ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 234 จิตใจสตรีราวเข็มก้นมหาสมุทร
หลังจากแยกครอบครัวออกมาเป็นเวลานานพอควร แม้แม่นางเหลียนยังโง่งมอยู่บ้างทว่านิสัยกลับแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นบรรดาลูก ๆ ได้รับความขับข้องใจนางทำได้เพียงหลั่งน้ำตา แต่ตอนนี้กลับเปล่งประกาศิตกร้าวด้วยต้องการปกป้องพวกเขาอย่างสุดกำลัง สิ่งนี้ทำให้หยุนเชวี่ยรู้สึกปลาบปลื้มยิ่ง
หยุนลี่เต๋อเงียบกริบ
“ท่านพี่พูดอะไรบ้างสิ!” แม่นางเหลียนเห็นสามีไม่ปริปากคำใดจึงรู้สึกขัดใจขึ้นมาบ้าง “ท่านเป็นพ่อคนเพราะฉะนั้นคิดเห็นอย่างไร? ลูกสาวข้าทำสิ่งใดผิดจึงถูกรังแกอยู่ร่ำไป ข้าจะบอกบางสิ่งให้รู้ไว้ หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกหน ข้าจะหอบลูก ๆ กลับบ้าน ส่วนท่านก็ใช้ชีวิตแต่เพียงลำพังต่อไปเถิด!”
กล่าวจบแล้วแม่นางเหลียนจึงถลึงตาใส่หยุนลี่เต๋อพร้อมจูงมือหยุนเชวี่ยเดินจากไป
หยุนลี่เต๋อใช้มือข้างหนึ่งแบกจอบ ส่วนมืออีกข้างยกถังไม้ที่นางโยนทิ้งเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนเดินตามหลังไปพร้อมกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “ข้าเป็นพ่อที่ไม่ดีเอง เจ้าอย่าโกรธเคืองไปเลย… ชาวบ้านมองใหญ่แล้ว…”
“มาพูดเอาตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว!”
“ไม่พูด เช่นนั้นข้าไม่พูดแล้ว…”
“พี่รองหยุน ลูกสาวของท่านถูกวิ่งไล่ไปรอบหมู่บ้านเช่นนี้กลับไม่พูดสิ่งใดแม้แต่คำเดียวเลยรึ?!”
“ครู่นี้ข้าพูดไปแล้วมิใช่หรือ?”
“พูดพล่ามสิ่งใดกัน? ยังไม่รู้จักสงบคำอีกรึ?”
ทุกครั้งที่แม่นางเหลียนโกรธย่อมทำให้หยุนลี่เต๋อตื่นตระหนกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทว่าคราวนี้เขายิ่งรู้สึกสับสนงงงวยกว่าทุกหน หัวใจสตรีช่างยากแท้หยั่งถึง นี่เขากำลังทำสิ่งใดผิดพลาดไปกันแน่?
