ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 236 เก็บออมเงินแต่งภรรยา
“เจ้าร่ำเรียนมาจากสำนักฝึกยุทธ์เขตมณฑลใช่หรือไม่?” เหลียวชีจินนึกอิจฉาไม่น้อย
ตัวเขาใฝ่เรียนวิชาการต่อสู้โดยใช้มือและเท้ามาโดยตลอด ทว่าสำนักฝึกยุทธ์แห่งใดเล่าจะรับศิษย์ที่มีฐานะยากจนเข้าฝึกปรือ? นอกเสียจากพบเจออาจารย์เปี่ยมเมตตาจึงฝากตัวเข้าเป็นศิษย์เอก เทียบเท่าการสมัครใจเป็นบุตรบุญธรรมของอาจารย์ผู้นั้น หากถูกอกชอบพออาจเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจนเติบใหญ่
บิดาของเหลียวชีจินตายจากไปตั้งแต่เขายังเยาว์นัก แม่หม้ายเหลียวจึงถนอมเลี้ยงดูเขาให้เติบโตขึ้นด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ท่านใดได้ จึงทำเพียงระงับความฝันด้านวิชากังฟูเอาไว้
“เขตมณฑล?” สืออีพยายามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงส่ายหน้า “ข้าก็จำไม่ได้”
เศษเสี้ยวความทรงจำอันยุ่งเหยิงของเขามีเพียงปลายดาบยาวที่เปื้อนเลือด สายลมที่พัดกระโชก เสียงม้าร้องดังระงม เสียงแตรที่กังวานทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น เสียงสรวลเสเฮฮาและสุราต่าง ๆ ทว่าไร้ภาพของเมืองที่สงบสุขเช่นที่นี่
“เขาความจำเสื่อมเสียแล้ว จดจำสิ่งใดไม่ได้ทั้งนั้น” เหอยาโถวกระซิบบอกข้างหูเหลียวชีจิน
“โอ้…” เหลียวชีจินเกาศีรษะพลางมองไปยังสืออีด้วยความเห็นใจครู่หนึ่งและไม่ถามสิ่งใดอีก จะว่าไปแล้วก็น่าสงสารไม่น้อย
“หน้าตาหรือรูปงามนัก น่าเสียดายที่สมองทึบไปเสียแล้ว” เผยเสี่ยวส้วยทอดถอนใจอย่างนึกเสียดาย จากนั้นจึงกระตุกชายเสื้อของหยุนเชวี่ย “พี่เชวี่ยเอ๋อ ข้าเคยได้ยินท่านแม่เอ่ยว่าคนเช่นนี้บุญมีแต่กรรมบัง”
หยุนเชวี่ยนิ่งงัน
“ความหมายก็คือ ผู้ใดที่มีใบหน้าหล่อเหลาเกินไป แม้แต่สวรรค์ยังนึกอิจฉา จึงสาปแช่งให้พวกเขาเหล่านั้นอาภัพไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง จะเห็นดีงามไปเสียทุกสิ่งไม่ได้…” เสี่ยวส้วยเอ๋ออดไม่ได้ที่จะหันไปพินิศดูสืออีอีกครั้งด้วยความเห็นใจสงสารจากก้นบึ้ง
“เช่นหงเหยียนที่ฐานะต่ำต้อย และหวังหมาจื่อจากหมู่บ้านของเราน่ะหรือ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
ชีวิตของหวังหม่าจื่อน่าอนาถอย่างแท้จริง เมื่อยังเยาว์มีเหตุให้สูญเสียพ่อและแม่ ครั้นล่วงสู่วัยกลางคนกลับต้องเสียภรรยาและลูกชาย พี่น้องก็หายสาบสูญ ผ่านเคราะห์กรรมไปไม่ถึงสองปีตนเองก็มาล้มป่วยหนัก สูญสิ้นพละกำลังแรงกายจนไม่สามารถทำงานใดได้ ต้องอาศัยข้าวปลาอาหารที่ชาวบ้านเวทนานำมาแบ่งปัน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะไม่ได้รับการดูแล ร่างกายผ่ายผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ทว่ายังมีชีวิตอยู่จวบจนปัจจุบัน
