ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 222 ม้าแก่ย่อมรู้คุณคน
แม้เฉียนเสี่ยวปังอายุยังน้อยนักทว่ากลับมีอุปนิสัยสุขุมนุ่มลึก ซึ่งเป็นผลมาจากอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเยาว์ แตกต่างจากใต้เท้าเฉียนซึ่งมีหัวการค้าเป็นหลักดำเนินชีวิต ไม่ว่าเห็นสิ่งใดเป็นโอกาสก็มักให้ความสนใจเป็นพิเศษ
“ลูกเอ๋ย พ่อเคยชี้แนะเจ้ามิใช่หรือว่าของหายากถือเป็นสิ่งดีงาม? เจ้าพบพานสตรีที่ชาญฉลาดถึงเพียงนี้ หากรอช้าอีกหน่อยเห็นทีคงถูกผู้อื่นฉกฉวยเอาไปเป็นแน่ ถึงเวลานั้นแล้วเจ้าจะต้องเสียใจ!”
เจ้าอ้วนเฉียน…
“ยิ่งไปกว่านั้น สตรีไร้ความรอบรู้ก็ใช่จะปราศจากคุณธรรมเสียหน่อย! พ่อไม่ใส่ใจว่านางจะมีความรู้เชิงวิชาการอย่างไรหรือไม่ ตระกูลเราใช่ว่าจะเข้มงวดถึงเพียงนั้น ดูอย่างท่านแม่ของเจ้าเป็นตัวอย่างปะไร ความรู้ของนางไม่อาจเทียบเท่าเหล่าขุนนางด้วยซ้ำ!”
“ท่านพ่อ ข้ามีความรู้เชิงวิชาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…”
“ลูกเอ๋ย บอกพ่อคนนี้มาตามตรงเถิด เจ้าเองก็ชื่นชอบสาวน้อยผู้นั้นใช่หรือไม่?”
เจ้าอ้วนเฉียนรู้สึกลำบากใจเล็กน้อยเมื่อต้องตอบคำถาม“ท่านพ่อ ตอนนี้ข้ายังไม่คิดถึงเรื่องคู่ครอง ท่านมิได้ต้องการให้ข้าตั้งใจร่ำเรียนเขียนอ่านและสอบรับราชการเป็นขุนนางเพื่อเชิดชูวงศ์ตระกูลของเราหรอกหรือ?”
“การสร้างครอบครัวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำการใหญ่ทั้งมวล หากมีครอบครัวแล้วทุกสิ่งในภายภาคหน้าล้วนราบรื่น เจ้าอายุสิบสี่ปีนับว่าไม่เยาว์วัยจนเกินควร พ่อคร่ำหวอดทางด้านการค้าเป็นเวลานานมีหรือจะมองคนผิดไป เชวี่ยเอ๋อผู้นี้จะต้องมีชีวิตที่รุ่งโรจน์อย่างไม่ต้องสงสัย!” ใต้เท้าเฉียนกล่าวด้วยความมั่นใจ “หากไม่เชื่อวันพรุ่งนี้พอจะเชิญซินแสมาที่จวน เพียงนำตัวอักษรในชื่อมารวมกันก็ได้แล้ว!”
