แม่ปากร้ายยุค 80 [八零辣妈飒爆了] - ตอนที่ 1198 ตอนพิเศษบทที่ 4 การแสดง
ตอนที่ 1198 ตอนพิเศษบทที่ 4 การแสดง
อู๋เสี่ยวเถาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ประธานกู่ไม่เพียงขอให้บริษัทจัดงานศพครั้งใหญ่ให้หล่อนเท่านั้น แต่ยังมอบเงิน 100,000 หยวนให้กับอู๋จินกุ้ยและภรรยาเพื่อเป็นเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
อู๋จินกุ้ยและภรรยาน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ พวกเขาคุกเข่าลงและโค้งคำนับเพื่อแสดงความขอบคุณ และยังดึงอู๋เสี่ยวเจี๋ยนให้คุกเข่าลงด้วยกัน
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนคิดในใจว่า หากวันหนึ่งเขาเสียชีวิต มันคงจะดีไม่น้อยหากประธานกู่สามารถช่วยเหลืองานศพเขาอย่างยิ่งใหญ่
ไม่กี่เดือนต่อมา ประธานกู่ที่อ้างว่าไปนั่งสมาธิที่วัดก็กลับมา
ความเกียจคร้านในอดีตอันตรธานหายไป ใบหน้าของเขาเปล่งประกาย เต็มไปด้วยพลัง และดูอ่อนกว่าวัยหลายปี ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
ปรากฏว่าการนั่งสมาธิและฝึกฝนจิตใจส่งผลดีต่อร่างกายมากจริง ๆ
สักพักหนึ่งก็มีกระแสการทำสมาธิทั่วทั้งบริษัท
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนติดตามกระแสนี้และนั่งสมาธิ โดยหวังว่าจะทำให้ขาที่พิการกลับมาเป็นปกติ อย่างไรก็ตามมันกลับไม่มีประโยชน์อะไร
เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งปีในชั่วพริบตา ใบหน้าเปล่งประกายของชายชรากลับมาหมองคล้ำและไร้ชีวิตชีวาอีกครั้ง และกลายเป็นคนแก่เซื่องซึม
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนมองไปยังใบหน้าที่ซีดเซียวของชายชราขณะเป็นกังวลมาก
หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็รวบรวมความกล้าเพื่อขอหลินเพ่ยมารับประทานอาหารเย็น เขาแนะนำให้หลินเพ่ยใส่ใจเรื่องบนเตียงและอย่าขาดการควบคุม หากคุณกู่เบื่อหน่ายขึ้นมา มันย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใดเลย
หลินเพ่ยไม่ได้อารมณ์เสียเหมือนปกติ หล่อนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมา
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนตกใจ “ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ? เอาล่ะ เอาล่ะ มันเป็นความผิดของผมเอง ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว”
หลินเพ่ยกล่าว “เสี่ยวเจี๋ยน คุณยังจำได้ไหมว่า ก่อนจะมากวางตุ้ง ฉันขอให้ครอบครัวคุณตรวจร่างกาย?”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยน “จำได้สิ เกิดอะไรขึ้น?”
“ตอนนั้นฉันมีภาวะยูรีเมียอยู่แล้ว และจำเป็นต้องปลูกถ่ายไต แต่การหาไตนั้นยากมาก และถึงแม้ว่าจะมีก็ไม่สามารถหาซื้อได้เนื่องจากต้นทุนสูงเกินไป ยกเว้นใช้ไตของญาติจะมีราคาที่ถูกกว่า”
หล่อนเหลือบมองอู๋เสี่ยวเจี๋ยนด้วยความรู้สึกผิดและก้มศีรษะลง “ดังนั้นฉันจึงหลอกให้ทั้งครอบครัวของคุณตรวจร่างกายเพื่อดูว่ามีใครในพวกคุณที่เข้ากันกับฉันได้บ้าง ผลลัพธ์… ผลลัพธ์ที่ได้…”
ดวงตาของอู๋เสี่ยวเจี๋ยนเต็มไปด้วยความกลัวและความโกรธ “ผลลัพธ์ของเสี่ยวเถาสามารถเข้ากันได้กับคุณ คุณก็เลยฆ่าหล่อนงั้นเหรอ?”
หลินเพ่ยมองเขาด้วยความไม่เชื่อ “ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น? เสี่ยวเถาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตำรวจจราจรระบุสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว แต่คุณยังใส่ร้ายฉันได้! นอกจากนี้ตอนที่เสี่ยวเถาประสบอุบัติเหตุ ฉันได้เข้าไปในโรงพยาบาลหรือเปล่า? ฉันจะได้รับการปลูกถ่ายไตโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างไร? และฉันไม่มีรอยแผลเป็นบนร่างกายเลย ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจดูสิ!”
