ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 241 เจ็บกล่องดวงใจ
ตอนที่ 241 เจ็บกล่องดวงใจ
เสียงของเผยเสี่ยวส้วยดังกังวานขึ้น ทุกคนจึงเริ่มเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เหอยาโถวออกแรงโจมตีจนซานหลางถึงกับล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นโดยไม่ทันตั้งตัว ซ้ำร้ายแขนยังเกี่ยวกระหวัดรัดจุดสำคัญจนไม่อาจตอบโต้อย่างไรได้
“ดี!” เหลียวชีจินกำหมัดแน่นพลางร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น แม้กระบวนท่าที่เหอยาโถวใช้จะดูงุ่มง่ามไปหน่อย ไม่ลื่นไหลเทียบเท่าสืออี ทว่าการที่เขานำมาปรับใช้เล่นงานซานหลางที่เอาแต่จะใช้พละกำลังป่าเถื่อนเพียงอย่างเดียวนับว่าสมควรแล้ว ใจเหลียวชีจินนึกคิดว่าทักษะนี้ช่างร้ายกาจ มีเพียงแรงกำลังอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีไหวพริบร่วมด้วยเพื่อให้เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
เหอยาโถวใช่เข่าตนเองกดทับร่างซานหลางไปด้วยขณะที่แขนยังไม่ปล่อยจากการรัดคอด้านหลัง คิ้วทั้งสองขมวดแน่นขณะแค่นเสียงตะโกน “ยอมพ่ายแพ้ได้แล้ว!”
ใบหน้าของซานหลางแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ลำคอเปล่งเสียงอู้อี้ทว่าไม่อาจกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำ เขาพยายามอย่างหนักเพื่อสลัดการจับกุมนี้ให้ได้แต่ร่างกายกลับไม่เป็นใจแม้แต่น้อย เพราะน้ำหนักส่วนใหญ่ของเหอยาโถวออกแรงกดทับเข้าที่หลังของเขาจนไม่อาจต้านทานให้เงยหน้าขึ้นได้ อีกทั้งลำคอยังถูกรัดจนหลังแอ่นไปด้านหลัง บริเวณตั้งแต่หน้าอกจนถึงลำคอเริ่มร้อนผะผ่าวแทบหายใจไม่ออก
เหอยาโถวเห็นว่าอีกฝ่ายไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้จึงลดแรงของตนลงเล็กน้อยพร้อมเอ่ยถามด้วยเสียงอันดังอีกครั้ง “ซานหลาง เจ้ายอมแพ้หรือไม่?!”
“แค่ก… แค่ก… ” ซานหลางหอบหายใจถี่ ดวงตาเบิกกว้างแทบถลน หน้าผากเกร็งจนเส้นเอ็นปูดโปน ทั้งยังพยายามแค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างไม่พอใจ “ข้าไม่ยอมรับ! เจ้าโกงข้า! เจ้างัดเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้จึงเอาชนะข้าได้! หากเจ้าแน่จริงก็ปล่อยข้าไปซะแล้วเรามาสู้กันอีกครั้ง!”
“เหอะๆ” บรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างนึกดูแคลน
“ซานหลาง เจ้าช่างน่าไม่อายเสียจริงเชียว! ในที่แห่งนี้ล้วนมีดวงตาหลายคู่จับจ้องอยู่ เห็นกันอย่างชัดเจนว่าเจ้าเป็นผู้ลงมือกับอีกฝ่ายก่อน ครั้นเอาชนะพี่เหออวี้ไม่สำเร็จจึงเอาแต่ร่ำร้องว่าเขาใช้กลอุบาย หน้าด้านอะไรเช่นนี้!” เสี่ยวส้วยเอ๋อเป็นผู้นำในการกล่าวเยาะเย้ยซานหลาง
“เจ้าจะเข้าใจอะไรเล่า?! ครู่นี้เป็นเพราะข้าประมาทเกินไปต่างหาก!” ซานหลางยังปากแข็ง “ข้าเพียงจับจังหวะพลาดไป ไอ้ชายกึ่งหญิง หากเจ้ามีความสามารถดังที่ประกาศไว้ก็ปล่อยมือซะ จากนั้นจึงประลองกันอีกสักตั้ง!”
