ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 228 แต่งสามีเข้าบ้าน
หมู่บ้านไป๋ซี
หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวกระโดดลงจากรถม้าซึ่งจอดอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน เวลานี้คือช่วงพักกลางวัน ทั้งหมู่บ้านจึงเงียบสงัดไร้เสียงคนงาน มีเพียงเสียงแมลงร้องและลมพัดใบไม้ดังหวีดหวิว
เดินไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น เสียงผิวปากพลันดังขึ้นจากเหนือศีรษะ ใครคนหนึ่งตะโกนคำว่า ‘ต้าหวง’ ดังลั่น
หยุนเชวี่ยกลอกตาครั้งหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมอง
สืออีเอนกายเอกเขนกอยู่บนกิ่งไม้หนาของต้นไม้ใหญ่อายุเก่าแก่ มือข้างหนึ่งวางรองไว้ที่ท้ายทอย เปลือกตาหรี่ปรืออย่างเกียจคร้าน มุมปากโค้งขึ้นคล้ายจะยกยิ้มทว่าไม่เชิงเสียทีเดียว
“เจ้าบ้านี่” หยุนเชวี่ยขยับริมฝีปาก
“เมื่อวานนี้ผู้ใดกันนะที่รับปากข้าไว้? หากไม่รักษาคำพูดจะกลายเป็นเจ้าต้าหวงที่นอนเฝ้าอยู่หน้าหมู่บ้าน” สืออีเด็ดกิ่งไม้ด้านข้างมากิ่งหนึ่งก่อนเขวี้ยงไปยังสุนัขขนสีน้ำตาลทองที่งีบหลับอยู่ไม่ไกล
“ต้าหวง!”
ต้าหวงผุดลุกขึ้นและหันไปเห่าใส่หยุนเชวี่ยสองครั้ง “โฮ่ง! โฮ่ง!”
“ดูสิ น้องชายกำลังทักทายพี่สาวล่ะ!” สืออีกล่าวหยอกล้อ
หยุนเชวี่ยนิ่งงันด้วยไม่รู้ควรตอบโต้เขาอย่างไรดี ครั้งนี้นางผิดสัญญาจริง ภารกิจอื่นที่ประดังเข้ามาทำให้ลืมไปเสียสนิทว่าเคยรับปากว่าจะพาสืออีเข้าไปในเมือง พบเจอกันอีกครั้งอีกฝ่ายก็เปลี่ยนชื่อของนางเป็นต้าหวงไปเสียแล้ว
“ไอ้หมอนี่! เหตุใดไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย!” เหอยาโถวถลึงตาใส่สืออี “เจ้าโชคดีเพียงใดแล้วที่เชวี่ยเอ๋อยังอุตส่าห์ซื้อของมาให้เจ้า ฮึ่ม! หากไม่ต้องการก็ช่างเถิด ไม่ต้องให้เขาแล้ว!” กล่าวจบเขาก็คว้าแขนดึงให้หยุนเชวี่ยเดินจากไป
“ประเดี๋ยวก่อน ผู้ใดว่าข้าไม่ต้องการกัน?!” กิ่งไม้หนาสั่นยวบขณะที่ร่างของสืออีกระโดดลงมาและยืนขวางทั้งสองไว้โดยที่การทรงตัวยังดีเยี่ยม “เอามาสิ” สืออียื่นมือออกไปตรงหน้า
“ไม่ให้” หยุนเชวี่ยเผยสีหน้าไร้อารมณ์ คางน้อย ๆ เชิดขึ้นเพราะรู้สึกเคืองไม่น้อย ครู่นี้เขายังร้องตะโกนเรียกนางว่าต้าหวง ทว่าตอนนี้กลับมาพูดดีเพราะต้องการสิ่งของ ไม่มีทางเสียหรอก!
