ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 219 ดูนั่นสิ!
“ข้านำบางสิ่งมา ณ ที่นี้ด้วย เชิญใต้เท้าทั้งสองโปรดตรวจสอบ” หยุนเชวี่ยหยิบห่อกระดาษขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อและถือไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นจึงก้าวไปด้านหน้าและยื่นให้กับเจ้าเมือง
“นี่คือสิ่งใด?” เจ้าเมืองรับห่อกระดาษมาเปิดดูด้วยความสงสัย จากนั้นจึงใช้ปลายนิ้วแตะขึ้นมาตรวจดู “นี่เป็นเพียงเกลือธรรมดามิใช่หรอกหรือ?”
บิดาของเจ้าอ้วนเฉียนได้ยินเช่นนั้นจึงใช้ปลายนิ้วแตะขึ้นมาลิ้มรสบ้าง “เค็มเช่นนี้ต้องเป็นเกลืออย่างแน่นอน สาวน้อยเจ้านำสิ่งที่มีทุกครัวเรือนมาให้ข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“ถูกแล้วเจ้าค่ะ มันคือเกลือ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนต้องมีและขาดแคลนไม่ได้เลยเชียว”หยุนเชวี่ยจงใจทวนคำแฝงนัย จากนั้นจึงหันไปทางเหอยาโถว
เหอยาโถวเข้าใจทันทีจึงหยิบห่อกระดาษออกมาจากแขนเสื้อและมอบให้แก่เจ้าเมือง “รบกวนใต้เท้าทั้งสองท่านช่วยแยกแยะความแตกต่างระหว่างเกลือทั้งสองถุงนี้ได้หรือไม่?”
เจ้าเมืองเห็นเช่นนั้นจึงเกิดความใคร่รู้มากขึ้น เขาเปรียบเทียบห่อกระดาษบรรจุเกลือในมือตนเองและในมือของบิดาเจ้าอ้วนเฉียนอยู่ครู่ใหญ่ก่อนตัดสินว่า“ทั้งสองห่อเป็นเกลือที่พบได้ทั่วไปตามท้องตลาด หากต้องการถามถึงความแตกต่างเห็นทีคงเป็นความบางของกระดาษห่อกระมัง”
เจ้าอ้วนเฉียนรู้สึกสงสัยไม่น้อย เขาโน้มตัวลงไปพิจารณาโดยละเอียดบ้างก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “จริงด้วยขอรับ ห่อกระดาษชิ้นนี้บางกว่า ทั้งยังสะอาดและโปร่งแสง เชวี่ยเอ๋อ สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างไรแน่?”
ข้อสังเกตนั้นกระตุ้นความสนใจจากทุกคน หยุนเชวี่ยหันมองหน้าเหอยาโถวพร้อมเผยรอยยิ้มกว้าง จากนั้นจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็น“นั่นเป็นเพราะเกลือในห่อของเหอยาโถวซื้อมาจากร้านค้า ส่วนเกลือในห่อกระดาษข้าสกัดมาจากหิน”
เจ้าเมืองตกตะลึงทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น บิดาของเฉียนเสี่ยวปังก็แสดงออกด้วยท่าทีคล้ายกัน ส่วนต้าจี๋และสาวใช้หงหลิงที่ยืนอยู่ไม่ห่างเผยสีหน้าประหลาดใจราวไม่เชื่อหู
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้าต้องการบอกว่าเจ้าสามารถสกัดเกลือจากหินได้อย่างนั้นรึ?” เจ้าอ้วนเฉียนเอ่ยถามย้ำให้มั่นใจอีกครั้งด้วยเกรงว่าตนอาจหูฝาดไป
“ใช่ บนภูเขาด้านหลังหมู่บ้านไป๋ซีของเรามีหินชนิดพิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายคลึงกับแร่ทองที่สามารถถลุงได้ หรือแร่เหล็กซึ่งสามารถหลอมเป็นเหล็กกล้า หินชนิดนี้สามารถผลิตเกลือได้จริง”หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างจริงจัง“ใต้เท้าจงและใต้เท้าเฉียนจะเห็นว่าเกลือที่ละเอียดและสะอาดกว่านั้นมาจากหิน เพราะผ่านการตกตะกอนและกลั่นกรองสิ่งสกปรกออกไปก่อนแล้วจึงมีความบริสุทธิ์มากขึ้น”
“นี่…”เจ้าเมืองตะลึงงันเมื่อรู้ว่าสามารถสกัดเกลือจากหินได้ ข่าวนี้ทำลายปรัชญาสารพันที่เคยร่ำเรียนมาในฐานะบัณฑิตไปเสียสิ้น แม้ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็ยังนิ่งเงียบด้วยไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดดี
เมื่อเปรียบเทียบแล้วแม้ว่าผู้ช่วยนายอำเภอเฉียนจะไม่มีความรู้สูงส่งเท่า ทว่ายังมีความเฉียบแหลมเยี่ยงพ่อค้าเป็นพรสวรรค์แต่กำเนิดจึงรีบเอ่ยถาม“สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ? มีหลักฐานหรือไม่?”
