ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 242 ผู้เฒ่าหยู
ตอนที่ 242 ผู้เฒ่าหยู
การเปิดศึกในครั้งนี้ที่ดอกไม้งามแห่งหมู่บ้านไป๋ซีสามารถเอาชนะซานหลางได้ภายในสองกระบวนท่า เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งหมู่บ้านตลอดสองวันเต็ม
ครั้นล่วงเข้าวันที่สามทุกคนต่างมารวมตัวกันเพื่อเข้าไปขายบ๊วยดองในเมือง เหอยาโถวอดใจระงับความสงสัยไว้ไม่ได้จึงลอบกระซิบถามหยุนเชวี่ย “ซานหลางพี่ชายเจ้าไม่เป็นอะไรมากใช่หรือไม่? เหตุใดผ่านมาสองวันแล้วเขายังไม่ออกมาจากบ้านอีก?”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างไรหรอก” หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบ “ต่อให้เจ้าไปยืนจ่ออยู่หน้าประตูบ้านข้าเขาก็ไม่ออกมาพบ คงเกรงว่าออกมาแล้วอาจถูกผู้คนเยาะเย้ยถากถาง ทั้งยังกลัวว่าหากพบเจ้าแล้วต้องเรียกเจ้าว่าพี่ชายอีก”
“พรืด!” เผยเสี่ยวส้วยหลุดหัวเราะ “เขาคงยังนึกว่าตนเองยังมีอำนาจใหญ่โตและพี่เหออวี้ต้องเป็นฝ่ายเรียกเขาว่าพี่ชายอยู่กระมัง ตอนนี้เขาไม่สามารถขโมยข้าว ลอบปล่อยไก่ หรือปล้นเอาผลไม้จากบ้านเรือนผู้อื่นได้อีก เขาสมควรได้รับบทเรียนแล้วล่ะ!”
“เคล็ดวิชาของพี่สืออีช่างร้ายกาจเสียจริง! เมื่อไรเขาจะมีโอกาสได้ฝึกสอนข้าบ้าง?” ตอนนี้เหลียวชีจินกลายเป็นแฟนตัวยงของสืออีไปแล้ว ทั้งยังเต็มใจยกย่องและเรียกสืออีว่า ‘พี่’ ก่อนใคร
“ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงเชียว” เหอยาโถวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ถึงแม้เขาจะไม่ถูกกับสืออีเท่าไรนักแต่ต้องยอมรับว่าการเรียนรู้ทักษะการต่อสู้จากสืออี ทำให้ตนสามารถเอาชนะซานหลางและเชิดหน้าชูตาในหมู่บ้านได้ คิดแล้วยิ่งรู้สึกเบิกบานใจไม่น้อย
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้าลองเจรจากับพี่สืออีให้ข้าทีสิ ว่าหากมีเวลาว่างได้โปรดถ่ายทอดทักษะนั้นแก่ข้าบ้าง” ชีจินเอ่ยถามพลางยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความเขินอาย
“ตลอดทั้งวันเขาไม่มีงานการใดยุ่งเหยิงหรอก” หยุนเชวี่ยเอียงคอมองชีจิน “แต่การร่ำเรียนทักษะการต่อสู้ใช้กำลังไปมีประโยชน์อย่างไรรึ? ต่อให้เจ้าเก่งกาจเพียงใดก็ต้องใช้เงินซื้อซาลาเปาเนื้อสองลูกเพื่อประทังชีพอยู่ดี”
“นั่นไม่เหมือนกันเสียหน่อย…” ชีจินเม้มริมฝีปาก “ท่านลุงของข้าร่างกายไม่แข็งแรง ในบ้านจึงมีเพียงข้าที่เป็นบุรุษซึ่งพอมีกำลังวังชาอยู่บ้าง ข้าต้องแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่เพื่อปกป้องท่านแม่และครอบครัว”