“ให้ข้าเถอะนะ” สืออีก้มตัวลงจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับหยุนเชวี่ยพร้อมเอียงคอไปด้านหนึ่ง ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้ม ดวงตาสีพีชซึ่งมีเสน่ห์อย่างเหลือร้ายมองสบลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
หยุนเชวี่ยรีบก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณทันที “เช่นนั้นต่อไปเจ้าจะยังเรียกข้าว่าต้าหวงอีกหรือไม่?”
“ไม่กล้าเรียกแล้ว”
“แน่ใจรึ?”
“ข้าสัญญา” ใบหน้าของสืออีแม้อยู่ภายใต้ร่มเงาไม้แต่ไม่คล้ำหมองเลยสักนิด สีหน้าช่างใสซื่อไร้พิษภัย
หยุนเชวี่ยหยิบมีดโกนออกจากกระเป๋าและโยนส่งให้สืออีทันที จากนั้นจึงรีบหมุนกายเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านโดยไม่หันกลับมามอง ในใจนึกตำหนิตนเองไม่วายที่ใจไม่แข็งพอจะดัดนิสัยเขา
“เชวี่ยเอ๋อ…” สืออีตะโกนเรียกไล่หลัง
หยุนเชวี่ยเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเก่า “หากเจ้ายังต้องการเข้าไปในเมือง วันพรุ่งนี้เช้าจงมารอข้าที่นอกหมู่บ้าน…”
…
“ปากเจ้าก็กล่าวไปเถิดว่าไม่ได้สนใจเจ้าหน้าอ่อนนั่น” เหอยาโถวหันไปมองหน้าหยุนเชวี่ย “ดูซิ… ใบหน้าเจ้าแดงเสียยิ่งกว่าอะไร”
“เปล่าเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยยกมือขึ้นแตะแก้มด้วยรู้สึกตระหนกเล็กน้อย “ข้าคงอยู่กลางแดดนานเกินไป”
“กลางแดดอย่างไรกัน ครู่นี้เราสองคนนั่งรถม้ามาตลอดทาง” เหอยาโถวเหลือบมองอีกครั้งพร้อมใช้ศอกกระทุ้งแขนนางและเผยรอยยิ้ม “อย่ากังวลไป ข้าไม่บอกให้ผู้ใดรู้หรอก”
หยุนเชวี่ยคิดว่าเหอยาโถวไม่เคอะเขินเลยหรืออย่างไรที่รับปากเช่นนั้น ทุกครั้งที่เขาสาบานว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใด ไม่กี่วันต่อมาข่าวก็แพร่สะพัดจนรู้กันทั่วทั้งหมู่บ้าน
“ไอ้เด็กหน้าอ่อนนั่นหน้าตาผิวพรรณหล่อเหลาเอาการ อุปนิสัยหรือก็มิได้เลวร้าย น่าเสียดายที่เขาไร้พ่อไร้แม่…” ฉับพลันเหอยาโถวเกิดประกายความคิดบางอย่างขึ้น “ไม่มีพ่อแม่ก็ใช่จะเป็นปัญหา! เจ้าก็แต่งสามีเข้าบ้านเสียเลยเป็นอย่างไร?! จุ๊จุ๊! ช่างเป็นความคิดที่ประเสริฐอะไรเช่นนี้!”