หลังจากนั้นหลินเพ่ยพาอู๋เสี่ยวเจี๋ยนกลับไปยังบ้านเช่าของเขา ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออกและยืนต่อหน้าเขา
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนตรวจสอบดูและไม่พบรอยแผลเป็นบนร่างกายของหล่อน
เมื่อเห็นหลินเพ่ยร้องไห้ไม่หยุด อู๋เสี่ยวเจี๋ยนก็พยายามปลอบหล่อนทุกวิถีทาง
หลินเพ่ยร้องไห้หนักกว่าเดิม “ตอนที่รายงานการตรวจร่างกายออกมา คุณเป็นคนเดียวที่มีความเข้ากันกับฉัน แต่ฉันทนไม่ได้ที่จะให้คุณเสียสละครั้งใหญ่ ดังนั้นฉันจึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับคุณเลย ในช่วงสองปีที่ผ่านมา อาการของฉันแย่ลง และฉันไม่ได้พูดถึงเพราะกลัวว่าคุณจะกังวล นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมบางครั้งที่คุณขอให้ฉันกลับมาบ้านเพื่ออยู่กับคุณ แต่ฉันไม่อยากกลับไป เพราะกลัวว่าคุณจะเห็นว่าฉันโทรมลง”
จากนั้นหล่อนลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปพลางร้องไห้
ทว่าทันทีที่วิ่งไปถึงประตู หล่อนก็สะดุดล้มลงพื้น
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนเศร้าใจมากและตะโกนเรียกหญิงสาว “เพ่ยเพ่ย!” เขาอุ้มหล่อนพาดบนบ่าและเดินกะโผลกกะเผลกโดยใช้ไม้ค้ำเพื่อออกไปด้านนอก
ทันทีที่วิ่งออกจากบ้าน เขาบังเอิญเจอกับจูฉวินซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของหลินเพ่ยในบริษัท ขณะที่อีกฝ่ายกำลังซื้อของ
เมื่อจูฉวินเห็นดังนี้ ดวงตาของหล่อนก็เบิกกว้างด้วยความตกใจและถามว่าเกิดอะไรขึ้น
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนเล่าเรื่องทั้งหมดให้หล่อนฟังและขอให้หล่อนเรียกรถแท็กซี่
จูฉวินเป็นคนดีมาก ไม่เพียงช่วยเรียกแท็กซี่ แต่ยังขึ้นรถกับเขาเพื่อพาหลินเพ่ยไปโรงพยาบาลด้วยกัน
หล่อนแนะนำอู๋เสี่ยวเจี๋ยนให้ส่งหลินเพ่ยไปยังโรงพยาบาลจินหวา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้เคียง
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนมีท่าทางลังเลอย่างมาก
ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจแค่โรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น และจะไม่ไปโรงพยาบาลเอกชนเพื่อรับการรักษาพยาบาลง่าย ๆ
จูฉวินบอกเขาว่า ค่าธรรมเนียมโรงพยาบาลเอกชนถูกกว่าโรงพยาบาลของรัฐ แพทย์มีคุณภาพสูง และอุปกรณ์ก็ดีกว่า การไปพบแพทย์ที่นั่นคุ้มค่ามากที่สุด
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนถูกชักนำด้วยคำว่า “ถูกกว่า”
เขารู้บางอย่างเกี่ยวกับสภาวะยูรีเมีย ซึ่งเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการรักษา จึงใช้เงินไม่มาก และคงต้องใช้เงินอีกมากมายในอนาคต
เมื่อพวกเขามาถึงโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลก็ทำการปฐมพยาบาล แม้จะช่วยหลินเพ่ยไว้ได้ แต่พวกเขาบอกอู๋เสี่ยวเจี๋ยนว่าอาการของหลินเพ่ยแย่มาก ถ้าหล่อนไม่ได้รับการปลูกถ่ายไตภายในครึ่งปี หล่อนจะไม่รอดอย่างแน่นอน
จิตใจของอู๋เสี่ยวเจี๋ยนพลันกลายเป็นสีขาวโพลน
หากเพ่ยเพ่ยที่รักของเขาต้องตาย แล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร!
