ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 251 ขอเงินรางวัล
ตอนที่ 251 ขอเงินรางวัล
หากพูดถึงตระกูลหยุน นอกจากหยุนเชวี่ยผู้ ‘ยืมซากคืนชีพ’ และเสี่ยวอู่ ‘ผู้พิการแต่กำเนิด’ แล้ว คนที่เหลือก็ไม่มีใครเฉลียวฉลาดสักคน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่หยุนลี่จงถึงสอบไม่ผ่านการคัดเลือกขุนนางตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาทั้งที่เป็นบัณฑิตผู้มากความสามารถ แต่จู่ ๆ กลับกลายเป็นคนไม่มีสมอง
ซานหลางเฉลียวฉลาดกว่าเอ้อหลางพี่ชายร่วมบิดามารดาเล็กน้อย เขาโดดเด่นเรื่องฉลาดแกมโกง แต่เมื่อใดที่ถูกขอให้ทำเรื่องจริงจัง ซานหลางจะกลายเป็นคนโง่งมทันที
“หืม? ซานหลาง เจ้าตะโกนว่าอะไรนะ?” หยุนลี่เต๋อได้ยินเสียงตะโกนอย่างแจ่มชัด ทว่าไม่เข้าใจความหมาย
“มีเศรษฐีมาที่บ้านของเราขอรับ!” ซานหลางเผยสีหน้าเหน็ดเหนื่อยพลางเอามือป้องปากและตะโกนเสียงดัง “คนรวยมาที่บ้าน! พวกเขานั่งรถม้าคันใหญ่และนำสิ่งของบางอย่างมาด้วย…”
หยุนลี่เต๋อ…
หลังจากตะโกนอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดซานกลางก็วิ่งมาถึงจุดที่อาและอาสะใภ้ยืนอยู่ “ท่านปู่บอกให้ท่านกลับบ้าน!”
ขณะนี้ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้นรับรู้แล้วว่าตระกูลหยุนมีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนที่เรือน หยุนลี่เต๋อก้าวเท้าที่เต็มไปด้วยโคลนตมขึ้นจากทุ่งนา ตามมาด้วยแม่นางเหลียนและหยุนเยี่ยน
“ใครมาที่บ้านรึ? แล้วเขามาทำอะไรที่บ้านของเรา?” หยุนลี่เต๋อไม่รอท่า เขาเดินไปพลาง เอ่ยถามไปพลาง บางทีอาจเป็นเพราะไม่คุ้นชินกับเรื่องน่ายินดีที่เกิดขึ้นกับตน สัญชาตญาณของเขาจึงคิดว่าน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นอีกแล้ว
“คนในเมืองใจกว้างยิ่งนัก คนที่นำทางเขามาล้วนได้เงินรางวัลทุกคน ฮี่ฮี่” ซานหลางเลียริมฝีปาก เขาไม่เอ่ยคำให้มากความและเอาแต่เร่งเร้าให้ลุงรองรีบเดิน “เร็วเข้าสิขอรับ ข้าอยากได้เงินรางวัลเช่นกัน”
เหตุใดมันจึงดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการติดสินบนผู้คนเล่า? หัวใจของหยุนลี่เต๋อพลันเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่แม่นางเหลียนและหยุนเยี่ยนเดินตามมาไม่ห่าง
หยุนลี่เต๋อกึ่งเดินกึ่งวิ่งตลอดทาง ไม่นานก็มองเห็นรถม้าหรูหราจอดอยู่หน้าประตูลานบ้าน รอบ ๆ มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งทั้งเด็กและผู้ใหญ่กำลังยืนมุงดูสิ่งของหายากในชนบท เมื่อมองเห็นหยุนลี่เต๋อ พวกเขาก็พูดพล่ามไม่หยุด “เจ้ารอง แขกผู้มีเกียรติมาเยือนบ้านของเจ้าแล้ว!”
“ดูท่าทางของคุณชายผู้สูงศักดิ์สิ!”
“ยังมีคุณหนูที่สวมเครื่องประดับเงินและทอง…”
หยุนลี่เต๋อรีบเดินเข้าไปในลานบ้าน เขายังไม่ทันวางเครื่องมือการเกษตรในมือลง ซานหลางก็วิ่งแจ้นไปที่หน้าประตูห้องโถงก่อนตะโกนเสียงดังราวกับอยู่ในงานมงคล “ท่านปู่ ๆ ข้าเรียกท่านลุงรองกลับมาแล้วขอรับ!”