หยุนเชวี่ยหันกลับไปมองหยุนลี่เต๋อด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจและจนปัญญา ส่วนหยุนเยี่ยนซึ่งเดินเคียงข้างลอบกระซิบว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่หมายความว่าอย่าได้พูดความใดกับนางเลย สงบคำไว้เจรจากับท่านอาสามเป็นการดีกว่า…”
แม่นางเหลียนจูงมือหยุนเชวี่ยเดินลิ่วไปข้างหน้า ครั้นกลับไปถึงบ้านก็ไม่สนใจผู้ใดและเดินเข้าไปในห้องปีกตะวันตกพร้อมปิดประตูดังปัง หยุนลี่เต๋อยืนนิ่งกะพริบตาปริบเมื่อถูกปิดประตูใส่หน้า จากนั้นจึงเบนสายตาไปมองหยุนเยี่ยนอย่างเงียบเชียบ
“ท่านพ่อ ข้า…” หยุนเยี่ยนกล่าวอ้ำอึ้ง “อันที่จริงแล้ว ข้าว่าท่านแม่ก็พูดมีเหตุผลนะเจ้าคะ” กล่าวจบนางจึงเปิดประตูเข้าห้องตามเข้าไปเช่นกัน
หยุนลี่เต๋อยืนรออยู่ด้านนอกห้องอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงเข้าครัวก่อไฟปรุงอาหารด้วยตนเองโดยไม่พูดจา กระทั่งหม้อมีควันลอยกรุ่น เสี่ยวอู่จึงกลับมาจากการเล่าเรียน เขาหอบตำราไว้ในมือหนึ่งพร้อมยอบกายลงนั่งอยู่ไม่ห่างอย่างเงียบเชียบ
เสียงก่นด่าจากปากหยุนลี่เซียวยังดังออกมาจากห้องชั้นบนเป็นระยะ ผู้เฒ่าหยุนเดินออกมาจากตัวบ้าน สองแขนยกขึ้นไพล่หลังพลางเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “เจ้ารอง ไปเรียกเชวี่ยเอ๋อออกมาที ข้ามีเรื่องต้องการถามนาง”
“เสี่ยวอู่ ลุกมาเฝ้าหม้อแทนพ่อทีเถิด” หยุนลี่เต๋อปัดฝ่ามือตนเองเบา ๆ
เสี่ยวอู่ลากเก้าอี้ไปนั่งเฝ้าข้างหม้อใบใหญ่ตามคำสั่ง
หยุนลี่เต๋อลุกขึ้น ทว่าไม่ได้เดินไปเรียกหยุนเชวี่ยจากห้องปีกตะวันตกแต่อย่างใด เขากล่าวกับผู้เฒ่าหยุนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง “ท่านพ่อ ข้าพอได้ยินเรื่องน้องสามถูกชาวบ้านรุมทุบตีแล้ว แต่นั่นเป็นเพราะเขาปากหาเรื่องเอง ไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเชวี่ยเอ๋อเลยแม้แต่น้อย”
คิ้วทั้งสองของผู้เฒ่าหยุนขมวดเป็นปม หยุนลี่เซียวสร้างปัญหาทำให้เขาวุ่นวายใจอีกครั้ง ถึงอย่างไรหยุนลี่เซียวก็เป็นลูกชายแท้ ๆ ของตน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถูกชาวบ้านแห่กันมารุมล้อมทุบตีจนมีสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ เมื่อไม่ทราบเหตุผลจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตระหนก
“เขาก่นด่าพาดพิงถึงลูกสะใภ้ของจางเอ้อชูต่อหน้าฝูงชน จากนั้นยังหันไปพ่นถ้อยคำโกหกสร้างเรื่องให้แม่หม้ายเหลียวเสียหายอย่างร้ายแรง ทั้งยัง…” หยุนลี่เต๋อระมัดระวังคำพูดไม่ให้รุนแรงเกินควร จากนั้นจึงสรุปความเพียงว่า “หากไม่ใช่เพราะเขากระทำหยาบคายก่อน พวกชาวบ้านจะรุมประชาทัณฑ์เขาอย่างไร้เหตุผลได้อย่างไร?”
