ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 232 ที่ปรึกษาที่ไม่ใช่บุรุษ
“ย่อมได้! จะได้รู้กันไปเสียทีว่าผู้ใดกันแน่ที่ไม่ใช่บุรุษ!” ซานหลางหักนิ้วด้วยความโมโหพลางแค่นเสียงหัวเราะ “ฮึ่ม! คอยดูเถิดข้าจะทุบตีไอ้ชายกึ่งหญิงนั่นจนต้องร้องเรียกพ่อแม่ได้จริงหรือไม่!”
“มันหายหัวไปไหนเสียแล้ว?” หยุนลี่เซียวยกแขนขึ้นกอดอกพลางสอดส่ายสายตามองโดยรอบ
“เช่นนั้นรึ?” หยุนเชวี่ยเอียงศีรษะพร้อมแบมือออก สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด “ผลแพ้ชนะย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถ ครู่นี้ความอัปยศจากการพ่ายแพ้ไม่ทำให้เจ้าขายหน้าเลยหรืออย่างไรกัน? หนำซ้ำยังคิดทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียอีก อาสาม ท่านเห็นควรเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
หยุนลี่เซียวสะอึก ‘นังเด็กผู้นี้บังอาจตำหนิข้าซึ่งหน้า! ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับการอบรมว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเป็นเช่นใดงั้นรึ?! ดี! ดีที่พี่รองยังไม่กลับมา’
“นังเด็กสารเลว! ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เจ้าช่างไร้ซึ่งสำนึก! หากพ่อแม่เจ้าไม่คิดอบรม เช่นนั้นข้านี่แหละจะเป็นผู้สั่งสอนเจ้าเอง!” หยุนลี่เซียวถลึงตาก่อนพลิกด้านพัดในมือขึ้นหมายใช้เป็นสิ่งทุบตีหยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ยฉลาดพอที่จะไม่ยอมอยู่เฉยให้ถูกทำร้าย นางรีบวิ่งออกไปนอกบ้านก่อนตะโกนลั่น “ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่เคยดุด่าทุบตี ท่านเป็นใครกันจะมาทุบตีข้า?!”
“ข้าคืออาสามของเจ้า ส่วนเจ้าก็เป็นเด็กหญิงตระกูลหยุน! อย่าได้คิดว่าปีกกล้าขาแข็งเพียงพอจึงกล้าต่อล้อต่อเถียงกับข้า! เพียงจับเจ้าและไอ้เด็กเหอยาโถวนั่นหักขา เห็นทีคงผายลมไม่ออกเสียแล้ว!”
หยุนเชวี่ยวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว หยุนลี่เซียวก็ปราดเข้าเกือบประชิดตัว มือข้างหนึ่งเกือบคว้าร่างนางไว้ได้แล้ว
“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! อาสามกำลังจะจับข้าหักขา!” หยุนเชวี่ยร้องตะโกน
ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ผู้คนในหมู่บ้านซึ่งทำไร่นาตลอดทั้งช่วงบ่ายกำลังเดินทางกลับบ้าน ภาพตรงหน้าที่พวกเขาเห็นคืออาและหลานสาวแท้ ๆ กำลังวิ่งไล่จับกันอย่างดุเดือด คนหนึ่งวิ่งไล่ด้วยความมาดร้าย ส่วนอีกคนวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“หยุนลี่เซียวเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?”
“เชวี่ยเอ๋อเป็นเด็กฉลาดทั้งยังมารยาทงาม เหตุใดจึงทำให้อาตนเองโกรธเป็นฟืนไฟเช่นนี้?”
“ใช่ว่าข้าคิดอคติหรอกนะ แต่หยุนลี่เซียวน่ะไร้คุณธรรมเช่นไรพวกเราต่างก็รู้ดีมิใช่รึ? จุ๊จุ๊… เหตุใดตระกูลหยุนจึงมีลูกชายไม่เอาไหนเช่นนี้!”