“ท่านพ่อ ข้าขอร้องเถิดขอรับ! หากต้องการจัดงานเลี้ยงก็ทำเพียงเท่านั้น อย่าได้กระทำการบุ่มบ่ามหรือโพล่งถามนางเรื่องการแต่งงานเลย!” เจ้าอ้วนเฉียนแทบคร่ำครวญ “ถึงอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี อย่างน้อยก็ควรเห็นแก่ใบหน้าของนางด้วยเถิด…”
…
เมื่อเดินทางด้วยรถม้า หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวจึงกลับถึงหมู่บ้านไป๋ซีในระยะเวลาไม่นานนัก รถม้าเคลื่อนตัวไปด้านหน้าอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ เบาะรองนั่งภายในรถม้าบุด้วยผ้าไหมเนื้อดีและมีโต๊ะสำหรับวางของว่าง กรอบหน้าต่างแกะสลักเป็นรูปเถาวัลย์สวยงาม ส่วนม้าซึ่งกำลังลากรถมีลักษณะดี เส้นขนดำขลับเงางามและเรียบลื่น ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายแลดูสง่างามเป็นยิ่ง
“เบาะนี่ทั้งนุ่มและเย็น ดูสิ! สามารถยืดออกเป็นตั่งขนาดย่อมยังได้ กลไกช่างแยบยลเสียจริงเชียว!” เหอยาโถวยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเอร็ดอร่อยพลางตบเบาะนุ่มซึ่งรองบั้นท้ายของตนอยู่ “ตระกูลของเจ้าอ้วนเฉียนช่างร่ำรวยนัก วัสดุโดยรวมดีกว่ารถม้าพี่เขยรองของข้าเสียอีก!รอให้ข้ามีเงินมากพอก่อนเถิด ข้าจะซื้อรถม้าแบบเดียวกันนี้เพื่อพาท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่สาวไปเที่ยวเล่นให้หนำใจ!”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามีโอกาสนั่งรถม้า!” หยุนเชวี่ยเอนศีรษะพิงหน้าต่างเหม่อมองทิวทัศน์ด้านนอก สายลมพัดโชยผ่านพวงแก้ม สุดลูกหูลูกตาปรากฏเมฆสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีคราม ต้นไม้รวมถึงพืชไร่ทอดยาวเป็นแนวดูน่ารื่นรมย์หาสิ่งใดเปรียบ
“ฮิฮิ หากทางราชสำนักมอบรางวัลให้เจ้าแล้วก็เจียดเงินซื้อไว้สักคันปะไร หมู่บ้านของเรายังไม่มีผู้ใดมีในครอบครอง ดูม้าสีดำทมิฬตัวนั้นสิ น่าเกรงขามจะตายไป!” เหอยาโถวยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่างบ้าง
“น้องชาย เจ้าช่างสายตาเฉียบแหลมเสียจริง!” ชายผู้ขับรถม้าฟาดแส้เบา ๆ จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม“ม้าตัวนี้นายท่านซื้อมันมาจากแถบตะวันตกเฉียงเหนือด้วยเงินจำนวนมากทีเดียว เขาตั้งชื่อให้มันว่าอาเหลียง ชีวิตความเป็นอยู่ของมันประเสริฐยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก อาหารหรือก็ดีงามกว่าข้ามากมายนัก!”
เหอยาโถวได้ยินแล้วจึงเบ้ปากทันที “แพงหูฉีก พี่ชายรู้หรือไม่ว่ามันมีมูลค่าเท่าใดแน่?”
“หนึ่งพันตำลึง!” ชายขับรถม้าเอ่ยตอบ “ข้าระมัดระวังทุกครั้งที่ลงแส้บังคับทิศมันด้วยเกรงว่าจะเกิดรอยขีดข่วน นานวันเข้าแส้นี้ก็กลายเป็นเครื่องประดับรถม้าไปเสียแล้ว ข้าจะทำใจเฆี่ยนตีอาเหลียงได้อย่างไร!”
“หนึ่งพันตำลึงเชียวรึ!” เหอยาโถวตื่นตระหนก “แม่เจ้าโว้ย! ม้าเพียงตัวเดียวมีราคาเทียบเท่าการปลูกเรือนหลังโต! แล้วเมื่อใดข้าจะมีเงินพอซื้อมันเล่า? ต่อให้มีเงินมากมายย่อมต้องนึกเสียดายอยู่บ้าง!”
“นายท่านเคยกล่าวว่าผู้มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะซื้อมันนั้นหาได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีม้าอีกหนึ่งสายพันธุ์จากแถบตะวันตกซึ่งมีสมญานามว่า ‘เหงื่อโลหิต’ สายพันธุ์นั้นหายากยิ่งกว่า ต่อให้มีทองเป็นกระสอบก็ใช่ว่าจะซื้อหาได้โดยง่าย” รถม้าหักเลี้ยวไปตามถนนที่กว้างขึ้น แส้ในมือของชายหนุ่มโบกสะบัดขึ้นกลางอากาศ อาเหลียงได้ยินคำสั่งผ่านเสียงตวัดแส้จึงลดความเร็วลงเหลือเพียงวิ่งเหยาะ ๆ กีบม้ากระทบพื้นดินเป็นจังหวะ ขนตรงแผงคอพลิ้วไสว ร่างกายเต็มแน่นไปด้วยกล้ามเนื้ออันสง่างาม ขนที่มันวาวเมื่อสะท้อนกับแสดงยามอาทิตย์อัสดงนั้นดูงดงามราวฉาบทาด้วยสีทองอร่าม
“งดงามยิ่งนัก!” หยุนเชวี่ยหรี่ตามองพร้อมถอนหายใจ“พี่ชาย ข้าขอสัมผัสหลังของมันได้หรือไม่?”