“เจ้ารอง…” ผู้เฒ่าหยุนนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนหายใจ “ต่อให้น้องสามของเจ้าเลวร้ายเพียงใด อย่างไรก็ถือเป็นคนแซ่หยุน ทั้งยังเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเจ้า หากเกิดเรื่องใหญ่เข้าจริง เกรงว่าแม้แต่เจ้า…”
“ท่านพ่อขอรับ” ผู้เฒ่าหยุนยังไม่ทันกล่าวจบประโยค หยุนลี่เต๋อกลับขัดขึ้นเสียก่อน “เพราะน้องสามเป็นน้องชายแท้ ๆ ของข้า ดังนั้นข้าจึงไม่ถือสาหาความแต่อย่างใด หากเขาเป็นผู้อื่นไปเสียบางทีข้าอาจเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ทุบตีเขาในวันนี้”
ผู้เฒ่าหยุนสะอึกอีกครั้งพลางมองไปที่หยุนลี่เต๋อด้วยแววตาประหลาดใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าลูกชายคนรองที่ซื่อบื้อและไร้ความคิดจะกล่าวเจตนารมณ์เช่นนี้
“ท่านพ่อ วันนี้น้องสามได้รับบทเรียนจากชาวบ้านหนักหนาสาหัสพอแล้ว เช่นนั้นข้าจะไม่พูดความใดเพิ่ม” หยุนลี่เต๋อหลุบเปลือกตาลง ใบหน้าดำคล้ำเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใด “ข้ารบกวนฝากถ้อยคำไปบอกน้องสามด้วย นับจากนี้ไปหากเขาคิดทำร้ายลูกสาวของข้าให้เจ็บช้ำน้ำใจอีก จงอย่ากล่าวโทษหากข้าจะไม่นับเขาเป็นน้องชายอีกต่อไป”
ลำคอของผู้เฒ่าหยุนขยับเคลื่อน ดวงตาขุ่นมัวจ้องเขม็งไปยังหยุนลี่เต๋อ ทว่าไม่อาจโต้แย้งใด ๆ ได้
“ข้าไม่เพียงขู่ให้เขากลัวเท่านั้น” หยุนลี่เต๋อเอ่ยพลางทรุดกายลงไปสนใจหม้อปรุงอาหาร จากนั้นจึงหักไม้ฟืนที่หนาประมาณท่อนแขนโยนลงไปในเตาไฟ ทำให้ไฟที่จวนมอดดับลุกโชติช่วงขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของเขามืดมนและเคร่งเครียดยิ่งกว่าเก่า
“อนิจจา… ข้าแก่แล้ว แก่มากแล้ว จัดการเรื่องใดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เจ้ารอง เช่นนั้นก็จงใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของเจ้าต่อไปเถิด…” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจยาว
หยุนลี่เต๋อจับจ้องไปยังเปลวไฟก้นหม้อนิ่งงันเป็นนานโดยไม่หันกลับไปมอง
ผ่านไปครู่ใหญ่
ผู้เฒ่าหยุนยกแขนขึ้นไพล่หลังตามเดิมด้วยความผิดหวังก่อนหมุนกายเดินกลับเข้าบ้านไป
ห้องปีกตะวันตก
“ได้ยินชัดเจนหรือไม่? พ่อของเจ้าพูดสิ่งใดบ้าง?” แม่นางเหลียนซึ่งนั่งอยู่ตรงขอบเตียงเอ่ยถาม
หยุนเชวี่ยนอนคว่ำหน้าอยู่ใต้กรอบหน้าต่าง หูข้างหนึ่งแนบชิดเข้ากับผนังห้อง “ท่านพ่อกล่าวว่าที่อาสามถูกทุบตีเป็นเพราะหาเรื่องใส่ตัว… ทั้งยังเสริมอีกว่าหากอาสามไม่ใช้น้องชายของเขา เห็นทีเขาคงผสมโรงทุบตีไปนานแล้ว และยังบอกอีกว่า…”
หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วสูงด้วยนึกว่าตนเองคงฟังผิดไป บิดาผู้ซื่อบื้อและโง่งมเช่นเขาจะพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจริงหรือ?
“บอกว่าอย่างไรอีก?”
“ยังบอกอีกว่า… ให้ท่านปู่นำถ้อยคำกลับไปบอกอาสาม หากเขากล้าทำให้พวกเราลำบากใจอีก เขาจะไม่นับว่าอาสามเป็นพี่น้องอีกต่อไป นี่ไม่ใช่การขู่ให้กลัวเพียงเท่านั้น…” สีหน้าของหยุนเชวี่ยขณะเล่าสารที่ได้รับมายิ่งประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ
“พ่อของเจ้ากล่าวเช่นนั้นจริงรึ?” แม้แต่แม่นางเหลียนก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่รับฟัง
หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ “ท่านแม่ ข้าคิดว่าข้าคงหูตึงเสียแล้ว ท่านแม่มาฟังเองเถิดเจ้าค่ะ!”
