ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 240 ยิ่งถูกตียิ่งทนทาน
ผ่านไปสองวันนับตั้งแต่เริ่มทำการฝึกฝน เหอยาโถวไม่เพียงขจัดความหวาดกลัวออกไปได้แต่กลับทนทานต่อการทุบตีขึ้นไปอีกขั้น ความกล้าหาญเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ แม้ถูกเตะกระเด็นออกไปหลายหน ทว่าไม่มีการเสียเวลาโอดครวญไร้สาระ เขารีบปัดฝุ่นออกและลุกขึ้นพร้อมต่อสู้อีกหนทุกครั้งไป
หากว่ากันตามตรงความกล้าหาญของเขานับเป็นสิ่งที่ได้เปรียบไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือขึ้นอยู่กับโชควาสนาว่าจะเข้าข้างตนเองเพียงใด และอีกฝ่ายมีไหวพริบต่ำกว่าหรือไม่
เข้าสู่วันที่สาม
ทันทีที่เหอยาโถวกลับมาจากตัวเมืองพร้อมมิตรสหาย ครั้นมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านจึงพบว่าซานหลางและเด็กชายอีกสามคนซึ่งอายุไล่เลี่ยกันยืนขวางทางพวกเขาเอาไว้ เด็กทั้งสี่จึงกอดอกพร้อมตั้งรับและเผยสีหน้าโกรธเคือง
“ไอ้ชายกึ่งหญิง เจ้ายังกล้าต่อสู้กับข้าอีกหนหรือไม่?!” รอยเล็บข่วนตามใบหน้าของซานหลางตกสะเก็ดหมดแล้ว หลงเหลือเพียงบางรอยที่ยังไม่หายดี ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็กลับมาวางท่าเหิมเกริมอีกครั้ง เขากล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ครั้งก่อนถือว่าเจ้าโชคดี ฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่ทันระวังตัว หากสู้กันตาต่อตาฟันต่อฟันจริงเห็นทีเจ้าก็สู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ คงเอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอเรียกพ่อแม่ขอความเมตตาให้จ้าละหวั่น ว่าอย่างไรล่ะ?!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไอ้ชายกึ่งหญิงนี่น่ะหรือจะสู้ลูกพี่ได้ ยังไม่ทันลงไม้ลงมือคงตระหนกจนร้องไห้น้ำตาเล็ดแล้วกระมัง!” เด็กหนุ่มอีกคนผสมโรงหัวเราะเยาะ “เอาเป็นว่าก่อนจะถึงขั้นนั้น ทางที่ดีเจ้าควรยอมรับความพ่ายแพ้ซะ แล้วเรียกพี่ซานหลางว่าลูกพี่แต่โดยดี เพียงเท่านี้พวกเราก็จะไม่ยุ่งวุ่นวายกับเจ้าอีก”
“เรียกลูกพี่อย่างเดียวแล้วจบเรื่องได้อย่างไรกัน? มันต้องส่งส่วยมาไถ่โทษด้วยจึงจะถูกต้อง” เด็กหนุ่มร่างผอมอีกคนกล่าวพลางทำท่าทางยียวน ก่อนหักนิ้วเสียงดังและพูดต่อไปอย่างไม่ละอาย “บ้านไอ้ชายกึ่งหญิงก็ใช่ว่าจะยากจน เพราะฉะนั้นจะปล่อยมันไปก็อย่าให้เสียเปล่า!”
“ถูกแล้ว พวกเราต้องได้ไปกินอาหารดี ๆ ที่ภัตตาคารในเมือง มิฉะนั้นก็รุมแหกหน้าของมันให้เสียโฉมซะ!”