“เหออวี้ อย่าได้ฟังความจากเขา!” เหลียวชีจินตะโกน
“เจ้าชายกึ่งหญิง หากแน่จริงพวกเจ้าก็แข่งขันกันอีกสักรอบเป็นไร ครู่นี้พวกเรายังมองไม่ชัดเลย!”
“ไม่กล้างั้นรึ? หวาดกลัวอะไรกัน?!”
“ไอ้ชายกึ่งหญิงเกิดเรื่องวิวาทกับผู้อื่นทั้งที นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าใช้กำลัง ให้พวกข้าได้เห็นเป็นบุญตาอีกสักหนเป็นไร!”
จะว่าไปแล้วเหล่าเด็กวัยรุ่นและคนเสเพลในหมู่บ้านนี้ช่างน่ารังเกียจไม่น้อย พวกเขาไม่ทำมาหากินแต่อย่างใด เอาแต่จับกลุ่มมั่วสุมเฝ้าดูเรื่องครึกครื้นที่เกิดขึ้น บรรดาคนเหล่านี้ไม่ชื่นชอบความสงบแต่รักความโกลาหลเป็นชีวิตจิตใจ
“ประลองกันอีกครั้ง!”
“ใช่! เปรียบเทียบให้ชัดเจนอีกหน!”
“หากไม่กล้าก็หมายความว่าเจ้าขี้ขลาดแล้ว!”
“จิ๊! ไอ้ชายกึ่งหญิงผู้นี้ไม่กล้าต่อสู้รอบที่สองเป็นแน่…”
คนกลุ่มหนึ่งต่างตะโกนโห่ร้องและหัวเราะคิกคัก เสี่ยวส้วยเอ๋อนึกโกรธขึ้นมาจึงกระทืบเท้าเสียงดัง “พวกเจ้าตาบอดกันหรืออย่างไร? พี่เหออวี้จะเอาสิ่งใดมาหวาดกลัว? เหตุใดไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดเสียบ้าง?!”
“หากไม่กลัวจริงดังที่เจ้าว่าก็มาสู้กันใหม่สิ! ทุกคนเห็นควรด้วยหรือไม่?!” ลูกสมุนร่างผอมของซานหลางได้ทีจึงรีบกล่าวปลุกปั่นฝูงชนทันทีและหัวเราะเสียงดังลั่น
“มาอีกครั้ง!”
“มาอีกครั้ง!”
“มาอีกครั้ง!”
เสียงตะโกนไปในทิศทางเดียวกันดังกระหึ่ม ราวปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่อาจมีการตีฆ้องร้องป่าวและตั้งสนามประลองอย่างเป็นทางการเสียให้ได้
“สู้อีกครั้งก็ย่อมได้!” เหอยาโถวขบริมฝีปากและออกแรงกดซานหลางลงกับพื้นอีกครั้ง “ครั้งนี้หากข้าทำให้เจ้าหมอบราบอยู่ในสภาพเช่นนี้อีกจะว่าอย่างไร?”
“หึ! ช่างกล้าพูดเสียจริง!” ซานหลางเบ้ปากพร้อมแค่นเสียงหัวเราะ
“เราต้องตกลงกันให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่มีการเล่นตุกติกใด ๆ ทั้งสิ้น หากสู้กันอีกครั้งและเจ้าหมอบราบคาบอีกจะทำอย่างไร?!”
ซานหลางพยายามเงยหน้าขึ้น ใบหน้าแดงก่ำเพราะฝืนข่มกลั้นความเจ็บปวด ลมหายใจนั้นหนักอึ้ง ทว่าสายตากลับจับจ้องใบหน้าเหอยาโถวด้วยแรงอาฆาต น่าเสียดายยิ่งที่เขาทำได้เพียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเท่านั้น ไม่อาจตอบโต้อย่างไรได้
ครู่ต่อมาเหอยาโถวจึงตัดสินใจปล่อยมือให้ซานหลางมีโอกาสพักหายใจหายคอ “เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าข้าสามารถล้มเจ้าได้อีกครั้ง ต่อไปหากเจ้าพบหน้าข้า จงเรียกขานข้าว่าพี่ชายซะ… เป็นอย่างไร?”