“ท่านพ่อ” เหงื่อเย็นเกาะพราวทั่วไปหน้าของหยุนลี่เต๋อ แต่ก่อนที่จะล้างหน้า เขาได้มองเข้าไปในห้องโถงและมองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งลุกยืนขึ้นและเดินออกมาสองสามก้าว จากนั้นประสานมือเพื่อคารวะตน
“นี่คือ?” หยุนลี่เต๋อนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนรีบทำความเคารพอีกฝ่ายด้วยใบหน้าตึงเครียด
ภายในห้องโถง
หลังจากพี่น้องตระกูลเฉียนอธิบายจุดประสงค์ในการมาเยือน หยุนลี่เต๋อก็สับสนเล็กน้อย ทว่ายังคงยิ้มอย่างจริงใจ “แต่โชคไม่ดีที่เชวี่ยเอ๋อเดินทางเข้าไปในเมืองแล้ว กว่านางจะกลับมาก็ต้องรอจนถึงยามเที่ยง ถ้าอย่างนั้นเรียนเชิญท่านทั้งสองอยู่รับประทานอาหารด้วยกันเถิด”
หลังจากพูดจบ หยุนลี่เต๋อจึงรู้สึกว่าสิ่งที่ตนพูดออกไปนั้นไม่เหมาะสม ทั้งสองคนเป็นคุณชายและคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ไหนเลยจะมานั่งเบียดเสียดที่โต๊ะตัวเล็กและซอมซ่อกับพวกเขา
ไม่เหมาะสม ๆ
“พวกเราเป็นคนบ้านนอกจึงไม่มีอาหารเลิศหรู หากท่านทั้งสองคนไม่รังเกียจข้าจะให้แม่ของเชวี่ยเอ๋อทำอาหารให้ท่านทั้งสองคนเป็นพิเศษขอรับ” หยุนลี่เต๋อกล่าวเสริมขณะถูฝ่ามืออันหยาบกร้านเข้าด้วยกัน
“เป็นพวกเราพี่น้องต่างหากที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ อย่าลำบากท่านเลย” เฉียนจู่อวี้สังเกตเห็นสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่ายจึงเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ข้ากับพี่ชายบังเอิญผ่านมาจึงเข้ามาขอน้ำชาดื่มสักถ้วย และเพื่อเป็นการไม่เสียเวลา”
นางสวมเสื้อผ้าราคาแพงที่มีการตัดเย็บอย่างประณีต ทว่าไม่มีท่าทีโอหังแม้แต่น้อย คำพูดแต่ละคำล้วนฟังรื่นหู นางยกมืออย่างอ่อนโยนขึ้นพลางเอ่ยเรียกเด็กรับใช้ “เสี่ยวซ่วน”
เด็กรับใช้ผู้มีบุคลิกปราดเปรียวก้าวไปด้านหน้าสองก้าวและยื่นของขวัญในมือออกไป
“ข้ารับไว้ไม่ได้ ๆ” หยุนลี่เต๋อโบกมือ ชายฉกรรจ์ที่เติบโตขึ้นมาภายในชนบทนั้นพูดไม่เก่ง หลังจากโบกมือปฏิเสธอยู่นาน เขาจึงกล่าวปฏิเสธเสียงแข็ง “ไร้บุญไร้รางวัล*…”
*ไร้บุญไร้รางวัล หมายถึง ไม่สามารถรับของกำนัลจากผู้อื่นโดยไม่มีทำสิ่งใดตอบแทนได้
บัณฑิตผู้รอบรู้ไม่จากไปไหน มุมปากของเขายกโค้งขึ้นขณะเผยท่าทีอ่อนโยน เขาพลันรู้สึกว่าชายหนุ่มจากหมู่บ้านในชนบทเช่นน้องชายต้องทำเรื่องขายหน้าเป็นแน่
“มันไม่ใช่สิ่งของมีค่าอะไร เราจะมาบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับเชิญด้วยมือเปล่าไม่ได้ขอรับ” เฉียนจินชานยิ้มอย่างมีเมตตา น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงใจกว่าตอนที่คุยโวกับหยุนลี่จงอยู่หลายขุม
‘ของมีค่า’ สำหรับคนรวยและ ‘ของมีค่า’ สำหรับชาวบ้านธรรมดานั้นไม่เหมือนกัน หยุนลี่เต๋อมองดูผ้าไหมและกล่องของกำนัลบนโต๊ะก่อนถูผ้ามือเข้าด้วยกันพลางเผยสีหน้าประหม่า
ขณะเดียวกันภายในห้องชั้นบน
หากไม่ใช่เพราะผู้มาเยือนยังคงอยู่ในห้องโถง หยุนชิ่วเอ๋อคงวิ่งเข้าไปโวยวายในลานบ้านแล้ว ทว่าในความเป็นจริง นางทำได้เพียงเดินวนไปมาข้างหน้าต่างพร้อมเอ่ยถามแม่นางจ้าว “เกิดอะไรขึ้น! ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกัน?”
