ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 233 ความหายนะในรอบพันปี
ขออภัยงั้นรึ?
โอ้… เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่จะยอมขออภัย ไม่มีทางอย่างแน่นอน! หากขออภัยนางต่อหน้าผู้คน เรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นที่โจษจันภายในชั่วข้ามคืน เช่นนั้น ‘นายน้อยสาม’ เช่นเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้อีก?!
ครั้นเห็นสีหน้าเชิงตำหนิติเตียนจากทุกคน หยุนลี่เซียวจึงบังเกิดความขุ่นเคืองใจเล็กน้อย เขาไม่อาจยอมถอนคำพูดร้ายแรงเหล่านั้นได้ เพราะแท้จริงแล้วเขาค่อนข้างอ่อนไหวและกลัวการขายหน้ามากทีเดียว ชั่วอึดใจที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดเขาก็มายืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหยุนเสียแล้ว ร่างกายรวมถึงน้ำเสียงแข็งทื่อขณะเอ่ยคำเบาอย่างกระอักกระอ่วน “เรื่องของข้าเอง ข้าย่อมรู้ดีว่าเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องของเจ้า หากบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้กระทำสิ่งใดผิดแล้วจะร้อนตัวไปไยเล่า?”
แม่หม้ายเหลียวตกตะลึงกับถ้อยคำราวไม่สำนึกของอีกฝ่ายและโกรธจนใบหน้างอง้ำ “สร้างข่าวลือเสียหายแล้วยังไม่คิดยอมรับผิด! เหตุใดเจ้าจึงเป็นคนไร้ยางอายถึงเพียงนี้?!”
หยุนลี่เซียวเชิดหน้าขึ้น สันจมูกแทบขนานไปกับแนวท้องฟ้า สายตาเหล่มองคู่กรณีด้วยต้องการสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“หยุนลี่เซียว สั่งสมคุณธรรมอันดีไว้ในปากเน่า ๆ ของเจ้าเสียบ้างเถิด! การรังแกสตรีที่เป็นแม่หม้ายมิใช่เรื่องที่น่าประกาศศักดาแต่อย่างใด!” สตรีผู้หนึ่งเท้าเอวพลางสบถด่าด้วยความชิงชัง
“ปล่อยเขาไว้ด้วยเหตุใดกันเล่า?! ไอ้หมอนี่มันอันธพาลไร้เหตุผลชัด ๆ!” ชายคนหนึ่งในบรรดาฝูงชนตะโกนขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว “ประชาทัณฑ์มันซะ! มันชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว!”
เสียงดังกล่าวเสมือนประกายไฟ ซึ่งถูกจุดขึ้นท่ามกลางประทัดยักษ์ซึ่งก็คือไฟแค้นของกลุ่มคน
“เคร้ง…” จางเอ้อชูที่ถูกยั่วโทสะเป็นทุนเดิมอยู่แล้วโยนจอบในมือทิ้งลงพื้นดิน ตามด้วยชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนหลายคนที่รุมล้อมเบียดร่างหยุนลี่เซียวให้อยู่กลางฝูงชน
“อะไร?! จางเอ้อชู เจ้าต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่?!” หยุนลี่เซียวร้องตะโกนโวยวายอยู่หน้าบ้านตนเอง “ข้าถูกทำร้าย! ข้าถูกทำร้ายตอนกลางวันแสก ๆ! ใช้กฎศาลเตี้ยเช่นนี้แล้วกฎบ้านเมืองจะยังศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่?!”
“กฎบ้านเมืองงั้นรึ? เจ้าอ้าปากพ่นวาจาหยาบคายใส่สะใภ้เหลียวจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำเช่นนี้แล้วยังคิดคำนึงถึงกฎบ้านเมืองอยู่อีกรึ?!”
“อย่ามัวโต้เถียงกับมันเลย ใครเป็นบุรุษจงทุบตีไอ้บุรุษหน้าซื่อใจคดผู้นี้ซะ!”