“จริงอย่างที่เจ้าว่า หากไม่อยากถูกรังแกทุกวันก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงหน่อย ได้ของแพงรสชาติดีก็นำมาปรนเปรอพวกเราซะ หากทำได้ข้ารับรองว่าแม้แต่ขนสักเส้นของเจ้าก็จะไม่เฉียดใกล้ แต่ถ้าทำไม่ได้แล้วละก็…”
“ได้ยินชัดหรือไม่? ไอ้ชายกึ่งหญิง เอาเงินทั้งหมดออกมาซะแล้วยอมเคารพพวกเราแต่โดยดี!”
เด็กชายทั้งสามวัน ๆ เอาแต่เกียจคร้านไม่ทำสิ่งใดนอกจากกินและนอน พวกเขาคิดว่าเหอยาโถวต้องหวาดกลัวจนตัวสั่นแน่จึงก้าวไปประชิดตัวอย่างไม่หวาดเกรงใด ๆ ต่างคนต่างหัวเราะคิกคักหมายจะค้นตัวอีกฝ่าย
“พวกเจ้าจะทำอะไรน่ะ!” เหลียวชีจินยกแขนขึ้นผลักเด็กหนุ่มร่างผอมออกไป จากนั้นจึงถลึงตาโพลงและตะโกนก่นด่าด้วยความไม่พอใจ “ช่วงกลางวันแสก ๆ เช่นนี้หนำซ้ำยังอยู่ในเขตหมู่บ้าน พวกเจ้ากลับคิดจะปล้นเงินกันอย่างไร้สำนึก!”
เด็กหนุ่มร่างผอมไม่ทันตั้งตัวจึงกระเด็นถอยหลังไปสองถึงสามก้าว เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางเผยสีหน้าดุร้าย มือข้างหนึ่งพับแขนเสื้อขึ้นด้วยท่าทางนักเลง “เป็นอะไรไป? แค่นี้ไม่พอใจงั้นรึ? มาสู้กันสักตั้งหน่อยเป็นอย่างไร?!”
ทั้งสามคุ้นเคยการกลั่นแกล้งสุนัขและแมวในหมู่บ้านรวมถึงข่มขู่ผู้คนเป็นกิจวัตร และแน่นอนว่าพวกเขาไม่เห็นเหอยาโถวและเด็กหญิงอีกสองคนอยู่ในสายตาอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับเหลียวชีจินที่พอดูแข็งแกร่งกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“สู้ก็สู้สิ ใครหวาดกลัวพวกเจ้ากัน?!” เหลียวชีจินผลักหยุนเชวี่ยและเผยเสี่ยวส้วยให้หลบไปด้านข้างก่อนกล่าวท้าทายกลับด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “อย่าคิดรังแกผู้หญิง ข้านี่แหละจะสู้กับพวกเจ้าเอง!”
สองวันมานี้เหลียวชีจินยืนดูเหอยาโถวที่ล้มลุกคลุกคลานหลายครั้งเพราะฝึกฝนทักษะกับสืออี ดังนั้นจึงลอบจดจำกระบวนท่าที่ใช้ในการต่อสู้ได้บ้าง ก่อนหน้านี้ยังคิดอยากหาใครสักคนมาเป็นคู่ประลองฝีมือ ไม่คาดคิดเลยว่าทั้งสามจะมาเสนอตัวถึงที่
เหลียวชีจินสะบัดข้อมือโดยแรง ภาพทักษะที่สืออีใช้ทั้งหมดไหลผ่านเข้าสู่ห้วงความคิดอย่างต่อเนื่อง หูพลันได้ยินเหอยาโถวเปล่งเสียงหัวเราะเยือกเย็น “เหอะ! ผู้ใดหวาดกลัวเจ้า ก็แค่ต่อสู้กันเฉกเช่นเดียวกับครั้งก่อนมิใช่รึ?! ข้าชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าผู้ใดกันแน่ที่ถูกเล่นงานหนักเสียจนไม่กล้าออกมาสู้หน้าใครตั้งสามวันเต็ม!”