ทุกคนต่างส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมู่บ้านไป๋ซี นอกจากพวกบุรุษที่ว่างจากการงานและเอาแต่สำมะเลเทเมาและร่ำสุรากับหยุนลี่เซียวเป็นประจำแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดพึงใจในตัวหยุนลี่เซียวแม้แต่คนเดียว
ใครคนหนึ่งทนเห็นเช่นนั้นไม่ได้จึงร้องตะโกนขึ้น “หยุนลี่เซียว! เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ?! หลานสาวของเจ้าทำผิดมหันต์ให้เกลียดชังถึงเพียงใดเชียวจึงถึงขั้นจะหักขานาง?”
“นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลหยุน คนนอกอย่างเจ้าอย่าริมาสั่งสอนข้าว่าควรทำเช่นไร! ไปให้พ้นซะ! สนใจเรื่องครอบครัวตนเองก่อนแล้วค่อยมายุ่งเรื่องผู้อื่นดีหรือไม่?!” หยุนลี่เซียวแค่นเสียงอย่างโกรธเคือง “วันนี้ข้าเพียงจะสั่งสอนหลานสาวไร้มารยาทผู้นี้แทนพี่รองเท่านั้น!”
“ลุงจาง! ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ!” หยุนเชวี่ยตัวเล็กกว่าจึงได้เปรียบเรื่องความปราดเปรียวว่องไว นางรีบเบียดกายหลบไปอยู่ด้านหลังของชายรูปร่างกำยำผู้หนึ่ง “อาสามฉวยโอกาสช่วงที่ท่านพ่อไม่อยู่บ้านหมายทุบตีข้า!”
“หึ! เจ้าคิดว่าข้าเกรงกลัวพ่อของเจ้ามากนักรึ?! ต่อให้พ่อของเจ้าอยู่ที่บ้าน ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าต่อหน้าเขา!” ต่อหน้าฝูงชน หยุนลี่เซียวพยายามขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและวางก้ามราวตนมีอำนาจล้นเหลือ “พี่รองไร้ประโยชน์ ลูกสาวคนเดียวยังไม่มีปัญญาอบรมสั่งสอน! สวะเอ๊ย! เลี้ยงดูเด็กหญิงเช่นเจ้าต่อไปเห็นทีชื่อเสียงตระกูลหยุนต้องป่นปี้เป็นแน่แท้!”
“โธ่เอ๊ย…” ชาวบ้านที่มุงดูต่างแค้นเสียงเย้ยหยันอย่างดูแคลน
ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “หยุนลี่เซียว ริจะสั่งสอนลูกสาวผู้อื่น เจ้าควรกลับไปสั่งสอนซานหลางลูกชายเจ้าเสียก่อนเถอะ บ่ายวานนี้ข้ายังเห็นเขาทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหวัง ก่อนย่องเข้าไปปล่อยไก่ให้บินว่อนหลุดจากเล้า สาสมใจแล้วจึงวิ่งหนีไป”
“ลูกชายแท้ ๆ ของตนยังสั่งสอนไม่รู้ความ กลับหาญกล้าจะไปพร่ำสอนลูกสาวผู้อื่น…”
“เชวี่ยเอ๋อ มาหลบอยู่ใกล้ป้าเร็ว” แม่หม้ายเหลียวเผยสีหน้าถมึงทึงใส่หยุนลี่เซียวและกวักมือเรียกหยุนเชวี่ยให้มาหลบอยู่ด้านหลังตนเพื่อปกป้อง จากนั้นจึงยักคิ้วหลิ่วตา “คานเพดานไม่ตรง คานพื้นเรือนก็พาลเบี้ยว* ไม่รู้ว่าเขาไม่ซึมซับนิสัยลักเล็กขโมยน้อยมาจากผู้ใดกันแน่!”
