ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 223 ราดน้ำมันลงในกองเพลิง
หลังเสร็จสิ้นอาหารมื้อเย็นข่าวของหยุนเชวี่ยและเหอยาโถวที่นั่งรถม้าคันงามกลับมายังหมู่บ้านก็แพร่กระจายจากปากต่อปากอย่างรวดเร็วราวติดปีก
ท้องฟ้าเพิ่งมืดสนิทได้ไม่นานนัก ชาวบ้านหลายคนต่างเดินไปยังประตูหน้าลานบ้านตระกูลหยุนด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็เอาหูแนบกับประตูทั้งทางฝั่งปีกตะวันออกและปีกตะวันตกเพื่อลอบฟังบทสนทนาที่เล็ดลอดออกมาด้วยความอิจฉา
“เชวี่ยเอ๋อ ข้าได้ยินหวังหมาจื่อเล่าว่าวันนี้เจ้านั่งรถม้ากลับมาจากตัวเมืองอย่างนั้นหรือ?”
“เขายังเล่าด้วยว่ารถม้านั้นงดงามยิ่ง มูลค่ารวมแล้วไม่ควรต่ำกว่าหนึ่งร้อยตำลึง!”
“ข้าได้ยินมาว่าสารถีผู้นั้นแต่งกายดีไม่น้อย มองเพียงปราดเดียวก็คาดเดาได้ไม่ยากว่ามาจากตระกูลใหญ่เป็นแน่!”
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้ารู้จักกับคนในตระกูลสูงศักดิ์ด้วยกระนั้นรึ?”
หยุนเชวี่ย…
“ข้าบอกแล้วว่าเชวี่ยเอ๋อน่ะมีความสามารถอย่างแท้จริง นางเพิ่งเข้าเมืองไปทำการค้าก็รู้จักกับคนในตระกูลใหญ่แล้ว เกรงว่าในหมู่บ้านของพวกเราคงไม่เคยมีผู้ใดนั่งรถม้าคันงามเช่นนี้มาก่อนกระมัง!”
“การค้าของเชวี่ยเอ๋อยิ่งทำยิ่งเจริญก้าวหน้า พี่สะใภ้รอง พวกเจ้าสองแม่ลูกคงได้ย้ายไปอยู่ในเมืองไม่ช้านี้แล้ว! จุ๊ จุ๊! ชะตาชีวิตคนเราไม่แน่นอนเสียจริง หากได้ดีแล้วจงอย่าลืมพวกเราไปเสียล่ะ!” สตรีที่ปกติสนิทสนมกับแม่นางเหลียนกล่าว
“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเจริญก้าวหน้ารวดเร็วดังที่เจ้ากล่าวได้อย่างไร” แม่นางเหลียนเอ่ยอย่างถ่อมตน “อีกอย่าง พวกเราไม่มีแม้แต่บ้านหรือที่ดินในตัวเมืองเพื่อทำกิน หากไปจริงคงทำได้เพียงกินลมชมวิวเท่านั้น”
ทุกบทสนทนาล้วนเป็นคำกล่าวเชิงหยอกล้อ ผู้พูดไร้เจตนา… ทว่าผู้ฟังกลับฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด ทันทีที่คำกล่าวนั้นแว่วเข้าหูแม่นางจ้าวยิ่งฟังก็ยิ่งหงุดหงิดจนไม่อาจอยู่เฉย ทั้งยังพาลคิดไปว่านี่เป็นการเหน็บแนมครอบครัวของตนที่ไม่เอาไหน จึงเร่งนำความไปฟ้องที่ห้องชั้นบนทันที
“ท่านแม่ น้องชิ่วเอ๋อ พวกท่านช่วยวิเคราะห์ทีเถิดว่าสะใภ้รองกล่าวถึงสิ่งใดกันแน่? นางเอาแต่กล่าวว่าครอบครัวของเราไม่มีแม้แต่ที่ดินทำกินในเมือง แม้เข้าไปจริงคงทำเพียงกินลมชมวิวเท่านั้น ต่อหน้าคนนอกแล้วนางกล่าววาจาประชดประชันเราไม่หยุดหย่อน อาจเหน็บแนมไปถึงท่านพี่ด้วย! สะใภ้รองผู้นี้หาเงินได้เพียงไม่กี่เหรียญก็ลืมไปเสียสนิทแล้วว่าตนยังใช้แซ่ใด!”
