ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 239 แทรกตัวเข้าไป! แทงเข่า! เตะเป้า!
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
- ตอนที่ 239 แทรกตัวเข้าไป! แทงเข่า! เตะเป้า!
วันถัดมา ณ หมู่บ้านไป๋ซี บริเวณต้นน้ำลำธาร
สืออีคล้ายจะเข้าใจแล้วว่า ‘สิบแปดกระบวนท่าต้านหมาป่า’ ที่หยุนเชวี่ยกล่าวถึงเป็นอย่างไร
ขณะที่เขากำลังฝึกสอนเหอยาโถวไปเพียงไม่กี่กระบวนท่าที่เรียบง่าย หยุนเชวี่ยยืนเปล่งเสียงตะโกนอย่างกระตือรือร้นอยู่ด้านข้าง “แทรกตัวเข้าไป! แทงเข่าขึ้น! เตะ! เอาชนะให้ได้ในกระบวนท่าเดียว!”
เหอยาโถวพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการถูกประชิดตัวจนมือและเท้าพันกันยุ่งเหยิง ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลโซมกายขณะกรีดร้อง “ไม่ ข้าปล่อยมือไม่ได้ อ๊ะ! อ๊ะ! ข้อศอกข้าเกือบพลิกแล้ว เจ้าเบามือลงหน่อยสิ!”
“ตั้งใจหน่อยเถอะ อย่าไร้สมาธิเพียงเพราะเสียงเจื้อยแจ้วของนาง” สืออีใช้มือข้างหนึ่งตะครุบไหล่ของเหอยาโถวไว้ได้อย่างง่ายดาย จากนั้นจึงอาศัยความคล่องแคล่วออกแรงดึงไปด้านข้างและพลิกแขนอีกฝ่ายไปอีกด้านให้ขยับเขยื้อนไม่ได้
“โอ๊ย! เจ็บ! เจ็บ! เจ็บ…” เหอยาโถวกัดฟันกรอด
สืออีไม่ใส่ใจ เขายกขาต้นขึ้นเตะตัดขาเหอยาโถวให้เข่างอลงอย่างไม่ทันตั้งตัว จากนั้นจึงออกแรงดึงให้อีกฝ่ายล้มทรุดลงกับพื้น ขณะที่เหอยาโถวพยายามดิ้นรนอีกครั้งกลับทำไม่สำเร็จเพราะถูกรัดคอไว้จากด้านหลัง
ใบหน้าของเหอยาโถวแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำทันที แม้ใคร่ร้องโอดโอยทว่าไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
“อ๊ะ! เจ้าเบามือลงหน่อยสิ!” เผยเสี่ยวส้วยซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างตะโกนลั่นอย่างร้อนรน ใจนึกอยากเข้าไปช่วยแยกทั้งคู่ออกจากกันเสีย “เบาแรงลงนะ! อย่าทำร้ายให้พี่เหออวี้เจ็บตัวสิ! ปล่อยมือก่อนเร็วเข้า!”