“ตีมัน! ต่อยปากมันให้รู้จักหลาบจำเสีย!”
ผู้หญิงหลายคนต่างถอยออกไปยืนเท้าเอวคอยส่งแรงใจให้เหล่าผู้ชาย ครั้นเห็นบรรดาคนร่างกำยำหลายสิบคนสืบเท้าเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ขาของหยุนลี่เซียวกลับเกร็งก้าวไม่ออกขึ้นมาเสียอย่างนั้น “พวกเจ้ากล้ารึ…”
ยังไม่ทันกล่าวจนจบประโยค กำปั้นขนาดใหญ่ยักษ์เท่ากระสอบทรายพลันเหวี่ยงซัดเข้าใบหน้าหยุนลี่เซียวอย่างสุดแรง “พลั่ก!”
หยุนลี่เซียวทรุดลงกองกับพื้นโดยไม่มีสุ้มเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา
“ตุบ!”
“ตุบ… ตับ… ตุบ… ตับ…”
“เป็นอย่างไรล่ะพ่อจอมเสแสร้ง ปากเก่งเสียจริงเชียว!”
“หึ ข้าน่ะอยากซัดหน้าไอ้หมอนี่มานานแล้ว!”
หยุนเชวี่ยซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมองด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง เวลานี้สภาพของหยุนลี่เซียวสะบักสะบอมไม่ต่างอะไรไปจากสุนัขตกน้ำ หมัดที่ระดมต่อยตีเขาไม่เพียงเป็นของเหล่าผู้ชายเท่านั้น แต่ยังมีฝ่ามือและฝ่าเท้าของบรรดาผู้หญิงมากกว่าสิบคู่ซึ่งปกติไม่ค่อยแสดงออกใด ๆ ร่วมรุมประชาทัณฑ์ด้วย
หยุนลี่เซียวขดร่างกายจนกลายเป็นก้อนกลม เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยรอยรองเท้าขนาดใหญ่นับไม่ถ้วน ทั้งยังส่งเสียงร้อง “อึก… อึก…” เพราะความเจ็บปวดจนส่งเสียงไม่ออก
“พอได้แล้ว ประเดี๋ยวมันจะตายตกไปเสียเปล่า” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนใช้เท้าเขี่ยไปที่หลังของหยุนลี่เซียวสองถึงสามครั้ง
“ความหายนะในรอบพันปี! ชีวิตของมันเกิดมาไร้ค่ายิ่งนัก!”
“ไอ้สารเลวนี่ เกรงว่าพวกเราทำได้เพียงรอคอยให้สายฟ้าผ่าฟาดลงมาลงทัณฑ์มันเท่านั้น!”
