ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 218 ท่านเจ้าเมืองเป็นเบี้ยล่างของภรรยา
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
- ตอนที่ 218 ท่านเจ้าเมืองเป็นเบี้ยล่างของภรรยา
เมืองอันผิง
ก่อนถึงยามเซิน* หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวเดินทางไปพบเจ้าอ้วนเฉียนและต้าจี๋ที่กำลังรออยู่ ณ จุดนัดพบ
*ยามเซิน คือ ช่วงเวลาระหว่าง 15.00 น. ถึง 17.00 น.
เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้า เจ้าอ้วนเฉียนจึงเคาะประตู พ่อบ้านหวังผู้หลังค่อมคือคนที่เปิดประตูต้อนรับพวกเขา จากนั้นเดินกะเผลกนำไปยังลานบ้าน เนื่องจากพ่อบ้านหวังเป็นคนหูตึง เสียงของเขาจึงดังเป็นพิเศษ “โอ้ นายน้อยเฉียนมาหานายน้อยของข้าอีกแล้วหรือขอรับ?”
“ข้ามาหาท่านเจ้าเมืองน่ะ พอดีมีธุระต้องรายงาน ท่านลุงหวังไปทำงานเถิด!” เจ้าอ้วนเฉียนกล่าวตอบด้วยเสียงอันดังฟังชัด
“อ้อ… ไม่ได้มาหานายน้อย แต่มาหานายท่านของข้า! ตอนนี้นายท่านกำลังทำงานอยู่ในหอตำราขอรับ!”
“อืม! ข้ารู้แล้ว!”
“นายน้อยเดินระวังหน่อย! หินข้างสระบัวในสวนหลังเรือนเพิ่งถูกสาวใช้ทำความสะอาด ระวังจะลื่นนะขอรับ!”
“รบกวนด้วย ท่านลุงหวังไปพักผ่อนเถิด!”
หูของพ่อบ้านหวังไม่ค่อยได้ยินเสียง แต่เขาช่างเป็นคนที่ใส่ใจผู้อื่นและช่างพูด ทั้งสองคนจึงต้องตะโกนคุยกัน ในขณะที่แก้วหูของหยุนเชวี่ยและเหอยาโถวกำลังสั่นสะเทือน
“เจ้าอ้วน ข้าขอขอบคุณเจ้าจากใจจริง!” หยุนเชวี่ยใช้มือป้องปากพลางตะโกน
“พวกเราเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก!” เจ้าอ้วนเฉียนมองตะกร้าอันหนักอึ้งที่อยู่ด้านหลังของนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เหตุใดเจ้าสองคนถึงแบกก้อนหินมามากมายเช่นนี้?!”
หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วอย่างมีเลศนัย “อีกประเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้! จับตาดูให้ดีล่ะ!”
เจ้าอ้วนเฉียนกล่าวในขณะที่แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง “ถ้าเช่นนั้นข้ารอจะเปิดโลกกว้าง!”
ต้าจี๋เผยท่าทีเก้กัง “ข้าว่าคุณชายและแม่นางเชวี่ยเอ๋อเบาเสียงลงเสียหน่อยดีหรือไม่ ทุกคนในลานบ้านได้ยินกันหมดแล้วขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหอยาโถวก็รู้สึกราวกับที่นี่คือลานบ้านที่กว้างขวางจนดวงตาทั้งสองของเขาไม่อาจเก็บภาพได้หมด “เจ้าอ้วน ท่านเจ้าเมืองเชื่อคำพูดของพ่อเจ้าจริง ๆ เขาเป็นถึงขุนนางยศใหญ่โต แต่ยังสามารถหาเวลาว่างให้พวกเราเข้าพบได้ ฮี่ฮี่…”
