ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 247 ตั้งเวทีชมการแสดง
ตอนที่ 247 ตั้งเวทีชมการแสดง
“ซ่า…” น้ำหนึ่งขันถูกสาดลงไปในหม้อ ควันโขมงคลุ้งอบอวลอยู่ในห้องครัวจนมองสิ่งใดไม่เห็น
แม่นางจ้าวพยายามแหกปากร้องลั่น “แย่แล้ว ไฟจะไหม้ครัวแล้ว!”
เมื่อหยุนลี่เต๋อเห็นควันลอยโขมงออกมาจากห้องครัวจึงรีบยกอ่างไม้บรรจุน้ำไปยังห้องครัวอย่างไม่รอช้า ขณะที่เขากำลังจะพุ่งตัวจะเข้าทางประตูไปก็ชนเข้ากับแม่นางเฉินที่วิ่งออกมาด้วยความตกใจจนหัวกระแทก
“ข้าไม่เป็นอะไร” แม่นางเฉินพยายามรักษาท่าทีนิ่งสงบทั้งที่เหงื่อแตกพลั่กและกำลังหอบหายใจเฮือกใหญ่
หยุนลี่เต๋อเดินเข้าไปดูด้วยความไม่วางใจ เขาพบว่าเตาในห้องครัวถูกความร้อนทำให้ปะทุจนเสียหายไปหมดแล้ว ส่วนตัวน้ำในหม้อนั้นแห้งกรังและขึ้นตะกรันเป็นสีดำสนิทจนดูไม่ออกว่ามีผักหรือวัตถุดิบอื่นใดลอยอยู่กลางหม้อ ทั่วห้องครัวตลบไปด้วยกลิ่นไหม้ ซ้ำร้ายไฟในเตาก็ยังคงลุกโชนอยู่
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนักหยุนลี่เต๋อจึงวางถังไม้ลงโดยไม่ได้สนใจแม่นางจ้าวที่เอาแต่ร้องโหวกเหวกโวยวายหรือแม้แต่แม่นางเฉินที่เป็นต้นเหตุ เขาเดินไปตักดินจากในสวนเพื่อใช้ดับไฟลุกไหม้ให้มอดลงเสียก่อนจึงค่อยวางใจลง
“สะใภ้สาม เจ้านี่ก็จริง ๆ เลย ทำกับข้าวแค่นี้ยังเผลอไผลครัวไหม้เสียได้!” แม่นางจ้าวไม่รอให้แม่นางเฉินได้พักหายใจหายคอ และไม่รอคอยให้แม่เฒ่าจูออกมาสาปแช่งด้วยตนเอง นางได้ทีรีบออกปากเอ่ยโทษอีกฝ่ายก่อนสิ่งอื่นพลางตบหน้าอกของตนเองเบา ๆ เป็นการปลอบประโลม “หากข้าไม่ร้องตะโกนให้คนมาช่วย บ้านของเราคงถูกไฟไหม้เพราะเจ้าเสียแล้ว! ไม่รู้ว่าเอาแต่ใจลอยไปไหนกัน!”
แม่นางเฉินยังไม่ทันรู้สึกตัวและยืนตัวแข็งกระด้างไม่พูดไม่จาอยู่ที่เดิม บนหน้าผากมีหยดเหงื่อผุดพราวขึ้นทั่วจนปาดออกไม่ทัน เวลานี้นางไม่เพียงร้อนอย่างเดียวแต่ยังรู้สึกผิดอีกด้วย
โดยปกติแล้วต่อให้เกิดเรื่องเล็กเท่าเมล็ดงาหรือลูกเดือยเท่านั้นนางก็ถูกแม่เฒ่าจูพ่นคำผรุสวาทชุดใหญ่ ดังนั้นหากครั้งนี้ไม่ถูกนางเผยสีหน้าเกรี้ยวกราดพร้อมสบถด่าไปถึงโคตรเหง้าบรรพบุรุษสิบแปดรุ่น เห็นทีคงเป็นเรื่องประหลาดนัก
ในที่สุดก็เป็นจริงดังคาด แม่เฒ่าจูก็ชักสีหน้าพลางเขย่งเท้าเดินเข้าไปสำรวจในห้องครัวหนึ่งรอบ จากนั้นจึงเดินกลับออกมาด้วยใคร่คว้าเอามีดมาปาดเนื้อของนางเฉินลงไปเคี่ยวในหม้อให้เละเสีย ผ่านไปอึดใจเดียวจึงอ้าปากพ่นคำสาปแช่งที่ทำร้ายจิตใจอย่างเจ็บแสบออกมาทันที
“ดวงตาของเจ้าบอดไปแล้วหรืออย่างไรกัน? แม้แต่อาหารมื้อเดียวยังทำได้ไม่ดี เจ้านี่มันไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าหัวหมูเสียอีก! ตะกละตะกลามแต่จะกินให้ไขมันพอกตาย แม่หมูมันยังรู้จักออกลูกรู้คุณคนยิ่งกว่า!”