ซานหลางยังไม่ปริปากคำใดเพราะมัวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“หากไม่พูดก็ถือว่าเจ้ายอมรับเงื่อนไขตามนั้นแล้ว” เหอยาโถวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฟังให้ดีไอ้นักเลงโต หากครั้งนี้ยังคิดเล่นไม่ซื่ออีกก็จงมุดหน้าลงดินไปเสีย!”
“โอ้! ครั้งนี้เจ้าชายกึ่งหญิงมากความสามารถเสียจริง!”
“หากเป็นเช่นนั้น ในวันนี้พวกเราจงเป็นพยาน หากผู้ใดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในภายหลังเขาจะต้องเรียกขานฝ่ายที่ชนะว่าพี่ชายโดยดุษณี!”
“ได้! ยอมรับคำท้าซะซานหลาง อย่ามัวปอดแหกไปหน่อยเลย!”
ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างตะโกนเร่งเร้าอย่างกระตือรือร้น การเดิมพันน่าตื่นเต้นเช่นนี้มีหรือพวกเขาจะไม่ปรบมือเพราะเห็นดีเห็นงามไปด้วย ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะหรือแพ้ เหตุการณ์ในวันนี้ย่อมเป็นที่ฮือฮาและนำไปล้อเลียนได้ไม่จบสิ้น
ซานหลางกระแอมไอเพราะสำลักน้ำลาย จากนั้นจึงฝืนกลืนน้ำลายลงคอและประกาศกร้าวท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้คน “ย่อมได้! เรื่องขี้ปะติ๋วเท่านี้เอง! ผู้ใดสนเล่าว่าข้าจะเป็นฝ่ายเรียกมันว่าพี่ชาย! ฮึ่ม! ฝันไปเสียเถอะ!”
เหอยาโถวจับจ้องไปยังซานหลางตาไม่กะพริบด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายอาจใช้ช่วงจังหวะนี้เล่นแง่กับตน ดังนั้นจึงผลักร่างซานหลางออกห่างไปเกือบครึ่งทาง ซึ่งแน่นอนว่าซานหลางไม่ใช่ตะเกียงที่ใกล้มอดดับ หลังจากถูกเหอยาโถวผลักออกมาจึงรีบหมุนกายกลับอย่างกะทันหันและวิ่งกระโจนเข้าหาฝ่ายตรงข้ามหมายใช้ขาเตะในครั้งเดียว
“พี่เหออวี้…” เสี่ยวส้วยเอ๋อเปล่งเสียงร้องเพราะตื่นตระหนกจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ คำว่า ‘ระวัง!’ ยังไม่ทันหลุดออกจากริมฝีปาก ดวงตากลับเบิกกว้างด้วยอารามตกใจ
นางเห็นเพียงว่าเหอยาโถวไม่ได้เตรียมเบี่ยงหลบแต่อย่างใด หนำซ้ำยังพุ่งตัวเข้าพร้อมปะทะซานหลางเช่นเดียวกัน น่าเสียดายที่ร่างกายของเขาไม่ยืดหยุ่นและคล่องแคล่วเท่ากับสืออี ทำให้เมื่อคว้าท่อนขาของอีกฝ่ายไว้ได้ยังพลาดถูกฝ่าเท้าหนัก ๆ เตะเข้าที่บั้นเอวโดยแรงเพราะไม่อาจหลบเลี่ยง
“อ๊า…” เสี่ยวส้วยเอ๋อกรีดร้องพร้อมหลับตาปี๋ไม่กล้ามองภาพตรงหน้า
หยุนเชวี่ยลอบกำนิ้วมือแน่น ฝ่ายหนึ่งเป็นมิตรสหายที่แสนดีของตน ส่วนอีกฝ่ายก็ถือว่าเป็นพี่ชายร่วมตระกูล ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้นางไม่อาจเปล่งเสียงร้องให้กำลังใจเหอยาโถวอย่างออกหน้าออกตา ครั้นเห็นว่าเหอยาโถวพลาดท่าจึงเกิดความกังวลขึ้นฉับพลัน ร่างบอบบางเช่นนั้นถูกเตะเข้าเพียงครั้งเดียวก็แทบกระอักแล้ว