“แน่นอนว่าท่านเจ้าเมืองไม่ให้เกียรติผู้ใดเลย ยกเว้นนายท่านของข้า!” ต้าจี๋กล่าวอย่างภาคภูมิใจก่อนใช้มือป้องปากพลางกระซิบ “ดูสิ บ้านหลังใหญ่แห่งนี้และที่ทำการสำนักงานบริหารนั้นล้วนสร้างใหม่ด้วยเงินของนายท่านของข้าทั้งนั้น บ้านหลังเก่าน่ะ… จุ๊ ๆ อย่าให้ข้าบอกเลยว่าหลังเก่าทรุดโทรมเพียงใด”
“แค่ก ๆ ต้าจี๋ รักษามารยาทด้วย” เจ้าอ้วนเฉียนกระแอมไอเบา ๆ พลางอธิบาย “ท่านพ่อของข้าและท่านเจ้าเมืองสนิทสนมกันมาหลายปี ที่ทำการสำนักงานบริหารแห่งนี้คือหน้าตาของเมืองอันผิง ดังนั้นมันจึงไม่นับว่าเป็นการติดสินบนแก่ขุนนางในราชสำนัก”
หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวมองหน้ากันพลางเหยียดยิ้มพร้อมเผยแววตาที่สื่อถึง ‘ความเข้าใจ’
“คำพูดของนายน้อยเป็นความจริง” ต้าจี๋เกรงว่าตนเองจะพูดมากจึงรีบโพล่งขึ้น “ท่านเจ้าเมืองไม่ได้เป็นขุนนางผู้มีอำนาจในเรือน แม้จะมีเรือนหลังใหญ่โตเช่นนี้ แต่เขาตระหนี่เป็นที่สุด! ว่ากันว่าในหนึ่งปีเขาได้รับตอบแทนในแต่ละหลายสิบตำลึง ซึ่งแน่นอนว่าเงินเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของฮูหยินทั้งหมด หากท่านเจ้าเมืองอยากดื่มสุรา เขาต้องไปถูบ้านให้สะอาดเอี่ยม และหากเขาดื่มมากเกินไป ภรรยาก็จะไม่ให้เข้าห้องนอน…”
“ต้าจี๋…” เจ้าอ้วนรู้สึกอับจนหนทาง “อย่าพูดถึงเรื่องในครอบครัวของคนอื่นเลย” ถึงอย่างไรก็เป็นเจ้าเมือง ต้าจี๋ควรให้เกียรติเขาบ้างมิใช่หรือ?
หยุนเชวี่ย…
เหอยาโถว…
ทั้งสองคนอ้าปากค้าง พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาของท่านเจ้าเมือง ทั้งยังคิดไม่ถึงว่าเขาจะถูกภรรยาใช้งานเยี่ยงทาสเช่นนี้ มัน… ฮ่าฮ่าฮ่า! น่าสังเวชยิ่งกว่าชายธรรมดาในหมู่บ้านเสียอีก!
“เอ่อ…” หยุนเชวี่ยอ้าปากเอ่ยถามเจ้าอ้วน “ท่านเจ้าเมืองของเราใช้แซ่อะไรหรือ? เราต้องเรียกเขาว่าอย่างไรดี? และอีกอย่างตอนนี้ไม่ได้อยู่ในศาล เราต้องคำนับเขาหรือไม่?”
จะว่าไปแล้วหยุนเชวี่ยใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยของราชวงศ์เหลียงมานานพอควรแล้ว ทว่านางมักใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ภายในหมู่บ้านไป๋ซี กล่าวได้ว่านางไม่เคยออกจากหมู่บ้านไปต่างถิ่นที่ไกล ๆ จึงไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ภายนอก
“ไม่ต้องหรอก แค่ทำความเคารพก็เพียงพอแล้ว ท่านเจ้าเมืองแซ่จง ให้เรียกเขาว่าใต้เท้าจง ท่านมีนิสัยเงียบขรึมชอบความเป็นส่วนตัวและไม่ถือตนเท่าใด” เจ้าอ้วนตอบ
หยุนเชวี่ยพยักหน้า หากคิดทบทวนให้ดีแล้ว เหตุใดคนที่มีบุคลิกเงียบขรึมเช่นเขาจึงตกเป็นเบี้ยล่างของภรรยาเจ้าอารมณ์ได้เล่า?