ในสังคมสมัยโบราณยังยึดถือค่านิยมชายเป็นใหญ่ ยิ่งหนึ่งตระกูลมีบุรุษมากเพียงใดยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งมากเพียงนั้น อันที่จริงแม่หม้ายเหลียวไม่ได้มีนิสัยเป็นพิษเป็นภัยกับผู้อื่นเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดคิดปองร้าย ทว่าหากจับพลัดจับผลูเกิดเรื่องขึ้นย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ดังนั้นความคิดเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด
“ข้าก็อยากฝึกฝนเช่นกัน อย่างน้อยอาจพอปกป้องท่านแม่ได้บ้าง” เสี่ยวส้วยเอ๋อคล้ายประทับใจในเจตนาอันดีงามของชีจินจึงออกตัวบ้าง ทั้งสองมักเห็นอกเห็นใจกันเสมอ และพยายามทุกหนทางเพื่อให้ครอบครัวของตนแข็งแกร่งขึ้น
สายตาหยุนเชวี่ยมองสลับระหว่างใบหน้ามุ่งมั่นของคนทั้งสอง “นั่นย่อมได้ ทว่าอย่าทำให้กิจกรรมใหม่ของเจ้าทำให้การหาเงินล่าช้าออกไป จะต้องทำงานให้หนักเพื่อนำเงินมาซื้อเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น และซื้ออาหารให้ตนเองอิ่มท้องเสียก่อน หากมีเวลาว่างค่อยทำการอื่นควบคู่ไปด้วย”
เหตุผลดังกล่าวทั้งชีจินและเสี่ยวส้วยเอ๋อต่างเข้าใจเป็นอย่างดี สีหน้าของทั้งคู่แปรเปลี่ยนกลับมาร่าเริงอีกครั้งและพูดคุยกันไปตลอดทางอย่างสำราญใจ โดยมีความคิดเห็นตรงกันว่าควรแวะร้านค้าเพื่อซื้อขนมฝูหรงมอบให้กับสืออีเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ต่อไป
เขตเมืองอันผิง
เมื่อเข้าไปถึงเมืองทั้งสี่คนจึงแบ่งคนออกไปเร่ขายของเป็นสองทาง ชีจินและเสี่ยวส้วยเอ๋อช่วยกันตะโกนขายบ๊วยดองไปตามท้องถนนอย่างขันแข็ง ส่วนหยุนเชวี่ยและเหอยาโถวตรงดิ่งไปยังร้านขายของชําหยูจี้ ตั้งใจว่าจะซื้อไหและวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการดองผักให้ครบถ้วนเสียก่อน
ร้านของชําหยูจี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก เหนือบานประตูมีป้ายสภาพกึ่งใหม่กึ่งเก่าแขวนอยู่ เมื่อผ่านเข้าประตูมาจะพบกับโต๊ะคิดเงิน ด้านหลังโต๊ะมีชั้นวางของขนาดใหญ่สูงสามชั้น หางตาพวกเขาเหลือบไปมองชายชราที่กําลังหยิบไม้กวาดขนไก่ขึ้นปัดกวาดฝุ่น
ทันทีที่ชายชราเห็นลูกค้าผู้มาใหม่เป็นเด็กหญิงชายที่อายุยังเยาว์จึงไม่ใส่ใจมากนัก และเอ่ยถามทั้งที่ยังหันหลังปัดฝุ่นตามชั้นวางของ “ต้องการสิ่งใดรึ?”
“ไหขนาดใหญ่สำหรับใช้ดองผักเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าว
“ใหญ่ประมาณไหนดีล่ะ?”