* คานเพดานไม่ตรง คานพื้นเรือนก็พาลเบี้ยว = เป็นสำนวนจีนความหมายคล้าย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ผู้ปกครองไม่ดีลูกหลานย่อมประพฤติไม่ดีตาม
ทุกคนต่างระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกันอีกครั้ง
ใบหน้าหยุนลี่เซียวแปรเปลี่ยนเป็นเหยเกและซีดเผือด เขากระทืบเท้าแรงอย่างโกรธเคืองและด่ากราดโดยไม่เลือกหน้า “พวกเจ้าก็เป็นเพียงหมูหมากาไก่จอมสาระแน! จางเอ้อชู! ป่านนี้ลูกสะใภ้หน้าโง่ของเจ้ายังไม่กลับมาที่บ้าน ยังมีหน้าหัวเราะเยาะข้าอีกรึ…”
จากนั้นหยุนลี่เซียวจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปชี้หน้าแม่หม้ายเหลียว “แม้แต่เจ้าก็เถอะ! สามีตนเองตายตกไปยังมัวทำหน้าระรื่นอยู่กับญาติของเขาอย่างไร้ยางอาย! มิน่าเล่า… ไอ้ผีขี้โรคนั่นจึงเจ็บป่วยจะตายวันตายพรุ่ง!”
“ยังมีเจ้า…” หยุนลี่เซียวใคร่พ่นคำผรุสวาทต่อไป แต่แล้วจึงตระหนักว่าสายตาของผู้คนตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างกว่าตอนแรก ดวงตาทุกคู่ที่จ้องเขม็งแฝงความอาฆาต ถึงกระนั้นหยุนลี่เซียวก็ยังทำใจดีสู้เสือ “มองหาอะไรกัน! ข้าพูดสิ่งใดผิดไปงั้นรึ?! ตัวนางเองก็แพศยาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังคิดวุ่นวายเรื่องชาวบ้านไม่เข้าท่า…”
“หยุนลี่เซียว!” แม่หม้ายเหลียวโกรธจัด นางผลักจางเอ้อชูที่ยืนบังอยู่ข้างหน้าให้พ่นทางก่อนหันไปถลึงตาให้หยุนลี่เซียวพร้อมแค่นเสียงลอดไรฟัน “หากเจ้าหาญกล้านักก็จงพูดถ้อยคำเช่นเมื่อครู่ออกมาอีกครั้ง!”
หยุนลี่เซียวยกแขนขึ้นกอดอก ขาข้างหนึ่งเขย่าจนสั่นไปมา “หึ! ข้าเกียจคร้านเกินว่าจะถือสาแม่หม้ายไร้สามีอย่างเจ้า ประเดี๋ยวก็หยิบยกไปโพนทะนาอีกว่าข้ารังแกสตรี” กล่าวจบหยุนลี่เซียวจึงโคลงศีรษะและเบือนหน้าหนี
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” แม่หม้ายเหลียวรีบปราดไปดักตรงหน้าหยุนลี่เซียว “สาดโคลนใส่ข้าไม่พอยังคิดสะบัดก้นหนีไปอีกงั้นรึ?! ข้ามศพข้าไปเสียก่อนเถิด! วันนี้ข้ากับเจ้าต้องชำระความกันให้รู้แล้วรู้รอด!”
“หึ! ข้าไม่มีสิ่งใดจำเป็นต้องเจรจากับแม่หม้ายเช่นเจ้า!” หยุนลี่เซียวเงื้อมือขึ้นหมายผลักแม่หม้ายเหลียวให้พ้นทาง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาแดงก่ำ รวมถึงผู้คนรอบข้างที่จ้องมองตรงมาอย่างไม่เป็นมิตร เขาจึงเบ้ปากพร้อมลดมือลง
“ข้าเป็นแม่หม้ายสามีตาย พ่อและแม่สามีก็ชราภาพนัก ทั้งยังมีพี่ชายสามีที่ป่วยเป็นวัณโรคไม่อาจหยิบจับงานใด ๆ ได้ พวกเขาไม่แก่เฒ่าก็ล้มป่วยเช่นนี้ หากข้าแต่งงานใหม่พวกเขาจะดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างไรกัน! ต้องการให้ข้าเป็นสะใภ้เนรคุณปล่อยให้พวกเขาอดตายกระนั้นรึ?!” แม่หม้ายเหลียวร้องไห้สะอึกสะอื้น หยดน้ำใสเอ่อล้นคลอเบ้าตา “หลายปีมานี้ข้าปรนนิบัติพ่อและแม่สามีเป็นอย่างดี คอยดูแลพี่ชายสามีที่ป่วยหนักติดเตียง ทั้งยังเลี้ยงดูลูกสองคนให้เติบใหญ่ไม่เคยคิดปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว เจ้าเองก็มีฐานะเป็นทั้งสามีและพ่อของลูก เหตุไฉนจึงไร้ซึ่งสามัญสำนึกในด้านครอบครัวเช่นนี้?!”
