ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 248 แขกพิเศษมาถึงที่
ตอนที่ 248 แขกพิเศษมาถึงที่
ในตอนนี้ผู้เฒ่าหยุนไม่ยอมให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกและอยากจะพักผ่อนหย่อนใจเพียงเท่านั้น แต่หยุนชิ่วเอ๋อติดนิสัยคอยหาเรื่องผู้อื่นและนำเรื่องไม่สบายใจมาให้อยู่ตลอด
หยุนชิ่วเอ๋อรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องดังกล่าวมาสองวันแล้ว ทว่าความรู้สึกนี้ก็ยังไม่ได้หายไป หนำซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นราวกับมีไฟลุกไหม้อยู่กลางทรวงอกของนาง ยิ่งได้เห็นหยุนเชวี่ยความเกลียดชังยิ่งปะทุขึ้นเสียจนดวงตาแดงก่ำ
ขณะที่หยุนชิ่วเอ๋อกำลังคิดว่าจะวางแผนการเลวร้ายอย่างไรดี หมู่บ้านไป๋ซีก็เกิดเรื่องใหญ่เป็นที่โจษจันขึ้นอีก
ช่วงกลางวันของวันเดียวนี้ มีผู้คนเห็นว่ารถม้าคันหนึ่งได้ขับเข้ามาในหมู่บ้านไป๋ซี กรอบหน้าต่างของรถม้าแกะสลักเป็นลายดอกโบตั๋นอย่างสวยงามและมีจี้ผูกอยู่สี่มุมของหลังคารถดูประณีตงดงามยิ่ง
สารถีผู้ขับรถม้าเป็นคนหนุ่มและแต่งกายเหมือนคนรับใช้ทั่วไป แต่เมื่อมองทรงผมที่เรียบแปล้ รวมถึงเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างพอดีตัวทั้งยังไม่ใช่รูปแบบที่เห็นกันอย่างดาษดื่นก็พอคาดเดาได้ว่าต้องมาจากตระกูลร่ำรวยเป็นแน่ ชายหนุ่มกระตุกเชือกพลางตะโกน “ฮู่” แผ่วเบา จากนั้นฝีเท้าของม้าตัวนั้นก็ค่อย ๆ ช้าลง
บังเอิญวันนี้หวังหลี่เจิ้งว่างจากงานอื่นพอดิบพอดี เขาจึงเดินทางมานั่งอยู่บนหินโม่จุดประจำบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านพลางพูดคุยโอ้อวดกับเหล่าชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ว่างจากงานเช่นกัน หลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับอัจฉริยะจิงเทียนและเกียรติยศของวงศ์ตระกูลจบแล้วจึงหยุดพักดื่มน้ำสักครู่ แต่แล้วก็มีบางคนเรียกร้องให้เขาเล่าต่อไป
หวังหลี่เจิ้งหรี่ตาพลางลูบเคราของตัวเองพลางเตรียมตัวอ้าปากเล่าเข้าเรื่องที่ใหญ่กว่าเดิม ขณะที่ทุกคนพร้อมใจเงียบรอฟัง ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของม้าดัง “กุบกับ” และเสียงล้อรถบดเคลื่อนไปกับพื้นถนนพลันดังขึ้นจากข้างหลัง