“ขนาดที่ราคาสิบเหรียญ จำนวนยี่สิบไห รบกวนนำไปส่งให้ที่หมู่บ้านไป๋ซีด้วยนะเจ้าคะ” ทั้งสองทำการสอบถามรวบรวมข้อมูลมาบ้างแล้ว และพบว่าไหที่ราคาใบละสิบเหรียญมีขนาดความกว้างและความสูงที่พอเหมาะ ที่สำคัญที่ร้านยังรับนำไปส่งถึงที่บ้าน นับว่าคุ้มค่ามากทีเดียว
เมื่อได้ยินว่าเด็กทั้งสองเอ่ยปากขอซื้อไหใบใหญ่จำนวนยี่สิบไห ผู้เฒ๋าหยูจึงรีบหันกลับมามองและใช้มือเคาะที่โต๊ะคิดเงินสองครั้งพร้อมกล่าว “สองร้อยเหรียญ”
“เถ้าแก่ ท่านเกรงว่าข้ายังเด็กอาจไม่มีเงินพอจ่ายใช่หรือไม่?” เหอยาโถววางตะกร้าที่แบกบนหลังมาตลอดทางลง จากนั้นจึงใช้มือปัดเอาเศษใบไม้และข้าวของที่วางคุลมด้านบนออกก่อนหยิบถุงผ้าใบใหญ่ออกจากตะกร้าและวางโครมลงบนโต๊ะ “นับเถิดขอรับ!”
แม้สองร้อยเหรียญถือเป็นเงินจำนวนไม่มากมายนัก ทว่าเหรียญโลหะผสมทองแดงเมื่อรวมกันแล้วมีน้ำหนักไม่น้อยทีเดียว ถุงเงินที่วางอยู่ตรงหน้าจึงมีขนาดใหญ่มากพอที่จะทำให้ผู้เฒ่าหยูตาลุกวาว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงและรีบพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อทำการนับเงินทันที
เงินเหรียญกองละสิบเหรียญจำนวนยี่สิบกองถูกวางเรียงไว้บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นับครบแล้วผู้เฒ๋าหยูจึงเผยสีหน้าปั้นยิ้มที่ดูแล้วไม่น่ามองยิ่งกว่าร่ำไห้เสียอีก จากนั้นจึงหันหลังกลับพร้อมตะโกนเข้าไปยังหลังร้าน “ลูกสี่ ช่วยขนย้ายไหยี่สิบไหออกมาจากสนามหลังบ้านให้พ่อที!”
บุคคลที่ผู้เฒ่าหยูเรียกขานเปิดม่านเดินออกมา เขาหัวเราะคิกคักอยู่อย่างนั้น “ทะ… ทะ… ท่านพ่อ ท่านว่าอย่างไรนะ… อะไรกัน? ไห… ไหดินเผางั้นหรือ…”
“พ่อให้เจ้าไปขนย้าย เจ้าก็รีบไปขนเร็วเถอะ อย่ามัวพูดจาเลอะเลือนซ้ำซ้อน มือเท้าก็เบาแรงลงเสียบ้าง อย่าทำให้พวกมันเสียหายล่ะ รีบไปซะ!” ผู้เฒ่าหยูเปล่งเสียงดุดันขณะกล่าวเร่งเร้า
“ได้ ได้ ได้ ได้ เท่านี้เอง ไป ไปแล้ว…” หยูซื่อเอียงศีรษะที่กลมโตประหนึ่งหัวเผือกก่อนหันมาแยกเขี้ยวยิ้มให้กับหยุนเชวี่ยและเหอยาโถว เผยให้เห็นฟันเกือบทุกซี่ที่มีสีเหลืองอ๋อย
หยุนเชวี่ยพะอืดพะอมขึ้นมาทันที เจ้าหมอนี่ช่างน่าไม่อายจริง ๆ!
ฝ่ายเหอยาโถวแม้อยากหัวเราะขบขันเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อของอีกฝ่ายจึงพยายามหักห้ามอารมณ์ตนเองไว้ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม “อ้อ เถ้าแก่ พวกเราขอซื้อวัตถุดิบเพิ่มอีกหน่อยขอรับ”
ผู้เฒ่าหยูวางไม้ขนไก่ลงและหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะคิดเงิน “ต้องการสิ่งใดบ้าง?”