“ฮึ่ม…” แม่เฒ่าจูหรี่ตาลง “เจ้ายังมีแก่ใจรู้สึกอัปยศอยู่รึ? ผู้ใดใช้ให้สามีของเจ้าไม่เอาไหนเช่นนี้?! ครั้งนี้หากสอบบรรจุไม่สำเร็จอีกก็จงกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าเสีย! ช่างน่าหงุดหงิดนัก!”
แม่นางจ้าวสะอึกเมื่อตระหนักว่าการยุยงของตนในครั้งนี้ไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายยังเป็นผู้ถูกตำหนิเสียเอง
“พวกสตรีในหมู่บ้านมายืนโหวกเหวกอะไรที่หน้าประตูบ้านของเรา เสียงดังน่ารำคาญเสียจริง!” หยุนชิ่วเอ๋อกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์
“ชิ่วเอ๋อ เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเด็กเชวี่ยเอ๋อจากครอบครัวรองนั้นเจ้ามารยาเพียงใด?!” แม่นางจ้าวกระตุกยิ้มอย่างร้ายกาจก่อนกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเฉียบคม “แม่นางยังเยาว์ทว่ากลับรู้จักผูกมิตรกับตระกูลผู้ร่ำรวยในเมืองเสียแล้ว เมื่อครู่นี้นางนั่งรถม้ากลับมาถึงที่นี่! ไม่เพียงเท่านั้นนางยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่ให้รถม้าขับเข้ามาภายในหมู่บ้าน เจ้าคิดว่านี่ไม่มีลับลมคมในเลยหรืออย่างไร?”
“หืม นั่งรถม้าแล้วแปลกประหลาดอย่างไรกัน?” หยุนชิ่วเอ๋อเชิดคางขึ้นสูงแสดงความเย่อหยิ่ง จมูกแทบขนานไปในแนวเดียวกับท้องฟ้า ตัวนางเองก็เคยนั่งรถม้ามิใช่หรือ? เมื่อครั้งที่ตระกูลหยูต้องการเจรจาหมั้นหมายยังส่งรถม้าคันใหญ่มารับถึงที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ควรค่าแก่การสนใจแม้แต่น้อย
“โธ่ น้องชิ่วเอ๋อ เจ้าคงไม่ทราบว่านั่นมิใช่รถม้าอย่างธรรมดาสามัญเสียหน่อย” แม่นางจ้าวกลอกตาพลางเลิกคิ้วขึ้นสูง สีหน้าดูประดิษฐ์ขณะเล่าความเกินจริง“รถคันนั้นมีขนาดใหญ่มาก มูลค่าอย่างน้อยอาจจะเกินหนึ่งร้อยตำลึง! อีกทั้งสารถีผู้นั้นยังแต่งกายดีผิดจากผู้คนในเมืองที่เห็นกันอย่างดาษดื่นเสียอีก!”
สีหน้าหยุนชิ่วเอ๋อแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เชอะ! พูดจาเหลวไหลไปใหญ่แล้ว! นังเด็กเมื่อวานซืนผู้นั้นจะรู้จักมักคุ้นกับคนในตระกูลใหญ่ได้อย่างไร? พวกชาวบ้านคงไม่เคยเห็นโลกภายนอก พบเจอสิ่งใดผิดแปลกก็เก็บเอามาเล่าขานเป็นเรื่องใหญ่!”
“ข้าเองก็คิดไม่ต่างไปจากเจ้า” แม่นางจ้าวรวบมวยผมก่อนนั่งลงตรงขอบเตียงพลางยิ้มเยาะ“พวกไร้ความรู้กล่าวโจษจันเสียเกินจริง ยกยอกระทั่งหางของครอบครัวรองชี้ขึ้นฟ้า!”
