห้องไป
“เจ้าจะไปที่ใด?” ผู้เฒ่าหยุนเอ่ยถามเสียงเข้มเมื่อเห็นบุตรชายเดินออกไป
“อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สู้ข้าออกไปหาความสำราญไม่ดีกว่าหรือ?” หยุนลี่เซียวกล่าวตอบโดยไม่หันหลังกลับขณะกอดอกอย่างเกียจคร้านและจงใจใช้ปลายเท้ากระแทกธรณีประตูสองครั้ง
“เจ้าเล่ห์” หยุนชิ่วเอ๋อพึมพำออกมาเบา ๆ
หยุนลี่เซียวออกมาจากห้องโถงและเดินวนอยู่ในลานบ้านสองรอบ จากนั้นเดินตรงเข้าไปในห้องครัว ขณะนี้แม่นางเฉินกำลังทำงานอยู่ ยังไม่ทันที่สามีจะเอ่ยถาม ปากที่ไม่มีหูรูดของนางก็พ่นคำพูดมากมายออกมาไม่หยุด
“โอ๊ย ท่านพี่สาม ท่านมองไม่ออกหรือว่าคนพวกนั้นร่ำรวยเงินทองเพียงใด เสื้อผ้าที่สวมใส่ล้วนประดับด้วยลูกปัดทอง หากพวกเราได้มาสักลูกคงมีกินมีใช้ไปครึ่งชีวิต…” แม่นางเฉินไม่มีความสามารถอื่น นางมักเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วและใส่สีตีไข่จนเรื่องที่เล่านั้นเกินจริงไปมากโขยิ่งกว่าละครงิ้วเสียอีก
“จะว่าไปแล้วพี่สะใภ้รอง ไม่ใช่คนใจดีอย่างที่แสดงออกมา ข้าขอของมีค่าเพียงเล็กน้อยจากนาง แต่นางกลับปฏิเสธเสียงแข็งแล้วยังหลอกข้าอีก ถุย คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร!” แม่นางเฉินถ่มน้ำลายอย่างไม่ใส่ใจขณะที่กำลังยืนทำอาหารอยู่หน้าเตาไฟ
“ดูเจ้าสิ” ใบหน้าของหยุนลี่เซียวเต็มไปด้วยความรังเกียจ หลังจากฟังเรื่องเล่าจบ เขาก็ไม่อยากสนทนากับนางแม้แต่คำเดียวจึงก้าวเท้าเดินจากไป
แม่นางเฉิน “เฮ้อ…”
หลังจากฟังความคิดเห็นจากแม่นางเฉิน หยุนลี่เซียวเชื่อว่าพี่รองของตนเห็นแก่ตัวยิ่งนัก ร่ำรวยแล้วลืมพี่น้อง ตระหนี่ถี่เหนียวเก็บของมีค่าเอาไว้เพียงผู้เดียว
ดวงตาของชายอันธพาลผู้นี้กลอกไปมา ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัว เขาจ้องเขม็งไปทางบ้านของพี่รองที่อยู่ทางทิศตะวันตก ทันใดนั้นช่องท้องของเขาพลันปั่นป่วนคล้ายอยากอาเจียน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำการค้าเพื่อหาเงิน
ใกล้ยามเที่ยง ขณะนี้หยุนเชวี่ยกลับมาถึงบ้านแล้ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในหมู่บ้าน นางก็ได้ยินว่ามีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนที่บ้าน อีกทั้งยังรู้ว่าผู้เฒ่าหยุนให้ซานหลางไปเรียกบิดาของตนให้กลับบ้าน ดังนั้นในใจของนางพลันรู้สึกเช่นเดียวกับหยุนลี่เต๋อ
มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ท่านพ่อลำบากแล้ว!
ขณะที่หยุนเชวี่ยกำลังเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน นางก็เหลือบไปเห็นซานหลางวิ่งเข้ามาด้วยความดีใจ เหอยาโถวจึงตะโกนถามเสียงดัง “เฮ้ เจ้าทำอะไรน่ะ?!”
เมื่อซานหลางเห็นอีกฝ่ายจึงตกใจจนแทบล้มหัวคะมำ เขาเผยท่าทีลังเลว่าจะวิ่งไปต่อหรือหันหลังกลับ เหออวี้ก้าวเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย เขาสังเกตเห็นว่าซานหลางกำลังจับเป้าในขณะที่ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นระริก
“ข้ามีเรื่องจะถาม ตอนกลางวันเจ้าอยู่ที่ใด?”