ชายหนุ่มสารถีรถม้าโน้มตัวและกระโดดลงมาโค้งคำนับหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มพลางเอ่ยถาม “ท่านผู้เฒ่า ข้าได้ยินว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีตระกูลหนึ่ง… แซ่หยุน อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม…” หวังหลี่เจิ้งพยายามทำใจให้ผ่อนคลายขณะเหลือบมองดูรถม้า
ชายหนุ่มยิ้มตอบ “ข้าน้อยมาจากในเมือง มาพบกับมิตรสหายที่นี่ จึงใคร่ขอให้ท่านช่วยบอกทางให้แก่ข้า”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องการมาเยี่ยมมิตรสหายและเห็นว่าผู้มาเยือนนั้นเตรียมข้าวของมากมายจึงพยักหน้ารับ “ในหมู่บ้านแห่งนี้มีตระกูลหยุนอยู่บ้านหนึ่ง คิดว่าน่าจะเป็นคนที่เจ้าต้องการมาเยี่ยม ซวนจู้ ส่งแขกหน่อย”
สิ้นเสียงของหวังหลี่เจิ้ง เด็กหนุ่มตัวใหญ่คนหนึ่งลุกขึ้นมาจากบรรดาเด็กหกถึงเจ็ดขวบที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักคุ้นจึงเผยรอยยิ้มทว่าไม่กล่าววาจาใดและมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหยุนทันที
ชายหนุ่มคำนับเป็นการขอบคุณอีกครั้งก่อนกระโดดขึ้นควบม้าและบังคับรถเคลื่อนตามไปอย่างช้า ๆ
กลุ่มเด็กหนุ่มไม่ใส่ใจฟังเรื่องเล่าจากปากหวังหลี่เจิ้งอีกต่อไปและเพียงแต่หัวเราะตามพวกผู้ใหญ่ตามน้ำไปเท่านั้น ส่วนพวกเด็ก ๆ พากันหัวเราะคิกคักแล้ววิ่งตามรถม้าไปทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นี่ บ้านตระกูลหยุนได้ไปรู้จักกับแขกพิเศษจากตระกูลร่ำรวยใดกัน?” ชายคนหนึ่งมองรถม้าที่เคลื่อนตัวออกไปห่างพอสมควรพลางเอ่ยถาม
“เห็นทีคงมาจากในเมืองกระมัง ดูจากการแต่งกายสะอาดสะอ้านเรียบร้อยของคนขับรถม้าแล้ว คงต้องเป็นตระกูลที่รับราชการขุนนางอย่างแน่นอน”
“ครู่ข้าแอบเห็นผ่านหน้าต่างรถม้า ด้านในนั้นเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง…”
“ได้ยินว่านายท่านบัณฑิตลูกชายคนโตของตระกูลหยุนคบค้าสมาคมกับพวกคนร่ำรวยในเมืองอยู่ไม่น้อย ครอบครัวของพวกเขาคงใกล้ถึงวาระโบยบินในอีกไม่ช้าแล้วสินะ?”
พวกผู้ใหญ่ต่างแสดงความคิดเห็นแตกระแหงกันออกไปหลายส่วน ต่างจากพวกเด็ก ๆ ที่เห็นรถม้าวิ่งไกลออกไป จึงพากันลุกขึ้นบ้างเพราะใคร่ตามไปดูว่าจะเกิดความครึกครื้นใดขึ้น
รถม้าเคลื่อนไปตามทางซึ่งค่อนข้างแคบอย่างมั่นคง จี้เหล็กตรงหัวผ้าคลุมหลังคาทั้งสี่มุมแกว่งไกวไปมาอย่างช้า ๆ กระทั่งกลุ่มเด็กซึ่งรับอาสานำทางมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านตระกูลหยุน ชายหนุ่มสารถีจึงดึงบังเหียนม้าพร้อมส่งเสียง “ฮู่!”