หยุนชิ่วเอ๋อยังไม่ทันตอบคำใด เสียงหัวเราะกลับดังขึ้นจากด้านนอกประตู นางผุดลุกขึ้นและตะโกนด่ากราดด้วยรู้สึกหงุดหงิดเต็มทน “มัวส่งเสียงเอะอะอันใดกัน?! พวกเจ้าแต่ละคนว่างงานกันนักรึ?!”
“ท่านแม่ ท่านคิดว่าหากนังเด็กนั่นผูกไมตรีกับตระกูลร่ำรวยในตัวเมืองจริงดังคำร่ำลือ ครอบครัวรองจะได้รับผลประโยชน์ในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดกัน?” แม่นางจ้าวยักคิ้วหลิ่วตาแฝงเลศนัยบางอย่าง
แม่เฒ่าจูเปิดเปลือกตาหลังจากหลุบลงต่ำอยู่เป็นนาน
“ตระกูลใหญ่ทั้งยังมั่งคั่งเช่นนี้ย่อมมีทรัพย์สินมากล้นจนเหลือใช้ไปทั้งชาติ รถม้าเพียงคันเดียวก็มีราคาหลายร้อยตำลึงแล้ว! ต่อให้หยิบเงินออกมาหนึ่งกำมือก็เพียงพอสำหรับคนสามัญที่จะประทังปากท้องได้ไปครึ่งชีวิต” แม่นางจ้าวยังคงราดน้ำมันลงในกองเพลิงต่อไป
แม่นางเหลียนทำให้แม่นางจ้าวนึกริษยาราวอีกฝ่ายเป็นเสี้ยนหนาม นางไม่อาจปล่อยให้ครอบครัวรองมีความเป็นอยู่ที่ดีไปกว่าตน แม่นางเหลียนเป็นเพียงสาวชาวบ้านที่แต่งงานกับสามีแสนธรรมดา จะก้าวหน้าไปกว่าภรรยาบัณฑิตได้อย่างไรกัน?
“เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?” แม่เฒ่าจูเอ่ยถาม ขณะที่สมองพลันคิดภาพตามทันที
“อาจเป็นเรื่องเท็จก็เป็นได้เจ้าค่ะ ทว่าอย่างไรข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านเสียแล้ว” แม่นางจ้าวชำเลืองมองด้านนอก“ท่านแม่ ท่านดูเอาเถิด คนเหล่านั้นต่างรู้เพียงว่าบุตรสาวของสะใภ้รองมากความสามารถจึงหมั่นมาพูดคุยแสดงน้ำใจไมตรี มิใช่ว่าพวกเขาก็ต้องการผลประโยชน์…”
แม่เฒ่าจูกลอกตาและไม่คิดใส่ใจอีกต่อไป
“สะใภ้ใหญ่” ผู้เฒ่าหยุนซึ่งเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ มาสองวันนอนเอนหลังพิงหัวเตียง คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเป็นร่องลึกขณะเอ่ยเตือนอย่างไม่พอใจ “บ้านของเราเพิ่งสงบลงได้เพียงสองวันเท่านั้น อย่าได้ยุแยงตะแคงรั่วต่อหน้าแม่สามีของเจ้าเลย”
“ท่านพ่อ…” แม่นางจ้าวหลุบตาลงต่ำหลบสายตาดุดันของผู้เฒ่าหยุน จากนั้นจึงตัดพ้อด้วยความน้อยใจ “ใช่ว่าข้าหาเรื่องยุยงแต่อย่างใด ทุกสิ่งที่ข้าเอ่ยล้วนเป็นความจริง หากท่านไม่เชื่อเพียงลงไปสอบถามความจากชาวบ้านก็ได้แล้ว…”