ชาวนาทุกคนล้วนเป็นคนซื่อตรงและจริงใจ พวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางสังคมที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เพียงชำนาญด้านการทำไร่ทำนา แต่ยังมีทักษะด้านการต่อสู้เป็นเลิศอีกด้วย การทะเลาะวิวาทจึงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง เพียงหมัดและฝ่าเท้าถึงเนื้อถึงตัวหรือคว้าได้ไม้หน้าสามอย่างหนามาสักไม้ศัตรูก็ไม่อาจต่อกรได้ ทั้งยังมากพอที่จะทำให้คนพาลคนหนึ่งต้องนอนหยอดโอสถไปอีกหลายวัน
เวลานี้แม้หยุนลี่เซียวต้องการอ้อนวอนขอความเมตตาก็สายเกินไปเสียแล้ว น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลรินลงจากดวงตา ทั้งยังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนริมฝีปากอ้าพะงาบ
“ผู้เฒ่าหยุนกำลังจะลงมาจากเรือนแล้ว!” ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
“ไปกันเถอะ พบเจอไปก็ไม่ช่วยให้สิ่งใดดีขึ้น ปล่อยให้เขาจัดการลูกชายตนเองดีกว่า”
“วูบ…”
พริบตาเดียวผู้คนต่างก็แยกย้ายกระจายตัวกันไปคนละทิศทางเสียแล้ว หลายคนต่างหยิบเอาเครื่องมือทำสวนติดมือขึ้นมาและเดินจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยไม่แยแสร่างน่าสังเวชของหยุนลี่เซียวที่นอนขดตัวงองุ้มยกมือกุมศีรษะ
“โอ้… จริงสิเชวี่ยเอ๋อ ตามป้าไปกินข้าวที่บ้านพร้อมกันดีหรือไม่?” แม่หม้ายเหลียวเหลือบตามองผู้เฒ่าหยุนที่เดินออกมาจากตัวบ้านด้วยสีหน้าคล้ำหม่น นางยิ้มกว้างพลางวางมือลงบนศีรษะของหยุนเชวี่ยแผ่วเบาราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เอ่อ ขออภัยท่านป้าที่เสียมารยาทเจ้าค่ะ แต่ข้ายังต้องกลับไปหาท่านพ่อและท่านแม่” หยุนเชวี่ยเอาหูเอานาเอาตาไปไร่เช่นเดียวกัน จากนั้นจึงรีบสาวเท้าวิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ครั้นเข้าไปแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่จึงได้ยินเสียงแม่นางเฉินร้องคร่ำครวญเป็นการใหญ่
“โอ้! ท่านพี่ของข้า! นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้นจึงหมายจะฆ่าแกงกันกลางวันแสก ๆ โดยไม่สนใจกฎบ้านเมือง! สามี! ท่านพูดอะไรหน่อยสิ! อย่าทำให้ข้ากลัวเช่นนี้! พี่เซียวของข้า!”
หยุนเชวี่ยเอนหลังพิงต้นไม้พลางทอดถอนใจด้วยสมควรแล้วที่หยุนลี่เซียวจะได้รับบทเรียนเช่นนี้ ทว่าจิตสำนึกอีกด้านกลับนึกขบขันขึ้นมา ด้วยไม่คิดว่าบรรดาชาวนาที่ดูขยันขันแข็งและซื่อตรงเหล่านั้นจะมีด้านที่ไม่ยอมคนเช่นนี้
…
หยุนลี่เต๋อ แม่นางเหลียน และหยุนเยี่ยนแบกอุปกรณ์ทำสวนกลับมาจากการทำงานเพาะปลูกในไร่ ทั้งสามมีเหงื่อไหลโซมกายเช่นทุกครั้ง ทว่าวันนี้คล้ายมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
อันดับแรก พวกเขาพบปะกับหลีซื่อ ซึ่งหลีซื่อได้ส่งรอยยิ้มกว้างทักทายหยุนลี่เต๋อ
ครั้นเดินต่อมาเรื่อย ๆ จึงได้พบเข้ากับสะใภ้หม่า และสะใภ้หม่าก็ส่งยิ้มให้พวกเขาเช่นกัน
ตามมาด้วยจางเอ้อชูที่เอ่ยขึ้นอย่างรีบร้อนว่า “ข้าต้องขอโทษพี่รองหยุนด้วย…”
หยุนลี่เต๋องุนงงยิ่ง
ยังไม่ทันที่เขาจะเดินเข้าไปหาจางเอ้อชูเพื่อถามถึงเหตุผล อีกฝ่ายก็โค้งกายพร้อมประสานมือคำนับและรีบเดินลิ่วจากไปไกลเสียแล้ว
“นี่เกิดสิ่งใดขึ้น?” แม่นางเหลียนรู้สึกสับสนไม่แพ้กัน “เหตุใดข้าจึงสังหรณ์ใจราวกับ…”
ความคิดฟุ้งซ่านยังไม่ทันก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง หันไปอีกคราจึงพบหยุนเชวี่ยวิ่งเหยาะ ๆ ตรงมาหา “ท่านพ่อ ท่านแม่…”
“เกิดสิ่งใดขึ้นรึ?” หัวใจแม่นางเหลียนเต้นระรัวด้วยกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับลูกสาว นางรีบโยนถังน้ำทิ้งไปด้านข้างก่อนเดินออกไปสองถึงสามก้าวเพื่อรับร่างหยุนเชวี่ยเขามาในอ้อมอก
“ท่านแม่ ครู่นี้อาสามทะเลาะวิวาทกับชาวบ้านที่หน้าประตูรั้วเจ้าค่ะ…”
“เป็นเจ้าสามหรอกรึที่เกิดเรื่อง?” แม่นางเหลียนผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอก “เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่? เจ้าถูกทำร้ายหรือไม่? ให้แม่ดูเจ้าหน่อยซิ…”
“ข้าปลอดภัยดีทุกประการเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยโบกมือก่อนอธิบายอย่างช้า ๆ “อาสามถูกรุมประชาทัณฑ์เจ้าค่ะ…”
“รุมประชาทัณฑ์รึ?”