ครั้นเหอยาโถวก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ซานหลางก็แทบจะถอยหลังสองก้าว เพราะกลัวว่าเขาโดนเตะหว่างขาอีกครั้ง “เปล่า… พี่เหออวี้ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย แหะ ๆ” ซานหลางแสยะยิ้ม
“ใครมาที่บ้านหรือ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“คนรวย เขามาหาพ่อของเจ้า!” ซานหลางไม่กล้าขอ ‘น่องไก่’ ต่อหน้าเหออวี้จึงตบกระเป๋ากางเกงของตนเบา ๆ พลางกล่าว “เขาให้เงินรางวัลแก่ข้า ข้าจะเอาไปซื้อขนม”
เมื่อเห็นว่าซานหลางไม่รู้เรื่องอะไร หยุนเชวี่ยจึงโบกมือให้เขาอย่างไม่ใส่ใจ
ซานหลางชำเลืองมองเหออวี้อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีหาเรื่อง เขาจึงวิ่งหนีออกไปพร้อมตะโกนว่า “เชวี่ยเอ๋อ ๆ ครอบครัวของเจ้ารวยแล้ว!”
หยุนเชวี่ยยิ่งสับสนกว่าเดิม นางไม่อยากคาดเดาเรื่องที่เกิดขึ้นไปเองจึงวิ่งเหยาะ ๆ กลับบ้านตลอดทาง
ระยะนี้เรือนตระกูลหยุนสงบสุขจนน่าแปลกใจ แม่เฒ่าจูที่อยู่ห้องชั้นบนไม่ส่งเสียงด่าทอ หยุนลี่เซียวงีบหลับใต้ชายคาอย่างเกียจคร้าน แม่นางเหลียนและหยุนเยี่ยนช่วยกันทำอาหาร ส่วนหยุนลี่เต๋อนั่งขัดเกลาหน้าไม้ที่ใช้ในการล่าสัตว์อยู่ด้านข้าง
“ท่านพ่อ ท่านแม่” หยุนเชวี่ยตะโกนพลางวางตะกร้าบนหลังลง “ข้าได้ยินว่ามีแขกมาเยือนที่บ้านของเราหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นบุตรสาวกลับมา แม่นางเหลียนจึงมอบงานให้หยุนเยี่ยนและกวักมือเรียกหยุนเชวี่ย “เชวี่ยเอ๋อ แม่กำลังจะถามเจ้าพอดี”
หยุนเชวี่ยงุนงงมากกว่าเดิม นางไม่ได้หยุดล้างหน้าและเดินตามมารดาเข้าไปในห้องปีกตะวันตก เมื่อเข้าไปในห้อง นางจึงรินน้ำและยกขึ้นดื่มขณะที่ในใจยังรู้สึกสับสน “ท่านแม่ มีอะไร? เกิดอะไรขึ้นที่บ้าน?”
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากไปเลย” แม่นางเหลียนเกรงว่าตนจะทำให้บุตรสาวตกใจจึงรีบยิ้มอ่อนโยนทันที “สองพี่น้องที่มาวันนี้เขาบอกว่าตนเป็นคนแซ่เฉียน แม่เลยถามพวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไร เขา…”
“เฉียนรึ? เจ้าอ้วนเฉียน?!” ก่อนที่แม่นางเหลียนจะถามจบ หยุนเชวี่ยก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน “เจ้าอ้วนเฉียนมาทำอะไรที่นี่? เขาไม่เห็นบอกกล่าวข้าสักคำ ช่าง…”
เมื่อปีก่อนเจ้าหมอนั่นบอกว่าอยากเห็นกังหันน้ำ ทั้งยังอยากลองชิมอาหารของชาวนาอย่างพวกเรา แต่เหตุใดเขาถึงมาที่นี่ตามลำพังล่ะ? ไม่รอให้นางและเหอยาโถวกลับมาก่อนแล้วรีบหนีมาที่นี่หรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“เจ้าอ้วนอะไร?” แม่นางเหลียนตกตะลึงเช่นกัน “ข้าเห็นว่าเขาไม่ได้อ้วนเสียหน่อย คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง อีกคนเป็นสตรีใบหน้างดงามยิ้มแย้มสดใส อายุยังน้อย แต่งกายพิถีพิถัน…”