แม้ว่าเสี่ยวส้วยเอ๋อจะเห็นอกเห็นใจหวังหมาจื่อ แต่เมื่อหวนนึกถึงกลิ่นกายที่เห็นตลบแรงจึงเบ้ปากโดยไม่รู้ตัว “ผู้คนในหมู่บ้านต่างบอกว่าชีวิตของเขารันทดยิ่งราวกับมีปีศาจร้ายสิงสู่”
หยุนเชวี่ยไร้คำพูด คนรูปงามกลับกล่าวกันว่าสวรรค์กลั่นแกล้งให้เผชิญเคราะห์กรรม ส่วนคนอัปลักษณ์ก็ถูกตราหน้าว่ามีปีศาจสิงสู่ ไม่ว่ายุคสมัยเก่าหรือใหม่ คำพูดยังคงเป็นสิ่งที่ใช้ตัดสินชีวิตผู้อื่นอย่างไร้ความเท่าเทียมไม่เคยแปรเปลี่ยน
มณฑลอันผิง
ทันทีที่เข้าไปในตัวเมือง หยุนเชวี่ยจึงเดินแยกทางจากพวกเขาเพื่อพาสืออีไปเดินเที่ยวเล่นชมเมืองโดยรอบเสียก่อน
บางทีอาจเป็นเพราะเขาอาศัยอยู่ในป่าดงพงไพรมาเป็นเวลานาน เมื่อเห็นบรรยากาศตามท้องถนนที่ครึกครื้น เหล่าผู้คนที่สัญจรไปมา รวมถึงบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่แข่งกันตะโกนร้องเรียกลูกค้าอยู่สองข้างทางจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
“นี่คือตัวเมืองอันผิง ถือเป็นย่านซึ่งคึกคักที่สุดในรัศมีหลายสิบลี้ของมณฑลเราแล้ว” หยุนเชวี่ยเดินเคียงข้างพลางแนะนำไปด้วย “ในเมืองมีสินค้าแทบทุกประเภท ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และของเล่น ทว่าสำหรับข้าแล้วนั่นถือเป็นสิ่งเกินความจำเป็น ของแต่ละอย่างล้วนมีราคาสูง ตัวข้ามีเงินไม่มากนัก…”
ตามจริงแล้วนางเก็บออมเงินไว้แล้วหลายร้อยเหรียญสำหรับใช้จ่าย ดังนั้นเมื่อคิดชักชวนสืออีมาเที่ยวเล่นจึงมีเงินสำรองพอสำหรับเขาบ้าง ทว่าใกล้ถึงเวลาวางแผนทำการค้าใหม่เต็มทีซึ่งอาจต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย เพื่อกันค่าใช้จ่ายที่อาจบานปลายจึงต้องพาเขาเดินวนรอบเมืองเป็นอย่างแรก
“เจ้าหิวหรือไม่? หากหิวแล้วข้าจะแวะซื้อซาลาเปาให้เจ้ากินรองท้องเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยชี้ไปยังร้านซาลาเปาที่อยู่ด้านหน้า ทันใดนั้นจึงตระหนักว่าตนอาจดูตระหนี่จนเห็นได้ชัดจึงกล่าวเสริม “รอจนข้าหาเงินได้มากกว่านี้ค่อยพาเจ้าไปกินอาหารเลิศรส ไม่ว่าจะเป็นไก่ย่าง ลิ้นเป็ดพะโล้ หรือปลาเก๋าลวกจิ้มในภัตตาคารหลงชิง”
“เชวี่ยเอ๋อ แล้วเจ้าชอบสิ่งใดล่ะ?” สืออีกวาดสายตามองไปยังร้านค้าสองฟากฝั่งถนนขณะเอ่ยถาม
“ข้ารึ?”
สืออีหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมพยักหน้าและเผยรอยยิ้ม
“แน่นอนว่าสิ่งที่ข้าปรารถนาที่สุดคือเงินตรา หากมีเงินแล้วต้องการซื้อสิ่งใดก็ย่อมได้ ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“เช่นนั้นข้าจะพยายามหาเงินมาให้เจ้า!” สืออีกล่าวอย่างจริงจัง
หยุนเชวี่ยได้ยินดังนั้นยิ่งรู้สึกปีติยินดี “เจ้าจะหาเงินมาได้อย่างไร? แสดงทักษะใช้อกทุบหินตามท้องถนน? ส่วนข้าก็ตีฆ้องร้องเรียกเก็บเงินจากผู้คนที่มามุงดู? อาจจะเพิ่มการขายโอสถชูกำลังด้วยเป็นอย่างไร?”