ถึงแม้มือและเท้าของเหอยาโถวจะอ่อนแอ ทว่าฝีปากนั้นเจ็บแสบไม่ได้ด้อยไปกว่าพละกำลัง เขากล่าวแทงใจดำซานหลางอย่างจี้จุด จากนั้นจึงกลอกตาและส่งสายตาดูแคลนไปยังอีกฝ่าย “ทำไมรึ? เอาชนะข้าด้วยตัวคนเดียวไม่ได้จึงหาคนมาช่วยเชียวหรือ? หากเจ้าเก่งจริงก็อย่าคิดเล่นตุกติก มาสู้กันตัวต่อตัวแล้ววัดผลแพ้ชนะให้รู้กันไปเสียดีหรือไม่?!”
“โอ้! ไอ้ชายกึ่งหญิงนี่กำลังข่มขู่ข้าแหละ!” ซานหลางถูกยั่วโทสะจนความโกรธแค้นยิ่งทวีขึ้น ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนออกมานอกเบ้า นิ้วมือถูกหักจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ “มา! ดูซิว่าข้าจะจัดการเจ้าด้วยวิธีใด!”
“ประเดี๋ยวก่อน!” เหอยาโถวไม่แสดงออกว่าจะลงมือแต่อย่างใด เขาคว้าตะกร้าแบกขึ้นไหล่พร้อมกล่าว “ตอนนี้ยังไม่ได้ ข้าหิวแล้ว อีกอย่างเสื้อผ้าก็รุ่มร่ามเกินไป ข้าขอกลับไปกินให้อิ่มและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนค่อยมาสู้กับเจ้าอีกครั้ง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เด็กชายนักเลงทั้งสามระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันขึ้นพร้อมกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“เจ้ายังอวดดีทำฝีปากกล้าหาญบอกว่าไม่หวาดกลัวอีกรึ? ยังไม่ทันไรก็จะหนีเตลิดไปเสียแล้ว! คิดว่าพวกข้าเป็นเด็กไม่รู้ประสาหรืออย่างไร?! ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีเถอะน่า อย่าเอาแต่ทำตัวขลาดเขลาหาข้ออ้างหนีหน้าพวกข้าไปวัน ๆ เลย!”
เหอยาโถวรู้สึกด้านชาเพราะหลายวันมานี้ถูกสืออียั่วยุโทสะจนเคยชินเสียแล้ว ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แยแสขณะส่งรอยยิ้มเย็นชากลับไป “รีบร้อนไปไยเล่า? พวกเจ้ากลัวว่าหากข้ากินข้าวจนอิ่มหนำแล้วจะมาข่วนหน้าให้เป็นรอยอีกครั้งหรืออย่างไร?”
“ข้าล่ะหวาดกลัวคำขู่ขอเจ้าเสียจริงเชียว!” ซานหลางแสดงออกว่าไม่พอใจ ทว่าลึก ๆ แล้วยังคงมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง หากไม่ใช่เพราะตนเองประมาทคงไม่ถูกอีกฝ่ายสบโอกาสข่วนใบหน้าจนยับเยินน่าอับอายเช่นนี้
“ไม่ต้องกลัว รอให้ข้ากินอิ่มเสียก่อนค่อยมาวัดฝีมือกัน!” เหอยาโถวยืดกายขึ้นเต็มความสูง ศีรษะของเขาสูงเลยศีรษะของอีกฝ่ายไปมากกว่าครึ่ง ท่าทางที่แสดงออกเต็มไปด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่ง
ซานหลางซึ่งถูกถากถางขบกรามแน่นก่อนถอยหลังไปครึ่งก้าว จากนั้นจึงหันไปส่งสายตาให้ลูกสมุนอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมแค่นเสียงลอดไรฟัน “ย่อมได้! เช่นนั้นเวลาเที่ยงมาพบกันบริเวณหน้าเชิงเขา จะได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า!”