“น้ำตาลทราย เกลือ โป๊ยกั๊ก ตะไคร้ ฮวาเจียว* พริกไทย…”
*ฮวาเจียว = เครื่องเทศชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายพริกไทย ซึ่งไม่ได้ให้ความเผ็ดแต่ให้ความชาบริเวณลิ้นที่รับรส
หยุนเชวี่ยร่ายชื่อวัตถุดิบที่ต้องการเจ็ดถึงแปดอย่างตามลำดับ ผู้เฒ่าหยูทยอยจัดการจัดสินค้าให้อย่างไม่รีบร้อน เขาคว้าเอากระดาษมาทีละแผ่นก่อนตักวัตถุดิบลงตามไปทีละชนิดโดยแทบไม่แตะตาชั่งเพราะความชำนาญ ก่อนบรรจงห่อและใช้เชือกป่านมัดพันไว้ จากนั้นจึงรวบรวมผูกเข้าเป็นพวง “พอแล้วหรือ?”
“พอแล้วเจ้าค่ะ รับเท่านี้ก่อน หากขาดเหลือค่อยมาซื้อเพิ่ม” หยุนเชวี่ยพยักหน้า “แต่เถ้าแก่เจ้าคะ ท่านไม่ได้ใช้ตาชั่งวัดน้ำหนักแล้วจะคำนวณเงินอย่างไรกัน?”
ผู้เฒ่าหยูเลิกคิ้ว สายตาฉายชัดถึงความดูแคลน หางตาตกหย่อนคล้อยจนดูคล้ายกับปลาดุกตัวใหญ่ เขาแค่นเสียงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ร้านนี้เปิดกิจการมาร่วมสามสิบปีแล้ว ขายวัตถุดิบเหล่านี้นับครั้งไม่ถ้วนจนคุ้นชินน้ำหนักมือเสียแล้ว วางใจเถิด ไม่มากไปหรือน้อยไปทั้งนั้น”
กล่าวจบแล้วจึงหยิบลูกคิดซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากเยื่อกระดาษขึ้นปัดขึ้นลงเพื่อคำนวณดังตึกตัก จากนั้นจึงผลักให้เด็กทั้งสองดู “ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามเหรียญ ข้าคิดให้เพียงหนึ่งร้อยเหรียญถ้วนก็แล้วกัน”
หยุนเชวี่ยกลืนน้ำลายลงคอ ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากขอต่อรองราคา เถ้าแก่ผู้นี้กลับชาญฉลาดนักจึงกล่าวดักทางเอาไว้แต่ต้นเสียแล้ว อีกอย่างเขาปรับลดราคาให้จนเหลือเป็นจำนวนถ้วน ทำให้นางนึกลำบากใจหากจะเอ่ยปากขอต่อรองราคาอีก
“ครั้งหน้าพวกเราอาจมาอุดหนุนท่านอีกบ่อยครั้งทีเดียว เพราะฉะนั้นท่านต้องลดราคาให้เราถูกลงกว่านี้อีกหน่อย” เหอยาโถวเอ่ยอย่างไม่นึกเกรงใจ แม้ปากกล่าวเช่นนั้นทว่ากลับควักเงินออกจ่ายให้อีกฝ่ายแต่โดยดี
“เจ้าสองคนไปตระเวนสอบถามร้านค้าอื่นเถิดว่ามีร้านใดให้ราคาแพงกว่าร้านของข้าอีกบ้าง หากมีจริง ข้ายินดีลดให้เจ้าอย่างไร้ข้อแม้” เมื่อพบพานลูกค้ารายใหญ่ผู้เฒ่าหยูจึงรักษาคำพูดคำจาอย่างสุภาพก่อนจะก้มหน้าก้มตานับเงินต่อไป เขาพิถีพิถันจัดเรียงเหรียญยิ่งกว่าพิถีพิถันคำนวณลูกคิดเสียอีก
หยุนเชวี่ยเก็บห่อกระดาษเหล่านั้นเก็บลงใส่ตะกร้า ในที่สุดจึงนึกออกว่าเหตุใดในเมืองแห่งนี้จึงไม่มีร้านขายของชำแห่งใดขายสินค้าในราคาที่สูงไปกว่าร้านหยูจี้ ถึงกระนั้นก็ยังมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย คงเป็นเพราะผู้เฒ่าหยูชาญฉลาดด้านการเจรจาค้าขายและมีนิสัยไม่ไว้หน้าผู้ใดเช่นนี้นั่นเอง…
…………………………………………………………