“ย่อมได้ อาเหลียงไม่เพียงเชื่องมือคนเท่านั้นแต่ยังรู้จักแยกดีชั่ว ตราบใดที่เจ้าไม่มีเจตนาปองร้ายมันก็เต็มใจให้สัมผัสยิ่งกว่าสิ่งใดเสียอีก!” ชายหนุ่มให้คำอนุญาตอย่างแข็งขัน
“ข้าเองก็ใคร่สัมผัสมันบ้างเช่นกัน!” เหอยาโถวนึกสนุก “นอกจากได้สัมผัสม้าที่มีราคาหนึ่งพันตำลึงแล้ว ยังได้สัมผัสม้าใจดีอีกหรือ!”
จากตัวเมืองอันผิงสู่หมู่บ้านไป๋ซีนับเป็นระยะทางประมาณสิบห้าลี้ โดยปกติแล้วหากเดินเท้าอย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม ทว่าเมื่อโดยสารผ่านรถม้าแล้วพวกเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
“พี่ชาย หยุดรถที่นี่แหละ” ทันทีที่เข้ามาถึงเขตปากทางเข้าหมู่บ้าน หยุนเชวี่ยจึงแจ้งให้ชายหนุ่มหยุดรถ
“ไม่ให้ข้าเข้าไปส่งถึงในหมู่บ้านหรอกหรือ?” ชายผู้ขับรถม้ากระตุกบังเหียนเล็กน้อยกระทั่งฝีเท้าของอาเหลียงช้าลง ก่อนหยุดนิ่งบริเวณหินก้อนใหญ่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
“ไม่ล่ะ ถนนในหมู่บ้านไม่กว้างขวางมากพอ เราสองคนเดินเท้าต่อเพียงไม่กี่ก้าวก็กลับถึงบ้านแล้ว” หยุนเชวี่ยกระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงหันกลับมาโบกมือให้ชายหนุ่ม“รบกวนพี่ชายแล้ว!”
“อย่าสุภาพกับข้านักเลย พวกเจ้านับเป็นแขกผู้มีเกียรติของนายน้อยของข้า” ชายหนุ่มตอบกลับอย่างสุภาพ จากนั้นจึงจับบังเหียนดึงให้อาเหลียงเดินตรงไปหานาง “สาวน้อย เจ้าบอกว่าใคร่สัมผัสตัวมันมิใช่หรือ?”
อาเหลียงช่างแสนรู้ราวเข้าใจภาษามนุษย์อย่างแท้จริง กีบเท้าหน้าของมันย่ำสลับไปมาบนพื้น ดวงตากลมโตใสซื่อจับจ้องไปยังหยุนเชวี่ย แพขนตาหนากะพริบบ่อยครั้ง
หยุนเชวี่ยเอื้อมมือไปลูบผมหน้าของมันก่อนแตะไล่ไปลูบหัว อาเหลียงกลับดุนหัวเข้าหาฝ่ามือของหยุนเชวี่ยและถูไถไปมาอย่างสนิทสนม จมูกส่งเสียงฟืดฟาดอย่างพึงใจ
หยุนเชวี่ยประหลาดใจไม่น้อย
“มันกำลังอ้อนเจ้า!” ชายหนุ่มหัวเราะก่อนเอ่ยต่อ “ผู้คนต่างบอกว่าม้ารับรู้ได้ว่าผู้ใดชั่วช้าหรือดีงาม เช่นนั้นเจ้าคงมีจิตใจเมตตามากเป็นแน่”
หูของอาเหลียงกระดิก หางเหวี่ยงแกว่งไกวไปมาสองสามครั้ง
“เจ้าช่างรู้ความนัก!” หยุนเชวี่ยพ่นลมหายใจด้วยยังตกตะลึงไม่คลาย
“ข้าขอสัมผัสบ้าง” เหอยาโถวร้อนใจเต็มทนแล้ว เขาถลกแขนเสื้อขึ้นก่อนยื่นมือออกไปลูบหัวมันในท่าเดียวกับหยุนเชวี่ย มือก็ค่อย ๆ ลูบไป ปากก็พึมพำชื่นชมมันไม่ได้หยุดปาก “อาเหลียง เด็กดี… ช่างเป็นม้าที่หล่อเหลายิ่งนัก!”