“โอสถชูกำลังคือสิ่งใด?”
“อ้าว… สาวน้อยผู้นี้มาอีกแล้วหรือ?” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งรู้จักมักคุ้นกับหยุนเชวี่ยเป็นอย่างดีตรงเข้ามาทักทาย จากนั้นจึงใช้สายตาสำรวจสืออีพลางยิ้มแย้ม “พ่อหนุ่มนี่เป็นลูกเต้าเหล่าใคร? หน้าตาหล่อเหลาเสียจริง ข้าจับจองเขาไว้เป็นคู่หมายได้หรือไม่?”
“พวกเรามาจากหมู่บ้านเดียวกันเจ้าค่ะ ทั้งยังหมั้นหมายกันเป็นที่เรียบร้อย” หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบอย่างลื่นไหลโดยไม่ลังเลสักนิด “การเข้าเมืองในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยเลือกของกำนัลอย่างดีประมาณสองถึงสามอย่างสำหรับเป็นสินสอดทองหมั้นให้บ้านฝ่ายหญิงเจ้าค่ะ!”
“โอ้ โอ้ ประเสริฐ ประเสริฐเสียจริงเชียว!” แม้นางกล่าวแสดงความยินดี ทว่าใบหน้ากลับเจื่อนลงเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง นางถอยหลังจากไปหลายสิบก้าวพลางมองย้อนไปยังสืออีด้วยความเสียดาย
“เหตุใดเจ้าจึงต้องพูดปดกับผู้อื่นว่าเราสองคนหมั้นหมายกันแล้ว?” สืออีเอ่ยถามเสียงแผ่ว ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มอย่างพึงใจ
“เป็นเพราะท่านป้าผู้นั้นพึงใจในตัวเจ้าอย่างไรล่ะ”
“นาง? พึงใจข้างั้นรึ?!” สืออีแสดงท่าทีขยาดกลัวขึ้นมาทันที “นี่… จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?! อายุอานามนางอย่างน้อยก็ประมาณสี่สิบกว่าปีแล้ว! จุ๊จุ๊… ไม่คาดคิดเลยว่าชาวเมืองอันผิงจะเปิดเผยกันถึงเพียงนี้!”
“เจ้าคิดอกุศลอะไรน่ะ?!” หยุนเชวี่ยจ้องหน้าเขาอย่างไร้คำพูด “ข้าหมายความว่าท่านป้าผู้นั้นพึงใจให้เจ้าไปแต่งงานกับลูกสาวของนางต่างหาก! นางพึงใจเจ้าในฐานะลูกเขย!”
“เจ้าไม่กล่าวให้ชัดเจน ทำให้ข้าตระหนกไปหมด”
“ทำไมรึ? หรือเจ้าเปลี่ยนใจใคร่เป็นลูกเขยของนางจริง ๆ? เช่นนั้นเราไปเรียกท่านป้าให้กลับมาเจรจากันด้วยดี เป็นอย่างไร?” หยุนเชวี่ยกล่าวพลางตั้งท่าจะหันหลังกลับ
“ไม่ นั่นไม่จำเป็นเสียหน่อย” สืออีรีบเหยียดแขนออกไปขวางทางหยุนเชวี่ย ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ข้าไม่มีแม้แต่ที่พักอาศัย ไหนเลยจะเก็บเงินเพื่อแต่งภรรยา?”
หยุนเชวี่ยผลักมือเขาออกด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด “หึหึ นับว่าเจ้ายังพอรู้ตนเองอยู่บ้าง”
“เอาเป็นว่า…” สืออีชะลอฝีเท้า จากนั้นจึงหันไปปรึกษานางด้วยเสียงกระซิบ “ข้าจะทำงานเป็นลูกจ้างกิจการเล็ก ๆ ขยันทุ่มเทแรงกายทั้งหมดเพื่อเจ้า หากหาเงินมาได้ก็จะเก็บหอมรอมริบเอาไว้ เผื่อว่าในอนาคตจะได้ใช้สำหรับแต่งภรรยาเป็นอย่างไร?”