ครอบครัวของหยุนเชวี่ยมีบุตรสาวสองคน ส่วนเสี่ยวอู่ซึ่งเป็นคนสุดท้องยังเล็กนักจึงหยิบจับช่วยงานได้ไม่มากเท่าที่ควร แม้ชาญฉลาดทว่าไม่เสวนากับผู้ใด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงเหมาะสมยิ่งที่หยุนเชวี่ยจะแต่งสามีที่มีพลังกายมหาศาลราววัวเจ็ดตัวเข้าบ้าน งานในบ้านรวมถึงการทำสวนต่าง ๆ ก็จะไม่ตกอยู่กับหยุนลี่เต๋อเพียงผู้เดียว ที่สำคัญคือสืออีเป็นคนดี เหอยาโถวคิดว่าทางออกนี้ตอบโจทย์ที่สุดแล้ว
“แต่งสามีเข้าบ้านงั้นรึ?” หยุนเชวี่ยกะพริบตาปริบ
“ถูกแล้ว หากเป็นดังนั้นจริงเจ้าก็ไม่ต้องย้ายเข้าบ้านฝั่งสามี ไม่ต้องปรนนิบัติพ่อแม่ของเขา เจ้าจะได้ไม่ต้องประสบความวุ่นวายใจอย่างไรล่ะ!” เหอยาโถวช่างเป็นสหายที่ดียิ่ง ทุกปัญหาเล็กน้อยเขามักเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับหยุนเชวี่ยเสมอ แม้แต่เรื่องใหญ่ในชีวิตก็ยังคิดหาทางออกให้
เดิมทีหยุนเชวี่ยรู้สึกหวั่นใจเรื่องการแต่งงานอยู่บ้างเพราะกลัวต้องเผชิญปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ ซึ่งเป็นปัญหาภายในครอบครัวที่เรื้อรังมาจนถึงสังคมสมัยใหม่ หากเป็นยุคที่นางจากมา เมื่อเกิดปัญหาเพียงแยกบ้านออกมาอยู่เองก็สิ้นเรื่อง ตรงข้ามกับยุคสมัยโบราณ เพียงลูกสะใภ้เอ่ยปากขอแยกบ้านจะถูกตราหน้าว่าอกตัญญูเป็นบาปมหันต์ หรืออาจถึงขั้นหย่าร้างเพราะเป็นสตรีชั่วโฉด หากต้องการแต่งงานใหม่ยิ่งเป็นเรื่องยาก
“เชวี่ยเอ๋อ อย่าลืมนำคำของข้ากลับไปทบทวนด้วยล่ะ!” ทั้งสองแยกย้ายกลับไปยังบ้านของตน เหอยาโถวไม่ลืมโบกมือกำชับหยุนเชวี่ย “ทั้งหมดที่ข้าคิดก็เพื่อเจ้า…”
บ้านตระกูลหยุน ทุกคนต่างนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางวัน บริเวณลานบ้านสงบเงียบ
หยุนเชวี่ยผลักประตูบ้านฝั่งปีกตะวันตกเข้าไปอย่างเบามือ จากนั้นจึงถอดรองเท้าเก็บไว้และกระโจนขึ้นเตียง ยังไม่ทันเอนหลังลงนอนกลับได้ยินเสียงแม่นางเหลียนกระซิบถามทั้งที่ยังง่วงงุน “กลับมาแล้วรึ? กินอะไรมาบ้างหรือยัง?”
“กินแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว” หยุนเชวี่ยยืดเหยียดร่างกายขับไล่ความเมื่อยล้า “ท่านแม่ ข้าง่วงแล้วต้องการนอนพักเสียหน่อย อย่าปลุกข้านะเจ้าคะ ปล่อยให้ข้าตื่นเอง…”
ยังไม่ทันกล่าวจนจบประโยคเสียงกลับแผ่วหายไปในลำคอ เหลือเพียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
งีบหลับไปสักระยะ เสียงที่ฟังคล้ายกับเสียงของเหอยาโถวกลับแว่วเข้ามาในมโนสำนึกว่า “เชวี่ยเอ๋อ! เชวี่ยเอ๋อ!” หลายครั้ง หยุนเชวี่ยคิดว่าคงฝันไปจึงพลิกตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
“เชวี่ยเอ๋อ!”
“เชวี่ยเอ๋อ เปิดประตูเร็วเข้า! กลางวันแสก ๆ จะลงกลอนประตูด้วยเหตุใดกัน?!”