มุมปากของสืออีกระตุกก่อนจะยอมปล่อยให้เหอยาโถวเป็นอิสระ
เหอยาโถวรีบใช้สองมือดันพื้นไว้และหอบหายใจอยู่หลายหน จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นอย่างทุลักทุเลพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก “จะ… เจ้าคิดจะรัดคอข้าให้ตายจริง ๆ หรืออย่างไรกัน?! เหตุใดจึงลงมืออย่างทารุณเช่นนี้! ฮึก…”
การเคลื่อนไหวเมื่อครู่เพียงไม่กี่อึดใจทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยแทบตาย แขนที่ถูกจับบิดเมื่อครู่เจ็บปวดประหนึ่งสะบักไหล่จะหลุดออกจากเบ้ากระดูก ร่างกายชาวาบทั้งยังขัดยอกไร้กำลังวังชา ทันทีที่เป็นอิสระก็แทบล้มลงไปนอนกองกับพื้น
“เจ้าได้เรียนรู้แล้วใช่หรือไม่?” สืออีแสดงสีหน้าดูถูกออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่คาดคิดเลยว่าไอ้เด็กหน้าอ่อนจะบอบบางถึงเพียงนี้ ฝ่ามือของเขายังไม่ทันออกแรงเกินสิบส่วนจากหนึ่งร้อยส่วนเจ้าหมอนี่ก็ร้องโอดครวญเสียแล้ว
เหอยาโถวพยายามอย่างหนักกว่าจะหยัดกายลุกขึ้นจากพื้นได้ เขาสะบัดศีรษะโดยแรงเพื่อขับไล่ความมึนงง “เร็วเกินไป ข้ายังไม่ทันจับสังเกต…”
“เพียงแค่สี่กระบวนท่า หนึ่งเบี่ยงหลบ สองตะครุบไหล่ สามเตะตัดขา สี่รัดคอจากด้านหลัง มานี่เร็วเข้า ฝึกฝนกันอีกสักครั้ง” สืออีเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางกระดิกนิ้วอย่างเกียจคร้าน ความอดทนของเขาไม่สูงเท่าช่วงที่เขาอยู่กับหยุนเชวี่ย
“เช่นนั้น… เจ้าต้องเบาแรงลงกว่าครู่นี้อีกหน่อย…” เหอยาโถวหมุนสะบัดข้อมือหวังบรรเทาความเจ็บปวด เขารู้สึกขลาดกลัวเล็กน้อยจึงเดินวนไปมาไม่กล้าโจมตีอยู่ประมาณสองรอบ จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าลงมือเสียที
“ย่อมได้ เจ้านี่ช่างอ่อนแอกว่าสตรีเสียอีก” สืออีก้าวเท้าไปข้างหน้าก่อนย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อจัดท่าตั้งรับ “เข้ามา”
“ฟู่ว…” เหอยาโถวสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งก่อนโถมตัวไปด้านหน้าสุดกำลัง หมัดที่กำแน่นช่วยส่งเสริมให้การเคลื่อนไหวของเขาแน่นหนักราวปลิวลม แขนโบกสะบัดพร้อมเหวี่ยงเข้าไปยังใบหน้าของสืออี ทว่าท่าทีของอีกฝ่ายยังคงสงบนิ่งขณะเบี่ยงกายหลบพร้อมตั้งศอกขึ้นกดลงที่คางของเหอยาโถว
“มาอีกครั้ง” ครั้งนี้สืออีปล่อยเหอยาโถวไปโดยดี
“เหตุใดมันจึงแตกต่างจากครู่นี้เล่า?!” เหอยาโถวเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เขาถอยหลังไปครึ่งก้าวก่อนวาดขาขึ้นหมายเตะเล็งไปที่เป้าของสืออี แม้วิธีนี้ไม่แปลกใหม่นักแต่จังหวะการอาศัยทีเผลอนับว่ารวดเร็วกว่ามาก เขาไม่ปริปากแต่อย่างใดและรอให้อีกฝ่ายประมาทเพียงอย่างเดียว
“ใครว่าต้องตั้งรับแบบเดียวกันทุกครั้งไปล่ะ?” สืออีกล้าวเย้ยหยัน “โธ่เอ๊ย! ไอ้เด็กกึ่งหญิงผู้นี้คิดงัดกลอุบายของสตรีมาใช้งั้นหรอกรึ?” ระหว่างพูดเช่นนั้นเขาไม่เพียงเบี่ยงกายหลบ ทว่าเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกกลับบ้าง มือข้างหนึ่งตะครุบขาข้างที่เตะอัดมาอย่างว่องไวพร้อมจับเหวี่ยงหมุนไปหนึ่งรอบ
“อ๊าก…” พริบตาเดียวกันนั้นเหอยาโถวทรุดลงคุกเข่าลงกระแทกพื้นในสภาพร่างกายยังลอยอยู่เหนือพื้นอีกครึ่ง เส้นเอ็นบริเวณขาลามมายันสะโพกเจ็บปวดยิ่งราวถูกฉีกให้ผ่าออก ปากของเขาอ้ากว้าง หยดน้ำใสไหลเล็ดออกจากดวงตา
“พี่เหออวี้!” เสี่ยวส้วยเอ๋อกรีดร้องด้วยอารามตกใจและพุ่งตัวไปประคองเหอยาโถวทันที
“ซี๊ด… อย่าขยับ อย่าแตะต้องเชียว!” เหอยาโถวขบกรามแน่นพลางโบกมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ให้ข้าตั้งตัวหน่อย ช้าลงหน่อยเถอะ…” ท่าทางของเขาช่างคล้ายไก่ที่ขโมยจิกข้าวสารไม่สำเร็จ คราวนี้เขาเจ็บปวดยิ่งกระทั่งเม็ดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นกระจายเต็มแผ่นหลัง
“เขาย้ำเตือนแล้วมิใช่หรือว่าให้เจ้าเบามือลงหน่อย เหตุใดต้องออกแรงหนักหน่วงเช่นนี้ด้วย?!” หยุนเชวี่ยถลึงตาดุสืออีอีกครั้ง “ข้าให้เจ้าฝีกสอนเขา ไม่ใช่ให้ต่อสู้กับเขาเสียเอง!”