หลังพักจากการใช้เสียงไปสองสามวัน แม่เฒ่าจูที่เป็นเหมือนเป็นปรมาจารย์ของการกวาดล้างจึงเปี่ยมไปด้วยพลังในด้านน้ำเสียงที่ดังเสียยิ่งกว่าแปดหลอด ซึ่งเสียงสบถด่าของนางครั้งนี้อาจดังกระจายไปไกลในรัศมีมากกว่าสองลี้ทีเดียว!
ครั้นถูกด่าเชิงเปรียบเทียบว่า ‘แม่หมูมันยังรู้จักออกลูกรู้คุณคนยิ่งกว่า’ แม่นางเฉินจึงก้มหน้างุดพลางเผยสีหน้าหมองเศร้า ทำตัวประหนึ่งชิ้นเนื้อหมูที่ไม่กลัวน้ำร้อนลวกพลางเก็บกวาดทุกสิ่งอย่างโดยไม่ปริปากเอ่ยคำใด
“ช่างเป็นตัวกาลกิณีเสียจริง…” แม่เฒ่าจูก่นด่าอยู่นาน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไร้ซึ่งการตอบสนองใดก็ให้ความรู้สึกคล้ายต่อยตีอยู่กับปุยฝ้ายที่ไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยา ดังนั้นนางจึงโกรธมากเสียจนควันแทบพุ่งออกทางหู
นางเคืองแค้นยิ่งจึงเดินวนไปมาในบริเวณลานบ้านด้วยความโมโหสุดขีด ก่อนจะคว้าได้ไม้กวาดใกล้มือและเงื้อขึ้นสุดแรงหมายใช้เป็นอาวุธทุบตี แม่นางเฉินเล็งเห็นว่าครั้งนี้ไม่ดีแล้วจึงก้าวขาออกเตรียมวิ่งหนี ยังไม่ทันวิ่งห่างออกไป เสียงตะโกนของผู้เฒ่าหยุนจึงดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”
“ไปเก็บกวาดครัวเสีย” ผู้เฒ่าหยุนเอามือไพล่หลังพลางมองแม่นางเฉินด้วยสายตาเกลียดชัง จากนั้นจึงหันกลับมาตำหนิแม่เฒ่าจูด้วยความไม่พอใจยิ่ง “เจ้าเองก็อย่าทำให้เรื่องวุ่นวายมากไปกว่านี้เลย กลับเข้าบ้านไปเสีย”
“ถ้ากินข้าวได้แต่ทนโดนตีไม่ได้ก็ออกไปจากตระกูลหยุนซะ!” แม่เฒ่าจูหันมองนางเฉินด้วยแววตาเกลียดชัง แต่เพราะยังเกรงกลัวในโอวาทของสามีอยู่บ้างจึงฝืนกลืนน้ำลายลงคอพลางหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป
แม่นางจ้าวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะเดิมทีนางใคร่นั่งดูเหตุการณ์ดุเดือดที่เกิดขึ้นและรอชมการแสดงที่น่าขบขัน น่าเสียดายที่เรื่องยังไม่ทันก่อเค้าความวุ่นวายกลับถูกผู้เฒ่าหยุนมาควบคุมสถานการณ์ได้ทันเวลา นางจึงทำเพียงสะบัดผ้าเช็ดหน้าพร้อมกลอกตาอย่างนึกเบื่อหน่าย
ถึงเฉินซื่อไม่ได้โหวกเหวกโวยวายอะไรทว่านางก็ไม่เคยอยู่อย่างสบายเช่นคำที่แม่เฒ่าจูกล่าวหา ทุกคราวที่ทั้งสองโต๊ะมีจานอาหารวางอยู่ เวลาคนอื่นนั่งนางกลับต้องยืนคอย และเมื่อผู้อื่นกินนางก็ทำได้เพียงยืนมองเท่านั้น
โดยนิสัยแล้วนางเป็นคนโลภและหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา เมื่อนางได้ยินเสียงหยุนลี่เซียวเคี้ยวอาหารเสียงดังก็รู้สึกว่าภายในช่องท้องของนั้นช่างว่างเปล่าและปั่นป่วนเสียจนตาลายไปหมดและอยากจะพุ่งเข้าไปแย่งกินสักคำสองคำ