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก…”
ชั่วอึดใจกว่าหยุนเชวี่ยจะได้สติตื่นขึ้นจากการหลับใหล ขณะที่เสียงเคาะประตูยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ‘ไม่ได้ฝันไปหรือนี่?’ นางขยี้ตาพลางลุกขึ้นนั่งบนเตียงทั้งที่ยังไม่หายง่วงอย่างปลิดทิ้ง “เหอยาโถวรึ?”
“เป็นข้าเอง เปิดประตูสิ”
“เป็นเจ้าจริงหรือนี่ ข้าคิดว่าฝันไปเสียอีก” หยุนเชวี่ยรีบคว้ารองเท้ามาสวมและเดินไปเปิดประตูห้องและเบี่ยงตัวกลับเข้าไปดังเดิมด้วยสีหน้ามึนงง “ข้าฝันว่าเราสองคนช่วยกันทำผักดองไปขายในเมือง การค้านั้นดีมาก ผู้คนจากต่างเมืองล้วนมาต่อแถวเพื่อซื้อมัน ข้ารับเงินทอนเงินยุ่งเหยิงจนข้อมือแทบพลิก…”
“เหตุใดเจ้าจึงหลับลึกถึงเพียงนี้? ข้าทั้งทุบประตูทั้งตะโกนเรียกไม่มีแม้แต่เสียงขานรับ ต่อให้คนเข้ามาหามออกไปก็คงไม่รู้ตัวกระมัง” เหอยาโถวรินชาลงในถ้วยก่อนยกขึ้นดื่มภายในสองอึก ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
“ใครจะมาหามข้ากัน? ข้าไม่ใช่ลูกหมูเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยก้มลงวักน้ำในอ่างไม้ขึ้นล้างหน้า ครั้นผิวหนังสัมผัสน้ำจึงรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง นางหันไปถามเหอยาโถว “มาพบข้ามีเรื่องอันใดรึ?”
“ไม่มีเรื่องใดหรอก ข้าเพียงแวะมาหลบภัยที่บ้านเจ้าสักประเดี๋ยว ” เหอยาโถวกวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้องเล็ก ๆ ที่มีสภาพแออัดแต่ดูสะอาดสะอ้าน
“หลบภัย? เจ้าไปก่อเรื่องมางั้นรึ? หรือท่านป้าเหอจะทุบตีเจ้า?” หยุนเชวี่ยรีบโผไปปิดประตูห้องทันที
“ท่านแม่น่ะหรือจะทุบตีข้า?!” เหอยาโถวยกมือกุมขมับอย่างจนปัญญา “เป็นยายซุนปั๋วสื่อน่ะ นางมาที่บ้านของข้าตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมกลับไป ข้าเกียจคร้านเกินกว่าจะฟังนางพูดพล่ามไร้สาระ!”
“ซุนปั๋วสื่อ?” บนหน้าผากของหยุนเชวี่ยปรากฏชัดเป็นเครื่องหมายคำถาม แม้พยายามขบคิดก็นึกไม่ออกว่าบุคคลที่ว่าคือผู้ใดกันแน่
“ปากของนางต่อให้ตายก็ยังขยับได้ จนถึงตอนนี้หูของข้ายังอื้อเพราะเสียงของนางไม่หาย หลับตาลงเมื่อใดก็เห็นเป็นภาพยายเฒ่าหน้าตาเหี่ยวย่นถมึงถึง หลอนติดตาแทบแย่!” เหอยาโถวเผยสีหน้าเข็ดขยาด
ฟังจากคำอธิบายของเหอยาโถว หยุนเชวี่ยจึงพอคาดเดาได้แล้วว่านางคือใคร “ยายซุนปั๋วสื่อจากหมู่บ้านใกล้เคียงใช่หรือไม่? นางรับอาชีพเป็นแม่สื่อเจรจาการสู่ขอนี่นา แล้วนางไปทำอะไรที่บ้านของเจ้า?”
…………………………………………………………..