“แรกเริ่ม อาสามโกรธมากกระทั่งวิ่งไล่ตามหมายจะหักขาข้า จากนั้น…” หยุนเชวี่ยดึงแขนคนทั้งสามให้ไปหลบร่มอยู่ริมทาง ก่อนเล่าสาเหตุตั้งแต่ต้นจนเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทให้พวกเขารับรู้โดยละเอียด
“เคราะห์ดีที่ยังไม่เจ็บหนักถึงขั้นปางตาย เพียงทนรักษากายนอนเจ็บเพียงสองถึงสามวันก็หายเป็นปกติแล้วกระมัง…” หยุนเชวี่ยพูดพลางหัวเราะคิกคักและหันไปมองหน้าหยุนเยี่ยนซึ่งแทบกลั้นความขบขันไว้ไม่ไหวเช่นเดียวกัน
“เจ้าสามผู้นี้ช่างน่าอับอายขายหน้าเสียจริงเชียว!” แม้แต่แม่นางเหลียนที่มีจิตใจอ่อนโยนยังไม่อาจทำใจให้นึกสงสารหยุนลี่เซียวได้ “ริมฝีปากช่างไร้หูรูด อีกอย่างยังมีหน้ากล่าวหาว่าเชวี่ยเอ๋อไปยั่วโทสะตนเอง เหตุใดในแต่ละวันจึงคอยหาเรื่องหลานสาวอยู่เรื่อย?!”
“โชคดีแล้วที่เชวี่ยเอ๋อปราดเปรื่องและว่องไวกว่า” หยุนเยี่ยนกล่าว “หากพวกเรายังกลับไปไม่ถึงบ้านและอาสามเกิดจับตัวนางไปขังไว้และลงมือทุบตีเข้าจริง เช่นนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป?”
“ไม่ได้อย่างเด็ดขาด แม้แต่แม่ยังไม่เคยทุบตีสั่งสอนลูกสาวตนเอง แล้วเขาจะก้าวก่ายสั่งสอนลูกสาวของแม่ได้อย่างไรกัน?” แม่นางเหลียนดึงร่างหยุนเชวี่ยเข้าไปกอดแนบอกเพื่อปลอบขวัญ พร้อมถลึงตาเมื่อนึกถึงหยุนลี่เซียวและเกิดความคับแค้นใจ จากนั้นจึงกระทืบเท้าโดยแรง “เจ้าสามคงตระหนักเสียทีว่าเวลาเชวี่ยเอ๋อเอาจริงบ้างเป็นอย่างไร หากวันใดเขาหาญกล้ามาทำร้ายเจ้า แม่ผู้นี้จะต่อสู้เพื่อเจ้าอย่างถึงที่สุดทีเดียว!”
……………………………………………………………