“เสี่ยวซ่วน ไปแจ้งให้พวกเขารับรู้เสียก่อนเถิด” มือเรียวผอมข้างหนึ่งของชายผู้อยู่ในรถแง้มผ้าม่านเปิดออกเล็กน้อย
มองจากภายนอกแล้วเขาคาดว่าตระกูลนี้คงเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีระเบียบกฎเกณฑ์เคร่งครัด สังเกตได้จากประตูเรือนที่เปิดโล่งแต่ไม่มีผู้ใดบุ่มบ่ามเข้าออก เขาเอียงคอมองลอดผ่านหน้าต่างที่แขวนม่านมุกไว้พลางพยายามสำรวจความเคลื่อนไหวในลานบ้าน
เสี่ยวซ่วนกระโดดลงจากรถม้าพลางใช้แส้ฟาดเบา ๆ เป็นสัญญาณให้ม้าเคลื่อนออกจากโครงรถ ก่อนควักเอาเหรียญออกแจกจ่ายให้กับกลุ่มเด็กที่นำทางเขามา จากนั้นเขาก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวยืนอยู่นอกเขตบ้านพลางตะโกนเรียกขาน “มีใครอยู่ในบ้านหรือไม่…”
เขาเพิ่งพูดไปได้ครึ่งประโยคและยังไม่ทันได้แสดงตนว่ามาจากตระกูลใด กลุ่มเด็กพวกนั้นที่ได้ค่าตอบแทนเมื่อครู่จึงเดินเข้าไปพลางช่วยตะโกนร้องเรียก “นายท่านบัณฑิต นายท่านบัณฑิตขอรับ มีแขกมาพบท่าน…”
ขณะนั้นยังไม่ถึงเวลาพักเที่ยง หยุนหลี่จงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานพลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นประคองศีรษะ ส่วนมืออีกข้างถือตำราวิชาการเอาไว้และกำลังเพ่งสมาธิจดจ่อกับเนื้อหา แต่แล้วเขากลับถูกเสียงตะโกนที่ดังฟังชัดเหล่านี้รบกวนเข้า
ฤดูใบไม้ผลิอาจง่วงงุนง่าย ฤดูใบไม้ร่วงอาจก่อให้เกิดความอ่อนเพลีย ฤดูร้อนอาจเผลอสัปหงก ส่วนฤดูหนาวเขาจะนอนไม่ตื่นเลย หยุนลี่จงยึดกฎสภาพร่างกายแต่ละฤดูอย่างจริงจัง ทว่าเวลานี้คือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างฤดูร้อนไปสู่ฤดูใบไม้ร่วง มือและเท้าของจึงเกิดความอ่อนเพลียทั้งยังรู้สึกง่วงนอนยิ่ง เปลือกตาของเขาจวนปิดบรรจบกันและลืมไม่ขึ้นประหนึ่งทากาวไว้
เสียงรบกวนดังกล่าวทำให้เขาตระหนกจนสะดุ้งสุดตัว ขณะกำลังจะก่นด่าว่าเด็กไม่รู้ประสาที่ไหนบังอาจทำลายความสงบของบ้านอื่น แม่นางจ้าวกลับผลักประตูเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ใบหน้าแสดงออกถึงความตื่นเต้นระคนยินดี
“เจ้านี่นานวันเข้ายิ่งไร้ซึ่งมารยาท…” หยุนลี่จงเอ่ยปากตำหนิด้วยความรำคาญ
“เร็วเข้าเถิด” แม่นางจ้าวไม่มีเวลาสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย นางคว้าแขนของสามีเพื่อลากเขาให้ลุกจากเก้าอี้ “มีแขกตระกูลร่ำรวยจากในเมืองมาพบท่านพี่น่ะ!”
หยุนลี่จง…
นับตั้งแต่หลอกล่อเอามรดกก้อนสุดท้ายที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของผู้เฒ่าหยุนมาได้ หยุนลี่จงก็ไม่อยากพูดจากับแม่นางจ้าวให้มากความ หากไม่มีเหตุจำเป็นก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสวนากับนางทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องอาหารการกินทั้งสามมื้อในแต่ละวัน
แม่นางจ้าวคิดว่าหยุนลี่จงคงทำมาค้าขายกับคนในเมืองพวกนี้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วหยุนลี่จงเพียงคบหากับมิตรสหายที่พอมีเงินอยู่บ้างและเอาแต่ร่ำสุราเสเพล ดังนั้นทันทีที่นางได้ยินว่ามีคนในเมืองต้องการมาพบจึงคาดเดาไปว่าเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงที่นำไปลงทุนเห็นผลแล้ว ทำให้นางรีบวิ่งออกมาต้อนรับโดยไม่คิดเอะใจอะไรมาก ครั้นเขาเดินออกจากห้องไปเพียงสองก้าวจึงตระหนักว่าต้องวางตนเป็นบัณฑิตผู้สูงส่ง เขารีบหันไปสั่งแม่นางจ้าวทันที “หยิบพัดมาให้ข้า!”