สืออีแบฝ่ามือออกอย่างจนปัญญา “เขาเล่นอุบายไม่ชอบธรรมกับข้าก่อน ข้าก็แค่ฉวยโอกาสป้องกันตัวเท่านั้นเอง แต่วางใจเถิด ขาไม่ถึงขั้นหักก็ไม่นับว่าย่ำแย่ถึงเพียงนั้นเสียหน่อย…”
“อะไรทำให้เจ้าคิดว่าไม่ย่ำแย่รึ? ดูซิว่าพี่เหออวี้เจ็บปวดอย่างไรบ้าง…” เสี่ยวส้วยเอ๋อเห็นใบหน้าเหยเกราวมะเขือยาวถูกแสงแดดจ้าทำให้เหี่ยวเฉาของเหอยาโถว จึงอดหวั่นเกรงไม่ได้ว่ากระดูกและเส้นเอ็นของเขาอาจกระทบกระเทือนอย่างหนัก
หยุนเชวี่ยโต้เถียงไม่ออกเช่นกัน นางทำได้เพียงก้มลงไปพยุงร่างเหอยาโถวให้ลุกขึ้น “ช่วยกันประคองเขาขึ้นมาก่อน…”
เด็กหญิงทั้งสองร่วมแรงกันหิ้วปีกเหอยาโถวให้ไปนั่งบนโขดหินเรียบได้สำเร็จ ผ่านไปชั่วอึดใจความเจ็บปวดที่แสดงออกชัดผ่านสีหน้าของเขาจึงค่อยจางลง ทว่าหยดเหงื่อยังคงผุดขึ้นตามใบหน้าอย่างต่อเนื่อง สายตาที่จับจ้องไปยังสืออีเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา
“คราวนี้เจ้าได้เรียนรู้บ้างหรือไม่?” สืออีเด็ดต้นหญ้ามาคาบไว้ในปากพร้อมเอนหลังลงพิงโขดหินใกล้เคียง
“เจ้าจงใจแกล้งข้า”
“ข้าเปล่าเสียหน่อย ร่างกายเจ้าไม่ต่างอะไรไปจากรูปสลักหินหยก ยังไม่ทันออกแรงบีบก็ปริแตกเสียแล้ว” มุมปากสืออีโค้งขึ้นเพียงข้างเดียวเป็นเชิงดูแคลน “ยอมรับความพ่ายแพ้เสียบ้าง หรือไม่ก็ควรรู้จักกล่าวประโยคที่ไพเราะเสนาะหูเพื่อไม่ให้ถูกผู้อื่นทุบตีจนแขนขาหัก”
“นี่ เจ้า…” เหอยาโถวเพิ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ซ้ำร้ายยังมาถูกตอกย้ำ สิ่งนี้ทำให้แรงโทสะของเขาทะยานขึ้นเป็นอย่างยิ่งจนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ “อย่ารังแกกันให้มากไปหน่อยเลย! อยากให้ข้ายอมแพ้เจ้างั้นรึ?! ไม่มีทางเสียหรอก!”