เหอยาโถวรู้สึกชาวาบไปทั่วบริเวณบั้นเอว ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนแทบเผลอปริปากร้องเรียกท่านแม่ ทว่าท่ามกลางสายตาคนมากมายเช่นนี้หากหลุดปากไปแล้วอาจถูกหัวเราะเยาะในภายหลังได้ ความรู้สึกอัดอั้นตันใจเกิดขึ้นภายในห้วงความคิด หัวสมองร้อนฉ่าขาวโพลนไปหมด สองแขนกอดท่อนขาซานหลางไว้แน่นและพยายามฉีกแยกออกจากกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จากนั้นจึงยกข้าอีกข้างที่ไม่ได้ใช้ทรงตัวเตะฟาดไปยังเป้าอีกฝ่ายเต็มแรง
ซานหลางเห็นท่าว่าไม่ดีเสียแล้ว ทว่าแม้คิดจะเบี่ยงหลบก็ยังสายเกินไป ได้ยินเพียงเสียง “แคว่ก!” ตามมาด้วยความเจ็บปวดอย่าแสนสาหัสเมื่อเอ็นร้อยหวายถูกฉีกกระชาก
“อ๊าก…” เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างไม่อาจข่มกลั้น เสียงที่เล็ดลอดไรฟันออกมาครวญครางไม่เป็นภาษา ต้นขาทั้งสองข้างรวมถึงกล่องดวงใจกลางกายราวไม่ประสานเชื่อมเข้าด้วยกันเสียแล้ว หยดน้ำใสไหลรินลงจากดวงตาด้วยความรวดร้าว
เวลานี้ไม่เพียงให้เขาลุกขึ้นอีกครั้งและตอบโต้กลับ เกรงว่าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำสบถสาปแช่งออกมายังกระทำได้ยากเย็นยิ่ง เหอยาโถวกุมมือไว้ที่บั้นเอวเพื่อประคองการทรงตัวขณะเดินเข้าไปหาซานหลาง ก่อนจะยกขาขึ้นหมายกระทืบซ้ำเข้าที่เป้าของอีกฝ่ายอีกหน “ครั้งนี้จะยอมพ่ายแพ้โดยดีหรือไม่?!”
ซานหลาง…
“ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง เจ้ายอมแพ้หรือไม่?!”
ซานหลางเอียงกายลงนอนตะแคงไปกับพื้นพร้อมขดตัวงอเป็นกุ้ง มือทั้งสองรีบยกขึ้นปิดกุมบริเวณกล่องดวงใจไว้และส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
เหล่าเด็กวัยรุ่นและชายเสเพลตกตะลึงจนอ้าปากค้างพร้อมสูดหายใจเข้าและผ่อนออกโดยแรง ในฐานะที่เป็นบุรุษเช่นเดียวกันเหตุใดจะไม่เข้าใจความเจ็บปวดที่ซานหลางได้รับ เพียงมองเห็นก็รู้สึกขนลุกขนพองตามแล้ว
“เจ้าชายกึ่งหญิงผู้นี้ช่าง…”
“ให้ตายเถอะ! เจ้าซานหลางคงไม่สูญพันธุ์หรอกใช่หรือไม่?”
“ข้าเห็นแล้วเจ็บปวดแทนเขาเลยเชียว จุ๊ๆๆ”
“คราวนี้เจ้าจะยอมพ่ายแพ้ได้หรือยังล่ะ?”
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซานหลางจึงเปล่งเสียงร้องครวญครางดังลั่น “โอ๊ย! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
……………………………………………………………..