แม้ว่าหยุนลี่จงมีความเพียรเพียงน้อยนิด ทว่าเขามีชื่อเสียงด้านการสอบผ่านเป็นบัณฑิตมานานนับยี่สิบกว่าปี เขาแต่งกายโดยสวมเสื้อคลุมตัวยาวและจับด้ามพัดแนบอก ใบหน้าขาวผ่องซึ่งไม่เคยถูกแดดหรือลมจึงยิ่งส่งเสริมให้เขาเปี่ยมด้วยสง่าราศี
หยุนลี่จงถือพัดด้วยมือข้างเดียว มืออีกข้างยกชายเสื้อคลุมยาวขณะก้าวเดินออกมาจากประตูห้องฝั่งปีกตะวันออก ส่วนผู้เฒ่าหยุนก็ออกมาต้อนรับเช่นกันในฐานะเจ้าบ้าน พวกเขาพบว่าชายหนุ่มบนรถม้านั้นสวมเครื่องหยกประดับศีรษะ ทั้งยังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน
ชายผู้นั้นอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ รูปร่างผอมสูง เขาสวมเสื้อผ้าไหมสีแดงเข้มปักลายด้วยดิ้นทองแลดูเอิกเกริกเล็กน้อย ทว่ากิริยามารยาทของเขาสุภาพมากปราศจากความเย่อหยิ่ง เขาก้มศีรษะคำนับผู้เฒ่าหยุนขณะบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
ผู้เฒ่าหยุนยังไม่ทันคิดออกว่าคุณชายผู้มั่งคั่งคนนี้มาจากตระกูลใด เขาหยุดยืนนิ่งด้วยความตะลึงงัน เมื่อรู้สึกตัวและได้สติกลับคืนมาก็รีบยื่นมือไปประคองอีกฝ่ายขึ้นพร้อมเอ่ยถามว่า “ท่านนี้คือ…”
“นายน้อยของข้าแซ่เฉียน ไม่ทราบว่าท่านคือผู้เฒ่าหยุนใช่หรือไม่?” เสี่ยวซ่วนออกปากถามแทนผู้เป็นนาย
“ใช่ ใช่” ผู้เฒ่าหยุนรีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินกลุ่มเด็กตะโกนว่าคนผู้นี้ต้องการพบปะกับหยุนลี่จงจึงไม่กล้าชักช้า พร้อมเบี่ยงตัวไปด้านข้างเปิดทางให้แขกพิเศษเดินเข้าไปในห้องโถงทันที “เชิญท่านทั้งสองเข้ามาก่อนเถิด”
หยุนลี่จงเห็นผู้มาเยือนชัดแล้วจึงพบว่าอีกฝ่ายไม่ใช่สหายบัณฑิตที่เคยร่ำเรียนด้วยกัน ทั้งยังไม่ใช่คนที่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน เรียกได้ว่าไม่เคยพบพานแม้แต่ครั้งเดียว! ทว่าเมื่อรู้ตัวอีกทีตนก็เดินตามผ่านประตูเข้ามาแล้ว ไม่ทันได้คิดใคร่ครวญให้มากความ เขากระพือพัดบังบริเวณหน้าอกพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีแขกพิเศษจากทางไกลมาเยือนถึงที่ จึงมิได้เตรียมการต้อนรับอย่างเหมาะสม…”
……………………………………………………………………………………..