“ฮิฮิ! ไอ้ชายกี่งหญิง ลองกลับไปไตร่ตรองดูให้ดี หากหวาดกลัวจนนึกอยากเปลี่ยนใจ ยามเที่ยงจงมาพบพวกข้าและยอมรับผิดเสีย อย่าลืมสรรหาถ้อยคำเสนาะหูมาสักสองสามประโยคด้วย!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งหักนิ้วอีกครั้งพร้อมยกยิ้มมุมปาก “หากไร้ปัญญาก็จงหาหนทางที่จะเจ็บตัวน้อยลงดีกว่า เข้าใจหรือไม่?”
กล่าวจบแล้วทั้งสามจึงจ้องเขม็งไปยังเหอยาโถวด้วยสายตามาดร้าย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“ถุย!” เสี่ยวส้วยเอ๋อถ่มน้ำลายไล่หลังก่อนตะโกนสาปแช่ง “ก็แค่ไอ้พวกอันธพาลใจเสาะที่คิดใช้ลูกไม้หากินเอาจากความทุกข์ยากของผู้อื่น! เราหาเงินมาด้วยความลำบากจะมอบให้พวกมันโดยง่ายได้อย่างไรกัน!”
เหอยาโถวไม่กล่าวคำใดอีก เขาแบกตะกร้าขึ้นหลังและออกเดินต่อไป
“พี่เหออวี้ พี่เหออวี้… เหตุใดจึงเดินเร็วนักล่ะ?” เสี่ยวส้วยเอ๋อรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังไปพร้อมกับหยุนเชวี่ย
“รีบกลับบ้านน่ะ ไปกินข้าวให้อิ่มแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“ข้าไปด้วย…”
…
ยามเที่ยง บริเวณลานหน้าเชิงเขา
ซานหลางไม่ลืมแกะเกาเอาสะเก็ดที่เกิดจากรอยเล็บข่วนของเหอยาโถวให้ร่องรอยจางลงเพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านก่อนหน้านี้ เขาจึงเต็มไปด้วยแรงฮึดที่จะกอบกู้หน้ากลับคืน และได้ทำการเรียกผู้คนให้มาชมการต่อสู้ในครั้งนี้
“วู้ว…” ใครคนหนึ่งในกลุ่มผู้ชมผิวปากหวีดเสียงร้องดังกึกก้อง
บางคนเกรงว่าเหตุการณ์ในวันนี้ยังวุ่นวายไม่มากพอ จึงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องดังกล่าวอย่างออกรส “ไอ้ชายกึ่งหญิงนั่นกินยาผิดขนานมาหรืออย่างไร? ผีป่าซาตานร้อนวิชาตนใดเข้าสิงจึงคิดอยากประลองกับซานหลาง? นั่นไม่ใช่หาเรื่องเจ็บตัวเปล่าหรอกรึ?!”