หลังจากเดินผ่านสวนดอกไม้ กลุ่มของพวกเขาก็มาถึงหอตำราที่อยู่ด้านข้าง เจ้าอ้วนบอกให้ทั้งสองคนรออยู่ด้านนอกก่อน จากนั้นสาวใช้คนหนึ่งจึงไปรายงานกับท่านเจ้าเมือง ขณะเดียวกันสาวใช้ที่สวมเสื้อผ้าสุภาพเรียบร้อยและประณีตส่งยิ้มให้กับหยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ยจำสาวใช้คนนั้นได้ทันที นางคือหงหลิงผู้ที่ทำแผลให้กับเหอยาโถวครั้งก่อน ซึ่งนางเป็นหญิงสาวที่สุภาพและอ่อนโยนยิ่งนัก
“ตระกูลใหญ่ดีเช่นนี้สินะ” หยุนเชวี่ยลูบคางพลางถอนหายใจ “แม้แต่สาวใช้ยังหน้าตางดงามเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ท่านลุงใหญ่ของข้าใฝ่ฝันอยากเป็นขุนนาง”
“ลุงใหญ่ของเจ้ารึ? คนที่ข้าเจอตอนไปร้านโชห่วยของตระกูลหยูใช่หรือไม่?” เจ้าอ้วนเฉียนกล่าวถาม
“อืม” หยุนเชวี่ยพยักหน้า เมื่อพูดถึงหยุนลี่จง นางช่าง… อย่างไรก็ตาม ขณะที่อยู่ต่อหน้าเจ้าอ้วนเฉียน เขาทำตัวหยาบคายยิ่งนัก ทว่าเคราะห์ดีที่เจ้าอ้วนเฉียนเป็นคนใจกว้างและไม่ถือสาผู้ใด
“ปีนี้ลุงใหญ่ของเจ้าเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วงด้วยหรือ?”
“อืม ตอนนี้เขากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่น่ะ…”
“ข้าได้ยินว่าผู้คุมสอบปีนี้คือใต้เท้าหวัง ผู้มีชื่อเสียงในด้านความซื่อตรงและเข้มงวดที่สุด ครั้นเหล่าบัณฑิตเสเพลมากมายได้ยินว่าเขาเป็นผู้คุมสอบ คนเหล่านั้นต่างก็ร้องโอดครวญ…”
หยุนเชวี่ยเผยท่าทีสงสัย ขณะที่กำลังจะสอบถามเจ้าอ้วนว่าใต้เท้าหวังเป็นมหาเทพแห่งหนใด เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยพลันดังมาจากหอตำรา
เจ้าเมืองและบิดาของเจ้าอ้วนเฉียนพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มขณะเดินมาทางพวกเขา หยุนเชวี่ยและเหอยาโถวรีบเข้าไปประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม “คารวะท่านใต้เท้าจง คารวะท่านใต้เท้าเฉียน”
“ท่านพ่อ ท่านใต้เท้าจง” เจ้าอ้วนเฉียนกล่าวอย่างสุภาพ เดิมทีเขาเรียกท่านเจ้าเมืองว่าลุง ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น เขาจะเรียกอีกฝ่ายว่าใต้เท้าเพื่อเป็นการให้เกียรติ
เจ้าอ้วนเฉียนอายุยังน้อย แม้จะถูกบิดาและมารดาเศรษฐีของเขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เหมือนกับคุณชายเสเพล ทว่าเขากลับเป็นคนดีมีน้ำใจไม่น้อย
“หลานไม่ต้องมากพิธี” ท่านเจ้าเมืองกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางเลื่อนสายตามองหยุนเชวี่ยและเหอยาโถว “เด็กสองคนนี้เป็นเพื่อนที่หลานชายต้องการแนะนำหรือ?”
เป็นไปตามที่เจ้าอ้วนกล่าวไว้ ใต้เท้าจงมีนิสัยเงียบขรึมและไม่ถือตน แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะไม่เป็นมิตรนัก… ทั้งผอมและสูง ในหน้ารูปทรงสามเหลี่ยมคว่ำ ดวงตาปูดโปนและเป็นสีแดงดั่งตั๊กแตนตำข้าว…
“ขอรับ” เจ้าอ้วนแนะนำ “พวกเขามาจากหมู่บ้านไป๋ซี นางชื่อหยุนเชวี่ย ส่วนเขาชื่อเหออวี้ และวันนี้ทั้งสองคนมีเรื่องมารายงานต่อใต้เท้าจง” หลังจากกล่าวจบ เจ้าอ้วนจึงมองไปยังหยุนเชวี่ยและเหอยาโถวก่อนถอยไปด้านข้าง
“เด็กน้อยทั้งสองคนน่าสนใจยิ่งนัก มีเรื่องอะไรมารายงานกันเล่า?” บิดาของเจ้าอ้วนเฉียนแบกพุงขนาดใหญ่ของเขาพลางยิ้มกว้างราวกับพระพุทธรูปปางไสยาสน์
แม้ใต้เท้าทั้งสองจะดูมีเมตตา ทว่าหยุนเชวี่ยก็ยังคงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางได้พูดคุยอย่างเป็นทางการกับทั้งสองคนอย่างใกล้ชิด! หยุนเชวี่ยจึงเหลือบมองเจ้าอ้วนเฉียนพร้อมเลียริมฝีปากของตน