“อายุยังน้อยนัก เหตุใดหูใช้การไม่ได้เสียแล้ว?” แม่นางเหลียนขยับกายมานั่งเบียดเสียดข้างกายลูกสาว จากนั้นจึงหลบอยู่ใต้กรอบหน้าต่างพร้อมเงี่ยหูฟัง
“เหตุใดเงียบไปเสียแล้ว?”
“สนทนากันจบแล้วกระมัง?”
“เยี่ยนเอ๋อ เจ้าได้ยินหรือไม่?”
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ หลังเชวี่ยเอ๋อกล่าวจบก็ไม่ได้ยินเสียงใดอีกเลย…”
แม่และลูกสาวทั้งสองกระซิบพูดคุยกันเสียงแผ่วเบา ทันใดนั้นประตูห้องกลับถูกเปิดออก หยุนลี่เต๋อยืนนิ่งอยู่หน้าประตู “อาหารเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว… พวกเจ้าทำสิ่งใดกันอยู่รึ?”
แม่นางเหลียนรีบผุดลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงใช้มือทัดปอยผมและเดินสวนออกจากประตูไปราวกับไม่เคยมีไม่เหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
“ท่านพ่อ…” หยุนเยี่ยนรีบเดินตามออกไป “ข้าและท่านแม่อาสาไปยกมาแทนท่านเองเจ้าค่ะ”
หยุนเชวี่ยส่งยิ้มกว้าง “ท่านพ่อ เย็นนี้ต้องการทานสิ่งใดดีเจ้าคะ?”
หยุนลี่เต๋อ “กับข้าวเมื่อช่วงเที่ยงก็ยังเหลืออยู่มิใช่รึ?”
“อ้อ…”
หยุนลี่เต๋อยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่
…
สุภาษิตโบราณเคยว่าไว้ สิ่งดีงามจะคงอยู่ ทว่าสิ่งเลวร้ายย่อมระบือไกลออกไปนับหลายพันลี้ ฟ้ายังไม่ทันมืดลงเรื่องหยุนลี่เซียวถูกรุมประชาทัณฑ์ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นเรื่องขำขันของทุกครัวเรือนเมื่อกล่าวถึงในช่วงมื้อเย็น
“กรอด…” หยุนลี่เซียวนอนนิ่งเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียง เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนสาปแช่งด้วยความโกรธแค้น “ไอ้พวกหมาหมู่มันบังอาจทำร้ายข้า! รอก่อนเถิด ข้าจะทำให้พวกมันดับดิ้นไปทีละตัว! ข้าจะล้างแค้นพวกมันอย่างสาสม!”
แม่นางเฉินปล่อยให้หยุนลี่เซียวคำรามต่อไป ในมือซึ่งถือผ้าขนหนูชุบน้ำไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน “เจ้าเช็ดตัวเองดีหรือไม่? หากข้าแตะต้องกายเจ้าประเดี๋ยวก็ร้องโอดโอยอีก…”
“ข้าแต่งเจ้ามาเป็นภรรยาเพื่ออะไรกัน?! สามีเพียงคนเดียวก็ปรนนิบัติไม่ได้! เช่นนั้นชีวิตเจ้าจะทำสิ่งใดได้อีก?! ทั้งเกียจคร้าน ทั้งโง่เง่า เหตุใดท่านแม่จึงจัดสรรเจ้าให้แต่งงานกับข้ากันนะ! น่าสมเพชเสียจริง!” หยุนลี่เซียวโกรธจัดทว่าไร้ที่ระบาย จึงทำเพียงตะครุบใบหน้าของแม่นางเฉินและพ่นคำด่าอย่างเกรี้ยวกราด แต่แล้วแผลแตกบริเวณมุมปากกลับปริออก ทำให้ความโกรธยิ่งทวีความรุนแรง เขาเหวี่ยงฝ่ามือฟาดเข้าที่ใบหน้าแม่นางเฉินทันที
…………………………………………………………………