หลังจากผ่านมื้ออาหารไปไม่นาน หยุนเชวี่ยก็เดินประคองชามเนื้อตุ๋นถั่วเข้ามาในห้องอาหาร จากนั้นจึงวางลงบนโต๊ะตรงหน้าสองผู้เฒ่าผู้นำตระกูลพร้อมกล่าว “ท่านปู่ ท่านพ่อมอบหมายให้ข้านำอาหารชามนี้มาให้ท่านเจ้าค่ะ”
“อึก…” แม่นางเฉินกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก สายตานั้นยืดยาวราวตะขอเกี่ยวคันเบ็ดและจับจ้องไปยังถ้วยเนื้อตุ๋นอย่างไม่ละสายตา
“มองอะไร ไม่มีส่วนของเจ้า!” แม่เฒ่าจูเคาะตะเกียบลงบนขอบถ้วยก่อนแค่นเสียงเย็นชาออก “หุ่นเช่นเจ้า ไม่กินสิ่งใดสักสิบวันถึงสักครึ่งเดือนก็คงไม่กระทบกระเทือนลำไส้หรอกกระมัง!”
แม้แต่ลูกในไส้ของตัวเองแม่เฒ่าจูยังไม่เคยคิดใจอ่อน และยิ่งไม่มีทางที่นางจะใจอ่อนกับคนนอกที่มีฐานะเป็นเพียงสะใภ้อย่างแน่นอน หากประกาศว่าไม่ให้กินก็คือไม่อนุญาตให้แตะต้องแม้แต่คำเดียว และแม้แม่นางเฉินจะหิวโหยจนไส้คอดกิ่วเพียงใดก็ยังต้องทำงานบ้านดังเดิม ทั้งล้างจาน ซักผ้า เผาฟืน โดยห้ามขาดตกบกพร่องแม้สักกระเบียด
สุดท้ายแม่นางเหลียนก็อดเวทนาสงสารไม่ได้ จึงลอบเข้าไปในครัวและตักอาหารที่หลงเหลือจากมื้อกลางวันส่งให้แม่นางเฉินในตอนที่ไม่มีใครอยู่
“พี่สะใภ้รอง” แม่นางเฉินใช้มือสกปรกรับมาก่อนกัดเข้าไปครึ่งคำ จากนั้นจึงพูดขึ้นเสียงอู้อี้ทั้งที่ในปากยังคงเคี้ยวอาหารอยู่ “เหตุใดจึงเหลืออยู่เพียงก้นหม้อเท่านั้นล่ะ? ไม่แบ่งไว้ให้ข้ามากกว่านี้อีกหน่อย”
“อย่าให้ท่านแม่เห็นเด็ดขาดเชียวนะ” แม่นางเหลียนก็เหลือบมองไปในบ้าน ครั้นเห็นว่าประตูหน้าต่างยังคงเปิดอยู่จึงเกรงว่าหากตนยังอยู่ที่นี่คงหลีกไม่พ้นถูกร่างแหด่ารวมไปด้วย นางตัดสินใจเตรียมจะเดินหนี
แม่นางเฉินรีบยื่นมือมาดึงชายเสื้อของแม่นางเหลียนไว้เสียก่อน นางชะโงกหน้าเหลือบมองก้นหม้ออยู่หลายครั้งก่อนจะเอ่ยปาก “พี่สะใภ้รอง ข้าเห็นเชวี่ยเอ๋อยกขนมเปี๊ยะต้นหอมขึ้นไปไว้บนห้องท่านพ่อท่านแม่ ที่ผ่านมาหากมีอะไรดี ๆ เราก็แบ่งปันกันมาโดยตลอด เหตุใดครั้งนี้จึงตักแต่ของเหลือมาแบ่งปันให้ข้าเล่า…”
แม่นางเหลียนหมดคำพูด ทั้งๆ ที่นางอุตส่าห์เมตตาหวังให้แม่นางเฉินได้มีสิ่งใดตกถึงท้องบ้างเสียหน่อย กลับกลายเป็นว่าสะใภ้สามผู้นี้ได้คืบยังหวังจะเอาศอก หนำซ้ำยังคิดว่าตนเองเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวแล้งน้ำใจ นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน?!