“ใต้เท้าทั้งสอง แม้ว่าหยุนเชวี่ยจะเป็นเพียงเด็กหญิงจากชนบท ทว่าคำพูดที่กล่าวมาล้วนเป็นความจริง ทั้งยังเกี่ยวพันกับราชสำนักและเป็นเรื่องใหญ่ของราษฎร หยุนเชวี่ยไม่บังอาจพูดจาเหลวไหล” หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบอย่างถ่อมตนทว่าแฝงไปด้วยความมั่นใจยิ่ง
ระหว่างนั้นเหอยาโถวจึงวางตะกร้าบรรจุหินเกลือที่สะพายมาจากภูเขาหลังหมู่บ้านลงตรงหน้าเจ้าเมืองและผู้ช่วยนายอำเภอเฉียน ทั้งสองก้มหยิบมันขึ้นมาคนละชิ้นโดยไม่ได้นัดหมายก่อนหรี่ตาลงพินิจอย่างถี่ถ้วน
“นี่คือหินเกลือจากถ้ำบนภูเขาหลังหมู่บ้านของพวกเรา ข้าขอเรียกว่าเหมืองเกลือนะเจ้าคะ”หยุนเชวี่ยกล่าว“หากใต้เท้าสงสัยว่าหินเกลือนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเกลือได้อย่างไร โปรดให้ความกรุณาข้าได้ยืมครัวเสียหน่อย และรบกวนเตรียมค้อนเล็กไว้ให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ”
ใต้เท้าจงรีบโบกมือ“ไปจัดการตามที่นางต้องการเสีย”
บริเวณด้านหลังที่ว่าการเจ้าเมือง หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวนั่งยอง ๆ บนพื้นปูนและค่อย ๆ ใช้ค้อนทุบเข้าที่หินเกลืออย่างอดทนกระทั่งมันแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เจ้าเมืองและผู้ช่วยนายอำเภอเฉียนชะเง้อสังเกตการณ์โดยตลอด พวกเขาหันไปกระซิบกระซาบกันอยู่หลายครั้งสลับกับมองความคืบหน้าเป็นครั้งคราว ประเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่น… ประเดี๋ยวกลับเผยสีหน้าพึงใจ
ส่วนเจ้าอ้วนเฉียนไม่อาจระงับความสงสัยได้จึงเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ข้างหยุนเชวี่ยพลางเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น“เชวี่ยเอ๋อ… เชวี่ยเอ๋อ หินเหล่านี้สามารถแปรรูปเป็นเกลือได้จริงหรือ? ขอข้างลองบ้างสิ!”
“แม้แต่เจ้าก็ไม่เชื่อคำข้าอย่างนั้นรึ?”หยุนเชวี่ยยื่นค้อนในมือให้เขาและปัดฝุ่นตามฝ่ามือออก
“มิใช่เช่นนั้น เพียงแต่ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนจึงรู้สึกฉงนสนเท่ห์ไม่น้อย!” เจ้าอ้วนเฉียนแสดงท่าทางกระปรี้กระเปร่า“หินกินได้ จะไม่นึกแปลกใจได้อย่างไรกัน?”
“จะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างไรเล่า?”หยุนเชวี่ยหัวเราะ“แม้แต่หมอแผนจีนยังรู้จักสรรหาวัสดุมาฝนเป็นโอสถหลายขนาน ไม่ว่าจะเป็นสงหวง* เปี๋ยเจียะ* หลูกันสือ* ตัวยาเหล่านี้ล้วนสกัดด้วยวิธีการสะตุ* ทั้งสิ้นมิใช่หรือ?”
*สงหวง = คนไทยรู้จักกันในชื่อหรดาลแดง เป็นแร่ชนิดหนึ่งประกอบด้วยกำมะถันและสารหนู นิยมใช้ถอนพิษต่าง ๆ
*เปี๋ยเจียะ = คนไทยเรียกดินเหลือง เป็นสมุนไพรจีนที่ใช้ส่วนกระดองมาทำเป็นยา มีคุณสมบัติลดหยางกำเริบและสลายเนื้องอก
*หลูกันสือ = รู้จักกันดีในชื่อคาลาไมน์ พบในแร่ธาตุจากธรรมชาติ มีคุณสมบัติบรรเทาพิษ สมานแผล และแก้คัน
*การสะตุ = เป็นกรรมวิธีแปรรูปลักษณะแร่วัตถุเช่น เกลือ สารส้ม ให้เป็นผงบริสุทธิ์โดยวิธีทำให้ร้อนจัดด้วยไฟ เพื่อให้สิ่งสกปรกหรือพิษที่ไม่ต้องการสลายไป
“เชวี่ยเอ๋อ เจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ด้วยหรือ?!”เจ้าอ้วนเฉียนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นี่หรือสาวชนบทที่ผู้คนต่างดูถูกว่ามีความรู้ต่ำต้อย!
อาจารย์ที่ตระกูลเฉียนเชิญมาให้สั่งสอนตำราแก่เฉียนเสี่ยวปังนั้นมีความรู้สูงส่ง ลูกศิษย์เช่นเขามีความปราดเปรื่องด้านการศึกษาเป็นยิ่งทั้งยังร่ำรวยไม่น้อย ถึงกระนั้นเขารู้จักแต่เพียงสี่ตำราห้าคัมภีร์เท่านั้น ทว่าหยุนเชวี่ยซึ่งไม่มีโอกาสได้เขียนอ่านทั้งวันกลับรู้กระบวนวิธีสกัดโอสถเก้าชุด รู้ตำรับยาจีน ทั้งยังสามารถแปรธาตุจากหินเป็นเกลือได้อีกด้วย!
“ข้าความจำดีประมาณหนึ่งน่ะ เพียงได้ยินผู้คนพูดคุยกันผ่าน ๆ ข้าก็จดจำได้แล้ว” หยุนเชวี่ยตระหนักว่าลืมตัวจึงอธิบายเลี่ยงไป
เจ้าอ้วนเฉียนได้ยินเช่นนั้นแล้วถึงขั้นตีอกชกหัวตนเองด้วยไม่อยากเชื่อแม้เห็นกับตาได้ยินกับหู นางคือเด็กอัจฉริยะอย่างแท้จริง! กลับกันหากเขามีพรสวรรค์เช่นนี้คงไม่ต้องเป็นกังวลด้านการสอบจอหงวนแต่อย่างใด!
“เชวี่ยเอ๋อ!” เจ้าอ้วนเฉียนถอนหายใจ “หากเจ้าเป็นเด็กชายแล้วละก็คงสามารถศึกษาเล่าเรียนได้ ในอนาคตเจ้าจะต้องมีความสามารถสูงส่ง อย่าว่าแต่เป็นขุนนางทั่วไปเลย… อาจก้าวหน้าถึงขั้นอัครเสนาบดีก็เป็นได้!”