“เจ้า!” หยุนเชวี่ยถลึงตาโพลง หากไม่ใช่เพราะอยู่กลางถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน นางคงกระโดดเตะเขาเข้าเสียแล้ว “ย่อมได้! เจ้าก็ลองคิดคำนวณดู เจ้าจะมีรายได้มากเพียงใดกันจากการเป็นลูกจ้างในกิจการเล็ก ๆ รู้บ้างหรือไม่ว่าแต่งภรรยาคนหนึ่งต้องใช้จ่ายจำนวนเท่าใด?”
สืออีสังเกตว่านางเริ่มหงุดหงิดเมื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าว ไม่เพียงกล่าววาจาเหน็บแนมแต่ยังยืนเท้าเอวและกระทืบเท้าเร่า ๆ ภาพตรงหน้าทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม
“ยังมีหน้าขบขันอีกรึ?! เจ้าเด็กบื้อเนรคุณ จะยั่วโทสะข้าไปถึงไหนกัน?!” หยุนเชวี่ยใช้นิ้วจิ้มหน้าอกของอีกฝ่าย “จิตสำนึกของเจ้าช่างย่ำแย่นัก อย่าลืมเสียว่าเจ้าติดค้างเงินสหายข้าอยู่ตั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ! ไม่สิ… หนึ่งร้อยสามสิบห้าเหรียญต่างหาก! ชำระหนี้ของเจ้ามาก่อนดีหรือไม่?!”
“เหตุใดจึงเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยสามสิบห้าเหรียญไปเสียเล่า? เจ้าริอาจให้กู้ยืมเงินแล้วคิดดอกเบี้ยหรืออย่างไร?” สืออียืนนิ่ง ก้มมองมือขาวผ่องที่จิ้มมายังหน้าอกของตนเอง
“มีดโกนที่ข้าซื้อมาให้เจ้าเมื่อวันก่อนอย่างไรเล่า ข้าคิดสิบห้าเหรียญ” หยุนเชวี่ยคิดบัญชีทบให้เขาอย่างนึกอารมณ์เสีย “ฮึ่ม! พูดง่ายเสียจริงว่าข้าให้ยืมเงินแล้วคิดดอกเบี้ยสูง อย่าลืมว่าชีวิตเจ้าเป็นของข้า หากไม่ยินยอม… เช่นนั้นเจ้าจะเสาะหาสิ่งใดมาชำระคืนเล่า?”
“ข้ามอบทั้งชีวิตนี้ให้เจ้าครอบครอง และข้าจะทำงานหาเงิน ได้มาเท่าไหร่จะมอบให้เจ้าทั้งหมดไม่มีบิดพลิ้ว แม้ชาตินี้เสาะหามาจ่ายคืนไม่ได้ก็ค่อยชดใช้ให้กับเจ้าในชาติหน้า เจ้าว่าดีหรือไม่?” สืออีถือโอกาสกอบกุมนิ้วมือของนางพลางยิ้มกว้าง
หยุนเชวี่ยนิ่งอึ้งราวถูกฝังเข็มจี้จุดอย่างฉับพลัน สีหน้าชะงักงันแข็งค้างไปชั่วขณะ
“ข้าพูดสิ่งใดผิดไปงั้นหรือ?” สืออีเลิกคิ้วขึ้น
“เจ้า… นอกจากเจ้าจะมีพลังป่าเถื่อนแล้วยังจะทำสิ่งอื่นใดได้อีก? หากต้องการจ้างเจ้าทำงานจริงสู้ซื้อเสื้อวัวมาใช้แรงงานยังดีกว่า เจ้าน่ะกินจุเกินไป” หยุนเชวี่ยได้สติคืนกลับมาจึงรีบชักมือกลับก่อนถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง จากนั้นจึงวิ่งไปยังร้านขายซาลาเปาอย่างรวดเร็ว…
……………………………………………………………..