“หึหึ ตีโพยตีพายราวกับคุณหนูใหญ่จอมเอาแต่ใจ หากมือทั้งสองข้างของเจ้าถูกมัดแล้วไม่คิดยืมมือผู้อื่นเข้าช่วยเหลือแม้แต่ข้างเดียว ถึงเวลานั้นหากสู้ไม่ได้และเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ เช่นนั้นย่อมน่าอับอายขายหน้ามากกว่าเป็นไหน ๆ”
เหอยาโถวพลันเกิดแรงฮึกเหิม เขาผุดลุกขึ้นพร้อมปัดฝุ่นดินตามร่างกายออกไป “มาเถิด ฝึกฝนก็ฝึกฝน ข้าอยากร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอีกสักหน หากมัวหวาดกลัวก็ถือว่า… ไม่ใช่บุรุษ!”
“เจ้าพูดเองนะ” สืออีเลิกคิ้ว ริมฝีปากปรากฏเป็นรอยยิ้มที่โค้งขึ้นด้วยจงใจยั่วยุโทสะอีกฝ่าย “ไอ้ชายกึ่งหญิง!”
“ย๊าก!” เหอยาโถวโมโหสุดขีดจนขบกรามแน่น ฝ่าเท้าสลับกระทืบลงกับพื้นดินโดยแรงขณะเปล่งเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด เวลานี้เขาไม่มีหนทางอื่นนอกจากรวบรวมพลังกายให้เต็มเปี่ยม จากนั้นจึงพุ่งตัวไปด้านหน้าราวไก่ชนที่พร้อมสู้เต็มที่
“พลั่ก…”
“ตุบ…”
“เผียะ…”
“อ๊าก…”
ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เหอยาโถวต่อสู้ด้วยพละกำลังทั้งหมด เมื่อถูกทำให้ล้มลงก็ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นนี้เรื่อย ๆ และไม่คิดเสียเวลาร่ำร้องโอดครวญอีก
หยุนเชวี่ยนั่งอยู่ด้านข้างมองฉากระทึกตรงหน้าโดยที่ตาไม่กะพริบ ใจไพล่คิดไปว่าเหอยาโถวเปรียบเสมือนก้อนเนื้อนุ่มนิ่มที่ถูกนำมาทำกระสอบทราย ถึงกระนั้นก็ยังฮึดสู้อย่างไม่ยอมแพ้ โดยที่นางไม่รู้เลยว่าสืออีเพียงต้องการปลุกปั่นอารมณ์ของเหอยาโถวเท่านั้นและพยายามยับยั้งแรงกายของตน หากไม่แล้วเหอยาโถวอาจแขนขาหักไปตั้งแต่สามกระบวนท่าแรกของการต่อสู้
“พี่เหออวี้!” เสี่ยวส้วยเอ๋อกำหมัดแน่นพร้อมโบกมือและตะโกนให้กำลังใจเป็นครั้งคราว “พี่เหออวี้แข็งแกร่งมาก! พี่เหออวี้! เข้มแข็งเข้าไว้!” ในทัศนะของนางการที่เหอยาโถวล้มลงไปหลายต่อหลายครั้งแต่ยังลุกขึ้นสู้ต่อได้นับว่ายอดเยี่ยมไม่น้อยทีเดียว
เหลียวชีจินยืนอยู่ตรงที่โล่งกว้างไม่ห่างไปนัก ดวงตาทั้งสองจับสังเกตกระบวนท่าที่สืออีใช้อย่างจดจ่อ แต่ละกระบวนท่าเต็มไปด้วยความแยบยล ทุกครั้งที่สืออีใช้วิธีที่เหนือความคาดหมายเขาอดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนขึ้นว่า “ดี!”
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดเป็นภาพดังนี้…
“ตุบ…” เหอยาโถวถูกผลักจนกระเด็นลงไปกองกับพื้น
เหลียวชีจิน “ดี!”
“พลั่ก…” เหอยาโถวกลิ้งออกไปหลายตลบไกลกว่าสามฟุต
เหลียวชีจิน “ดี!”
“อั่ก…” เหอยาโถวล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นโดยแรง
เหลียวชีจิน “ดี!”
เหอยาโถว…
หยุนเชวี่ย…
เสี่ยวส้วยเอ๋อ…
………………………………………………………………