ทว่าอาเหลียงซึ่งเมื่อครู่ยังคงใช้หัวถูไถฝ่ามือของหยุนเชวี่ยอย่างรักใคร่กลับแปรเปลี่ยนท่าทีเป็นเย็นชาขึ้นมาในบัดดล หัวของมันเชิดสูงและก้มหน้ามองเหอยาโถวนิ่งงัน
เหอยาโถว…
เขาลองเขย่งปลายเท้าเพื่อเพิ่มความสูงก่อนเอื้อมมือออกไปอีกครั้ง แต่หนนี้อาเหลียงเบี่ยงหน้าหนี
ชายผู้ขับรถม้าหัวเราะเสียงแหบแห้งอย่างกระอักกระอ่วน จากนั้นจึงหันไปพาดบันไดให้เหอยาโถว “อาเหลียงบางครั้งก็เอาแต่ใจไม่น้อย ฮ่าฮ่า! เห็นทีคงติดนิสัยนี้มาจากนายน้อยทั้งหลาย!”
“มันต้องเป็นม้าตัวผู้อย่างแน่นอน ข้าคาดเดาถูกต้องหรือไม่?” เหอยาโถวเสียหน้าจึงรีบหดมือกลับเข้าไปในแขนเสื้อทันที
“ถูกแล้ว…”
“มิน่าเล่ามันจึงสนใจแต่สตรี!”
“ใช่ ใช่แล้ว น้องชายกล่าวถูกต้อง คราวหลังข้าต้องสั่งสอนมันให้ดี!”
หยุนเชวี่ยอดหัวเราะไม่ได้ “พี่ชาย นี่ก็เย็นย่ำเต็มทีแล้ว ท่านรีบกลับไปโดยเร็วเถิด เลยเวลามื้อเย็นของอาเหลียงมามากแล้วกระมัง”
“เช่นนั้นเจ้าสองคนเดินอย่างระมัดระวังด้วย ข้าขอตัวก่อน…” ชายหนุ่มกระโดดขึ้นรถและผิวปากจนเกิดเสียงหวีดลั่น อาเหลียงส่งเสียงร้องเล็กแหลมพร้อมยกขาหน้าขึ้นสูง จากนั้นจึงควบตะบึงกลับทางเดิมอย่างเต็มฝีเท้าดุจสายลมที่โฉบผ่าน ราวเมื่อครู่มันยับยั้งฝีเท้าไว้เพื่อไม่ให้พวกเขาก้นกระแทก ตอนที่มันไม่มีผู้โดยสารถือเป็นช่วงเวลาอิสระอย่างแท้จริง
หยุนเชวี่ยจ้องมองรถม้าไปกระทั่งมันเคลื่อนลับหายไปจากสายตา ส่วนเหอยาโถวยังหงุดหงิดไม่หายที่อาเหลียงหมางเมินต่อความเอ็นดูของตน แม้ทั้งสองให้ชายหนุ่มจอดส่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อไม่ให้เป็นที่เอิกเกริก ทว่าภาพรถม้าหรูหราที่มาเยือนยังหมู่บ้านก็ไม่อาจหลุดรอดไปจากสายตาสอดรู้ของชาวบ้านบางราย
…………………………………………………………….
Amina22
#222 ช่างน่ากังวลว่า ความดีความชอบของเชวี่ยเอ๋อ จะถูกพวกปู่ย่าและลุงที่มีความโลภแย่งชิงไป 😣