แม่นางเฉินจะทำพูดจาดีก็ต่อเมื่อคนอื่นมีประโยชน์กับตน สองวันที่ผ่านมานางยังชี้หน้าแม่นางเหลียนแล้วตะโกนด่าว่า ‘สะใภ้อย่างเจ้าดีตายล่ะ’ ทว่าครั้งนี้กลับเรียกขานว่า ‘พี่สะใภ้รอง’ อย่างหน้าไม่อายแถมยังคิดอ้อนวอนตนอีก
ทั้งสองดึงรั้งกันไปมากันอยู่ในห้องครัว กระทั่งหยุนซิ่วเอ๋อมองเห็นผ่านหน้าต่างห้องชั้นบนอย่างชัดเจน “เป็นแค่หมูหมากาไก่ยังคิดจะสาระแนยุ่งเรื่องของชาวบ้าน เห็นทีสำรับกับข้าวบ้านรองคงมากมายเสียจนกินไม่หมด ถึงได้แสร้งแสดงน้ำใจเช่นนี้!” นางลอยหน้าลอยตาด้วยความไม่พอใจ น้ำเสียงกระแทกแดกดันไม่เบาและไม่ดังจนเกินงาม แต่พอทำให้แม่นางเหลียนได้ยิน
แม่นางเหลียนตกใจจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้น นางรีบดึงชายเสื้อกลับและรีบเดินกลับออกไปยังห้องฝั่งปีกตะวันตกทันที ส่วนแม่นางเฉินนิ่งงันไปโดยที่สายตายังคงเหม่อมองก้นหม้อพลางกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ตอนที่เรื่องของตระกูลหยูยังไม่เข้ามาทำให้ระแคะระคาย หยุนชิ่วเอ๋อก็รู้สึกราวมีหนามยอกอยู่ภายในหัวอกของตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทว่าช่วงนี้ผู้เฒ่าหยุนรังแต่แสดงสีหน้าหดหู่คล้ำหม่นเสมือนก้นหม้อ นางจึงไม่กล้าที่จะฟาดงวงฟาดงาเฉกเช่นทุกครั้ง ยิ่งคิดนางนิ่งโกรธแค้นและยิ่งร้อนรนใจจนใคร่ถลกหนังหัวผู้ที่หยามหน้านางออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“ท่านพ่อ ท่านไม่เล็งเห็นเลยหรืออย่างไรว่าพวกบ้านรองมันล้วนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคากันทั้งสิ้น ทุกวันนี้แทบจะไม่เห็นหัวผู้ใดในตระกูลอยู่แล้ว!” หยุนชิ่วเอ๋อกัดฟันกรอดพร้อมเผยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
ผู้เฒ่าหยุนค่อย ๆ หลับตาลงก่อนจะยกมือประสานเข้าด้วยกันพลางเอนหลังลงพิงผ่อนคลายที่หัวเตียง ใบหน้าของเขาเหี่ยวยับย่นทว่าไม่แสดงท่าทีตอบสนองแต่อย่างใด “ตระกูลหยูไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างไรกับเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เจ้าอย่าได้ก่อเรื่องใด ๆ อีกเลย ส่วนครอบครัวฝั่งพี่รองของเจ้า… เฮ้อ… ปล่อยวางเสียบ้างเถิด ปล่อยพวกเขาไปเสีย…”
………………………………………………………………………………….