“ไม่แน่นะ ดูใบหน้าของเจ้าซานหลางสิ มีแต่รอยเล็บข่วนเต็มไปหมด ท่าทางคงถูกเสือขย้ำจนกลายเป็นแมวขี้โรคเสียมากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า” คนที่พูดเช่นนี้ไม่อาจรู้ได้ว่าเข้าข้างฝั่งเหอยาโถวจริงหรือเพียงกล่าวลองเชิงกันแน่
“ไอ้ชายกึ่งหญิงที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะหาบน้ำน่ะรึจะเป็นเสือไปได้? อย่าพูดให้คนยิ่งหัวเราะเยาะไปเลยน่า เห็นกันอยู่ว่าจมูกของเขาน่ะบอบบางเสียยิ่งกว่าสตรีเป็นไหน ๆ”
“อย่าโต้เถียงกันไปเลย ข้าน่ะอยากรู้แทบแย่แล้วว่าพวกเขาจะประลองกันอย่างไร”
“คงคล้ายหญิงแก่บ้าดีเดือดกระมัง สู้ไม่ได้ก็จิกผม ขยุ้มหนังหัว ใช้เล็บข่วนเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยถากถางของผู้คน เหอยาโถวเดินลงมาจากเนินเขา สวมเสื้อผ้าสีเทาอมเขียวและนุ่งกางเกงแพรสั้น บั้นเอวคาดด้วยสายรัดเอวเส้นหนึ่งทำให้เอวที่เดิมทีคอดราวไม้บรรทัดหนึ่งคืบยิ่งดูเพรียวบางเข้าไปอีก ผมเผ้าเกล้าขึ้นเหนือศีรษะไม่ทิ้งความยุ่งเหยิงไว้ ถึงกระนั้นการแต่งกายเช่นนี้กลับส่งเสริมให้เขาดูสูงโปร่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยราศีเปล่งประกายและแลดูสะอาดตา
ผู้ที่เดินตามมาคือหยุนเชวี่ย เหลียวชีจิน และเสี่ยวส้วยเอ๋อ ทั้งสี่ก้าวเดินด้วยฝีเท้ามั่นคงเป็นจังหวะเดียวกัน แต่ละคนไม่แสดงออกว่าหวาดกลัวหรือหยิ่งยโสโอหังแต่อย่างใด ครั้นก้าวเดินลงมาจากเนินเขาแล้วจึงเผชิญหน้ากับกลุ่มของซานหลางอย่างผ่าเผย
“โอ้ ข้าพาลคิดไปว่าครู่นี้ได้ข่มขู่ไอ้ชายกึ่งหญิงเช่นเจ้าจนหวาดกลัวไม่กล้ามาพบหน้าเสียแล้ว!” ซานหลางเลิกคิ้วพลางยิ้มยียวน
ในขั้นตอนการประลองของเหล่าเด็กชายหญิงในหมู่บ้านไป๋ซีจะต้องมีการกล่าววาจาถากถางกันไปมาเสียก่อน ทั้งสองฝ่ายจะต้องผรุสวาทด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง หลังกระตุ้นความโกรธจนถึงขีดสุดจึงค่อยลงมือ
ทว่าเหอยาโถวไม่คิดใช้วิธีเช่นนั้น เขาก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวพลางสะบัดศีรษะเอียงไปด้านข้างเล็กน้อย ไม่คิดเสียเวลาพูดพล่ามใด ๆ ทั้งสิ้น “อย่ามัวกล่าววาจาไร้สาระอยู่เลย มาเถอะ”
คราวนี้ซานหลางเป็นฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เขาเตรียมสารพันประโยคอันเจ็บแสบเพื่อหักหน้าเหอยาโถวต่อหน้าผู้คนโดยเฉพาะ คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายไม่คิดแยแส ยังไม่ทันเข้าด้ายเข้าเข็มกลับตัดบทกันเสียดื้อ ๆ
“หึหึ ดูเหมือนว่าหากข้าไม่สั่งสอนเจ้าให้หลาบจำเสียบ้าง คงไม่รับรู้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเป็นอย่างไร!” ซานหลางจับจ้องด้วยสายตายั่วยุ ข้อมือทั้งสองสะบัดหมุนจนข้อต่อกระดูกลั่นเสียงดังกรอบแกรบ
เหอยาโถวซึ่งเผยสีหน้าไร้อารมณ์ไม่คิดขยับเขยื้อนร่างกายแต่อย่างใด คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันอย่างนึกรำคาญเสียเต็มประดาขณะกล่าว “ครั้งนี้ข้าให้เจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ไม่เช่นนั้นประเดี๋ยวคงเอาแต่โวยวายว่าข้าเล่นแง่ รังแต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมรังแกเจ้า”