“ไม่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จถึงอย่างไรครอบครัวรองก็แยกตัวออกไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่เลิกวุ่นวายกับพวกเขาอีกเล่า? หรือเจ้าลืมข้อนี้ไปเสียสิ้น?” ผู้เฒ่าหยุนเชิดคางขึ้นเล็กน้อยก่อนผ่อนลมหายใจยาว“ในภายภาคหน้าต่อให้พวกเขาหาเงินได้มากเพียงใด ทั้งหมดนั้นย่อมถือเป็นทรัพย์สินของเขา…”
“นั่นเป็นเพราะ… เวลานี้ตระกูลของเรากำลังตกทุกข์ได้ยาก…” แม่นางจ้าวหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับมุมตา “แม้แต่แซ่หยุนยังเขียนเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ต่อให้แยกครอบครัวออกไปอย่างไรก็ยังเป็นกระดูกหรือเส้นเอ็นที่ตัดไม่ขาด หากท่านพี่สามารถสอบรับราชการเป็นขุนนางสำเร็จ ผลประโยชน์ก็ย่อมเอื้อต่อครอบครัวรองไม่น้อย…”
“จริงดังที่พี่สะใภ้ว่า…” หยุนชิ่วเอ๋อจุดไส้ตะเกียงก่อนหันไปประทินโฉมตนในกระจกบานใหญ่ “เดิมทีพวกเรามิได้ปฏิบัติเลวร้ายกับครอบครัวรองแต่อย่างใด ทุ่งนา ข้าว หมู หรือแม้แต่ไก่ที่เลี้ยงไว้ก็ล้วนแบ่งปันให้พวกเขา ในเมื่อปฏิบัติดีเช่นนี้แล้วพวกเขาเล่า? นับตั้งแต่แยกครอบครัวออกไปไม่ว่าสิ่งใดก็เห็นดีเห็นงามกับนังเด็กสารเลวนั่นไปเสียหมด! พี่รองแทบไม่ใช่บุรุษอกสามศอกด้วยซ้ำ! เนรคุณ! กินบนเรือนถ่ายรดบนหลังคา! แม้แต่พ่อและแม่บังเกิดเกล้ายังไม่คิดเอาใจใส่!”
“มันช่างบังอาจละเลยข้า ข้า…” แม่เฒ่าจูขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น “ข้าจะฟ้องร้องไอ้ลูกนอกไส้ผู้นี้ให้จงได้ ให้ศาลจับมันขังคุกเสีย!”
“ครอบครัวรองน่ะหรือไร้ประโยชน์? เมื่อได้วัตถุดิบดีมาประกอบอาหารมีหรือที่ไม่คิดแบ่งปันให้พ่อแม่เป็นรายแรก? ไหนจะไร่นาเรือกสวนนั่นอีก เมื่อขาดคนดูแลสองสามีภรรยาก็ช่วยจัดการดูแลให้ เป็นเช่นนี้แล้วจะคิดว่าพวกเขาละเลยเจ้าได้อย่างไร?” ผู้เฒ่าหยุนโบกมือ “พวกเจ้าอย่าได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลย เจ้าใหญ่อยู่ในช่วงเวลาสำคัญควรเลิกทะเลาะเบาะแว้งเสียดีกว่า เขาจะได้มีจิตใจสงบเพื่อเตรียมสอบ”
“คิดว่าข้าใคร่กินอาหารคำสองคำที่มันยกมานักหรือ?” แม่เฒ่าจูอ้าปากกว้างแค่นเสียงไม่พอใจออกมา “นั่นรึของดี? ใช่ว่าครอบครัวของมันกินเหลือจึงทำทียกมาแบ่งปันหรืออย่างไร? หากกตัญญูจริง ในเมื่อหาเงินได้มากมายถึงเพียงนั้นแล้วเหตุใดไม่นำมาปรนเปรอให้ข้าบ้าง?! ข้าเลี้ยงดูมันจนเติบใหญ่ก็เพื่อให้คอยดูแลในยามแก่เฒ่า ต่อให้แยกครอบครัวออกไปก็ต้องปรนนิบัติข้าอยู่วันยังค่ำ!”
………………………………………………………………