“นั่น…” แม่นางจ้าวไม่รู้จะกล่าวคำใด
“ไร้ประโยชน์!” หยุนชิ่วเอ๋อเผยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่รู้ว่านางด่าแม่นางจ้าวหรือหยุนลี่จงกันแน่
แม่นางจ้าวกำผ้าเช็ดหน้าแน่นขณะก้มหน้าไม่พูดไม่จา ฮูหยินเฒ่าที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงกลอกตาไปมาอย่างอารมณ์เสียพลางแค่นเสียง “เป็นอย่างไรล่ะวิ่งแจ้นออกไปเสนอหน้า แต่สุดท้ายเขาก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง”
“ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงพูดจาหยาบคายเช่นนี้!” หยุนชิ่วเอ๋อกลอกตาขณะที่ใบหน้าบึ้งตึงกว่าเดิม นางรู้สึกว่าตนกำลังจะสูญเสียทุกอย่าง “นังเด็กเปรตลูกสาวพี่รองตั้งตนเป็นศัตรูกับข้าแล้ว!”
“เจ้าเคยบอกว่านางเป็นแค่เด็กบ้านนอก ไม่รู้จักวิธีการประจบสอพลอคนในตระกูลขุนนางมิใช่หรือ?” แม่นางจ้าวชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำเสียงอันเฉียบคมของนางแฝงไปด้วยความยุยง
“นังเด็กหน้าด้าน! ไร้ยางอาย! ถุย!” หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกเคียดแค้นไม่น้อย นางสะบัดแขนเสื้ออย่างโมโหและใช้มือปัดตะเกียงที่อยู่ตรงขอบหน้าต่างลงบนพื้นอย่างแรงจนน้ำมันในนั้นสาดกระเซ็นทั่วพื้น
“เจ้าคนขี้แพ้ เจ้าเอาแต่กินแล้วนอนและแต่งตัวสวย ทั้งยังหาเงินไม่ได้แม้แต่แดงเดียว หายใจทิ้งไปวัน ๆ” แม่เฒ่าจูตบต้นขาพลางเปิดปากด่าทอ ทว่านางไม่กล้าส่งเสียงดังนัก
เสื้อผ้าชุดใหม่ของหยุนชิ่วเอ๋อเปื้อนน้ำมันถึงเจ็ดแปดส่วน นางรีบใช้มือปัดคราบน้ำมันออกทันทีจนมือเหนียวเหนอะหนะพร้อมขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ ในขณะที่กำลังจะเปิดปากสบถด่าทอ นางก็เหลือบไปเห็นสองพี่น้องตระกูลเฉียนลุกยืนขึ้นและเดินออกจากห้องโถง
“ข้ากับน้องสาวยังมีธุระที่ต้องทำต่อ ไม่รบกวนท่านต่อไปแล้ว” เฉียนจินชายสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ก่อนประสานมือทำความเคารพ
“หากคนบ้านนอกอย่างเราต้อนรับพวกท่านบกพร่อง ก็อภัยให้ด้วยเถิด” หยุนลี่เต๋อส่งแขกออกนอกประตูอย่างสุภาพ
เมื่อเห็นว่าเฉียนจินชานกำลังจะเดินออกจากลานบ้าน หยุนชิ่วเอ๋อรีบยกชายกระโปรงขึ้นทันที แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวขาออกไป นางก็สังเกตเห็นเสื้อผ้าของตนเปื้อนน้ำมันจึงกระทืบเท้าอย่างโมโห
ทันใดนั้นซานหลางที่วิ่งมาจากทางใดไม่ทราบ เขายืนขวางประตูเรือนไม่ขยับเขยื้อนพลางเงยหน้ามองเฉียนจินชานและเบิกตากว้าง
เฉียนจินชานนิ่งอึ้ง
“ท่านยังไม่ได้ให้เงินรางวัลแก่ข้าขอรับ” ซานหลางแบมือและยื่นไปตรงหน้าของอีกฝ่ายก่อนเลียริมฝีปากพลางเหลือบมองหยุนลี่เต๋อ “ลุงรอง ข้าเป็นคนไปเรียกลุงรองที่ทุ่งนา”
“ซานหลาง อย่าเสียมารยาท” ปกติแล้วหยุนลี่เต๋อเป็นคนอารมณ์ดีและไม่เคยตำหนิลูกหลาน ทว่าครานี้เขากลับเผยสีหน้าลำบากใจ