หยุนเชวี่ยรู้สึกไม่พึงใจนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น“เหตุใดเล่า? เจ้าคิดว่าสตรีไร้ความสามารถที่จะเขียนอ่านหรือแม้แต่มีอนาคตรุ่งโรจน์กระนั้นรึ?”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่! ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้นเสียหน่อย!”เจ้าอ้วนเฉียนตระหนกเมื่อคิดว่าตนอาจกล่าวสิ่งใดผิดพลาด จากนั้นจึงโบกมือพร้อมโคลงศีรษะ “เชวี่ยเอ๋อ ข้าต้องขอโทษที่พลั้งปากไป ทว่าตอนนี้ยังไม่สายไปเสียทีเดียว หากเจ้าใคร่ร่ำเรียนก็จงมาพบข้าที่จวน และให้ท่านอาจารย์สั่งสอนเจ้าพร้อมกับข้า!”
เจ้าอ้วนเฉียนร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหยุนเชวี่ยกลับส่ายหน้าโดยไม่เสียเวลาคิดให้มากความ“ข้าไม่เรียนหรอก แม้ร่ำเรียนไปก็ไม่อาจเข้าร่วมการทดสอบใด ๆ ได้ อีกประการหนึ่ง… เจ้ามิได้ขัดสนเรื่องปากท้องเสียหน่อย ข้าต่างหากที่ยังต้องหาเลี้ยงครอบครัว!”
ในฐานะที่หยุนเชวี่ยเคยเป็นหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในแผนกวิศวกรรม สี่ตำราห้าคัมภีร์อันประณีตในยุคนี้เป็นสิ่งที่นางไม่สนใจศึกษาแม้แต่น้อย อีกทั้งการเป็นบัณฑิตผู้เปี่ยมด้วยสง่าราศีไม่อาจส่งเสริมให้หาเงินได้โดยง่าย
นักปราชญ์ต่อให้ไร้ประโยชน์อย่างไรก็ยังคงเป็นนักปราชญ์ หากบัณฑิตไม่อาจสอบรับราชการขุนนางได้แม้สักตำแหน่งอาจถูกขนานนามว่าเป็นบัณฑิตตกยาก ตรงกันข้ามหากบุคคลใดเริ่มต้นความสำเร็จจากการเป็นพ่อค้าเศรษฐี ทั้งยังสามารถเขียนอ่านมีความรู้แตกฉาน คนผู้นั้นจะถูกขนานนามว่า‘เถ้าแก่ขงจื๊อ’
“นั่นก็สมเหตุสมผลเช่นกัน” เจ้าอ้วนเฉียนผ่อนลมหายใจออกอย่างนึกเสียดาย“เจ้าคงไม่รู้ว่าท่านพ่อของข้าน่ะเป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในวงราชการ ข้ามีพี่ชายอยู่สองคน ทว่าพวกเขากลับไม่สนใจด้านการศึกษาเอาเสียเลย ดังนั้นความหวังทั้งชีวิตของท่านจึงตกอยู่กับข้า!”
ครั้นกล่าวจบเขาจึงเผยสีหน้าจนปัญญา
“เจ้าไม่ชมชอบการอ่านเขียนกระนั้นรึ?”หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม ตามความเข้าใจของนางที่มีต่อเฉียนเสี่ยวปังแล้ว แม้เจ้าหมอนี่จะมีอุปนิสัยเย่อหยิ่งทั้งยังอวดความมั่งมีอยู่เป็นนิจ แต่เบื้องหลังแล้วกลับได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีเยี่ยม ทำให้มีความเป็นสุภาพบุรุษสูงส่ง ทั้งยังมีพรสวรรค์มากล้นตั้งแต่วัยเยาว์
“ไม่เชิงเสียทีเดียว…” เจ้าอ้วนเฉียนส่ายหน้า“บ่อยครั้งที่ข้ารู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการรับราชการเป็นขุนนาง ข้าไม่ต้องการเป็นเหมือนใต้เท้าจงที่ยุ่งอยู่กับกองเอกสารตลอดทั้งวัน มันไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด…”
“หากเจ้าไม่ใคร่เป็นขุนนาง เช่นนั้นในอนาคตเจ้าใคร่ประกอบอาชีพใดล่ะ?” หยุนเชวี่ยตั้งคำถาม “เป็นเช่นเดียวกับบิดาของเจ้างั้นรึ? เศรษฐีใหญ่ผู้มั่งคั่งและมีเมตตา?”
…………………………………………………………..