แต่จะให้เขามอบไตแก่หลินเพ่ย เกรงว่าเขาคงไม่มีความกล้าถึงขนาดนั้น
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนมาที่กวางตุ้งเพื่อทำงาน และเวลาเพิ่งผ่านไปแค่สองปีเท่านั้น
งานของเขาคือเสมียน และเงินเดือนต่ำมาก ถึงแม้จะใช้จ่ายอย่างประหยัด แต่เขาก็เก็บเงินได้เพียง 40,000 หยวนเท่านั้น
แม้จะบอกว่าโรงพยาบาลจินหวาคิดค่าใช้จ่ายถูก แต่การรักษาสภาวะยูเรเมียนั้นไม่ถูกเลย และเขาต้องจ่ายไปกว่า 40,000 หยวนภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์
ในวันนี้อู๋เสี่ยวเจี๋ยนตุ๋นซุปไก่ที่บ้าน แต่เขาไม่อยากดื่มมันเอง และนำมันไปให้หลินเพ่ยที่โรงพยาบาล
เวลาป่วยไข้ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้กันทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นสิ่งที่แม้แต่อู๋เสี่ยวเจี๋ยนซึ่งจบการศึกษาเพียงมัธยมศึกษาตอนต้นก็คิดได้
ตั้งแต่หลินเพ่ยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แม้ว่าอาการของหล่อนจะแย่ลง แต่ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดของหล่อนก็ยังแข็งแกร่งมาก
แม้จะไม่รู้สึกอยากอาหารเลย แต่หล่อนยังคงกินอาหารที่อู๋เสี่ยวเจี๋ยนนำมาให้เสมอ ตอนนี้น้ำหนักตัวของหล่อนเพิ่มขึ้นกว่าตอนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครั้งแรกเล็กน้อย
วันนี้ก็เหมือนกัน อู๋เสี่ยวเจี๋ยนป้อนซุปไก่ให้หล่อน และหล่อนก็ดื่มอย่างมีความสุข
ทันทีที่กินซุปไก่เสร็จ พยาบาลก็เข้ามาขอให้ญาติคนไข้ชำระเงิน โดยบอกว่าไม่มีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในบัญชีการรักษาในโรงพยาบาลของหลินเพ่ยอีกต่อไป และหากไม่ต่ออายุบัญชีของหล่อน ยาทั้งหมดจะถูกยกเลิก
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนกังวลมากจนพูดไม่ออก
เขาขอร้องเลื่อนวันชำระเงินกับพยาบาลอย่างขมขื่น เพื่อไปขอยืมเงินก่อน
นางพยาบาลยิ้มแล้วส่ายหัวปฏิเสธ ก่อนจะเดินจากไป
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนรู้สึกผิดเกินกว่าจะหันมองหลินเพ่ย
หลินเพ่ยลุกขึ้นจากเตียงในโรงพยาบาลด้วยความยากลำบากและพูดกับอู๋เสี่ยวเจี๋ยนว่า “ฉันจะเก็บข้าวของ ส่วนคุณไปทำตามขั้นตอนการออกจากโรงพยาบาลเถอะค่ะ จากนั้นเราจะได้กลับบ้านด้วยกัน”
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนพูดแย้งทันที “จะทำแบบนั้นได้ยังไง? คุณกำลังป่วยหนัก แล้วจะให้หยุดการรักษากลางคันได้ยังไง?”
เขากัดฟันแล้วพูดว่า “ผมจะไปหายืมเงินเดี๋ยวนี้!”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” หลินเพ่ยคว้าแขนของเขาและพูดกับเขาด้วยท่าทางน่าสังเวชว่า “คุณคิดว่าฉันไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาลเหรอ? ตอนนี้ฉันมีเงินเก็บเกือบล้าน ไม่ต้องพูดถึงการรักษาพยาบาล ต่อให้ต้องปลูกถ่ายไตก็มีเพียงพอ แต่ถ้าฉันอดทนรอไตใหม่ไม่ได้ภายในครึ่งปี การรักษาที่ยืดเยื้อจะทำให้เสียเงินเปล่า ฉันคิดทบทวนดีแล้ว ฉันจะไม่รักษาโรค แล้วทิ้งเงินล้านไว้ให้คุณกับลูก หลังจากฉันตายไป พวกคุณจะได้ไม่ต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก”
เมื่อเนี่ยนเจี่ยนลูกชายของหล่อนได้ยินสิ่งนี้ เขาก็หลั่งน้ำตาและตะโกนขึ้น “ผมไม่อยากให้แม่ตาย ผมอยากอยู่กับแม่ตลอดไป!”
ฉากที่น่าสังเวชดังกล่าวทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหมองเศร้าในใจ และถึงกับหลั่งน้ำตา
อู๋เสี่ยวเจี๋ยนเต็มด้วยความโศกเศร้า เขากระตุ้นให้หลินเพ่ยดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี ทั้งเขาและลูกชายคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีหล่อน
หลินเพ่ยละล่ำละลัก “ฉันก็อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกัน แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันอดทนรอไตใหม่ภายในครึ่งปีไม่ได้? ถ้าใช้เงินแล้วยังรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ มันไม่ต่างจากไข่แตกไก่บินหนีเหรอ? ฉันอยากออกจากโรงพยาบาลและตั้งใจแน่วแน่แล้ว อย่างน้อยถ้าฉันตาย แต่เงินออมเกือบล้านก็ยังคงอยู่!”
หลินเพ่ยพูดด้วยเสียงดังมาก ทำให้คนไข้และครอบครัวในวอร์ดเดียวกันได้ยินคำพูดของหล่อนทั้งหมด และทุกคนต่างก็ตกใจ
………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ประธานกู่ได้ไตของเสี่ยวเถาไปแน่ๆ สรุปคือนังเพ่ยมันคิดจะฆ่ายกครัวเพื่อปลูกถ่ายไตจริงๆ
ไหหม่า(海馬)