หยุนลี่เซียวปริปากเอ่ยคำใดไม่ออก เขาเบ้ปากพลางเบือนหน้าหนีไปอีกทางไม่กล้าสบตาอีกต่อไป
“พูดออกมาสิ!” แม่หม้ายเหลียวตัวสั่นเทิ้มเพราะเริ่มกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “วันนี้เจ้าต้องอธิบายให้ข้าฟังโดยละเอียด! หากไม่แล้วข้าไม่มีทางเลิกราวีเจ้าอย่างเด็ดขาด!”
“สะใภ้เหลียว เราทุกคนต่างทราบดีว่าท่านค้ำจุนครอบครัวตัวเพียงคนเดียวด้วยความยากลำบาก ไม่สิ… เหลียวชีจินเองก็หาเงินได้แล้ว ไม่นานวันเวลาแห่งความลำเค็ญคงผ่านพ้นไป เจ้าอย่าได้ถือสาคนพาลเช่นเขาเลย” ใครบางคนพยายามเกลี้ยกล่อม
“หยุนลี่เซียว ปากคอเจ้าช่างเราะร้ายนัก! ไม่ช้าก็เร็วฟ้าดินย่อมลงโทษเจ้า!”
“หลายปีมานี้สองผู้เฒ่าตระกูลเหลียวไม่เคยก่นด่าลูกสะใภ้ของพวกเขาแม้แต่คำเดียว ทว่าคนนอกเช่นเจ้ากลับเอาแต่กล่าวคำเหลวไหลให้นางเสื่อมเสีย เท่ากับเป็นการจงใจทิ่มแทงสะใภ้เหลียวด้วยวาจาอย่างเลวทรามนัก!” สตรีบางรายไม่อาจโต้เถียงแทนได้จึงหลั่งน้ำตาด้วยความเวทนาสงสาร
การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากสามีไม่ใช่เรื่องง่าย นับประสาอะไรกับการที่ในบ้านมีทั้งผู้ชรา ผู้ป่วย และเด็ก ๆ ให้คอยดูแลปรนนิบัติ คงมีเพียงสตรีด้วยกันเท่านั้นจึงเข้าใจหัวอกของแม่หม้ายเหลียวว่าต้องทนทุกข์ยากสาหัสเพียงใด
“หยุนลี่เซียว เจ้ามัวยืนบื้อด้วยเหตุใดกัน?! ยังไม่รีบขออภัยสะใภ้เหลียวอีก!”
โดยปกติแล้วแม่หม้ายเหลียวเป็นหญิงวัยกลางคนผู้ร่าเริงที่ทำงานสารพันสิ่งอย่างหนัก ผู้คนทั้งหมู่บ้านต่างรักใคร่นางเป็นอันมาก ดังนั้นการกระทำหยาบช้าของหยุนลี่เซียวจึงพลอยทำให้ผู้คนโกรธเกรี้ยวไปด้วย เขาตกเป็นเป้าสายตาของฝูงชน ทั้งทางเดินเล็ก ๆ เพื่อย้อนกลับเข้าบ้านยังถูกปิดล้อมไว้ แม้ใคร่หนีจากไปเพียงใดก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ
………………………………………………………………