สาเหตุที่กล่าวเช่นนี้ใช่ว่าเขาโอหังแต่อย่างใด ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้มาจากการฝึกฝนกับสืออีคือการ ‘ป้องกันตัวก่อนจึงค่อยโจมตี’ ผนวกกับครั้งนี้ซานหลางคงเตรียมตัวมาอย่างดี ต่อให้ตนเป็นฝ่ายลงมือก่อนคงไม่เกิดประโยชน์มากนัก สู้เป็นฝ่ายตั้งรับแต่แรกคงเป็นการดีกว่า
เป็นจริงดังที่คาดการณ์ไว้ สิ้นคำกล่าวนั้นซานหลางพลันเกิดความเดือดดาลขึ้นอย่างสุดระงับ ประโยคดังกล่าวคล้ายตำหนิว่าเขาเป็นวายร้ายที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งเขาไม่มีทางยอมรับคำถากถางนั้นต่อหน้าผู้คนจำนวนมากอย่างแน่นอน
“ดี! ไอ้ชายกึ่งหญิง! ฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่ทันตั้งตัวไม่พอยังกล้าประกาศกร้าวอย่างไม่ละอาย! เข่นนั้นก็อย่าได้กล่าวหาว่าข้าไม่คิดปรานีแล้วกัน!” ซานหลางพ่นลมหายใจเสียงดังก่อนกำหมัดแน่นและพุ่งตัวเข้าหาเหอยาโถวทันที หมายให้กำปั้นเหวี่ยงกระแทกใบหน้าขาวผ่องของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
การต่อสู้ของเหล่าเด็กวัยรุ่นในแถบชนบทไม่มีกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น อาศัยเพียงแรงกำลังอันป่าเถื่อนและความกล้าหาญที่สองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างหนักหน่วง เหอยาโถวผู้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนตั้งสมาธิไว้มั่นไม่กล้าประมาทแม้แต่ก้าวเดียว ครั้นหมัดเกือบพุ่งเข้าปะทะใบหน้าจึงรีบเบี่ยงกายหลบอย่างฉับพลัน ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปตะครุบไหล่ของซานหลางไว้ได้อย่างพอดิบพอดี จากนั้นจึงหมุนตัวไปอยู่ด้านหลัง
หมัดนั้นถูกส่งออกไปด้วยแรงมหาศาล น่าเสียดายที่กลับไม่ต่อยถูกใบหน้าของเหอยาโถว ดังนั้นร่างกายที่ปราศจากการยั้งแรงจึงคะมำไปข้างหน้าประมาณสองสามก้าว เหอยาโถวสบจังหวะนี้รีบรวบแรงทั้งหมดยกขาขึ้นเตะตัดข้อพับเข่าด้านหลังของซานหลางโดยไม่ต้องออกแรงเท่าที่ควรด้วยซ้ำ สิ้นเสียง “ตุบ!” จึงพบว่าซานหลางล้มเข่ากระแทกลงกับพื้นดินโดยแรงเสียแล้ว
เดิมทีเขามีพลังฮึกเหิมมากเสมือนวัวเถื่อน ดังนั้นการคุกเข่ากระแทกลงครั้งนี้จึงทำให้ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย เข่าทั้งสองข้างของเขารวดร้าวคล้ายกระดูกจะแตกออก สองมือยังไม่ทันขยับมาดันพื้นไว้หรือสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง ลำคอก็ถูกเหอยาโถวใช้แขนรัดไว้จนแน่นจากด้านหลัง ร่างกายตั้งแต่ท่อนบนลามลงท่อนล่างไม่อาจขยับเคลื่อนได้แม้แต่น้อย
เมื่อผู้คนเห็นว่าซานหลางถูกทำให้พ่ายแพ้ภายในกระบวนท่าเดียว ทุกคนจึงพากันเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หลายคนไม่ทันตั้งตัวว่าจะได้เห็นภาพดังกล่าว เสี่ยวส้วยเอ๋อรีบผุดลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นพร้อมปรบมือเสียงดัง “พี่เหออวี้! กระบวนท่าช่างยอดเยี่ยมนัก!”
…………………………………………………………..