หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 9 ว่าที่ลูกศิษย์
หลังจากหลี่ชุนผู้เป็นบิดาได้รู้เรื่องราวทุกอย่างแล้ว
เขาก็มองไปทางลูกชายคนที่สี่ด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะ
มองไปที่ลูกชายอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ
“น้องของพวกเจ้าถูกตีเช่นนี้ แล้วเหตุใดพวกเจ้าไม่
ช่วยน้องพูดอะไร?”
“ก็ท่านพ่อ…”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว!! เพราะพวกเจ้าทำให้น้องชายถูกตี
ดังนั้นเวรผ่าฟืนในครั้งต่อไปพวกเจ้าทั้งสองต้องทำแทน
น้องชายของพวกเจ้า”
เมื่อหลี่เอ้อพี่ชายคนรองกับหลี่ซานพี่ชายคนที่สาม
ได้ยินคำพูดของบิดาก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาก็เท่ากับว่าพวก
เขายอมรับการลงโทษครั้งนี้
ปกติแล้วทุกสัปดาห์จะมีการจัดเวรให้พวกเขาสี่พี่
น้องผลัดเปลี่ยนกันทำงานผ่าฟืนตักน้ำอยู่ที่บ้าน ไม่ต้อง
ออกไปทำงานในไร่นา ซึ่งเป็นงานที่เบากว่ามาก น้องชาย
คนที่สี่ถูกตีจนก้นระบม สมควรแล้วที่เขาจะได้พักมาก
หน่อย
หลี่หลิงผู้เป็นแม่มองเหตุการณ์ตรงหน้าก่อนจะส่าย
หัวเบาๆนางคาดโทษสามีเอาไว้ก่อนจะให้ลูกๆแยกย้ายกัน
ไปนอนพักผ่อน
การแสดงออกถึงความรักของแต่ละคนต่างกัน
เพราะเป่าเปายังเด็กและร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้ทุก
คนในบ้านดูเอาใจเป่าเปามากเป็นพิเศษ แต่นี่ไม่ได้
หมายความว่าพ่อกับแม่ของพวกเขาจะรักพี่ชายทั้งสี่น้อย
ไปกว่าน้องสาวคนเล็ก และทุกคนก็รับรู้ได้จึงไม่มีใครเคย
น้อยใจหรือเสียใจกับเรื่องนี้
เช้าวันรุ่งขึ้นเป่าเปาตัวน้อยยังนอนอยู่บนเตียง วันนี้
นางไม่ได้แอบลุกมาออกกำลังกายเหมือนอย่างเคย แต่
เลือกที่ตะนอนเฉยๆ โดยไม่พูดไม่จา ทำให้หลี่ชุนผู้เป็นพ่อ
รู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก
“ลูกสาวคนดี ลุกมากินข้าวสักหน่อยเถอะ”
“ข้าจะไม่ลุกไปไหนทั้งสิ้นจนกว่าท่านแม่จะให้ข้า
เรียนหนังสือ”
เป่าเปาจับผ้าห่มคลุมโปรงไม่สนใจผู้มาเยือน ทำให้ห
ลี่ชุนได้แต่ถอนหายใจออกมา เช้านี้เขามาเรียกลูกสาวแล้ว
สี่ครั้ง ยังไม่นับเหล่าพี่ๆ ของนางที่เข้ามาเรียกอีกคนละ
หลายๆ ครั้ง
หลี่หลิงผู้เป็นแม่ได้ให้เหุตผลที่ไม่ยอมให้ลูกสาวเรียน
หนังสือไว้ว่า
‘การที่เป่าเปาไม่ได้เรียนหนังสือย่อมจะเป็นผลดีกับ
นางมากกว่า เพราะจะทำให้นางหาคู่ครองในอนาคตได้ง่าย
ท่านก็เคยเห็นแล้วนี่ สะใภ้ถงที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ นางเองก็
ได้ร่ำเรียนหนังสือมาบ้าง แต่เมื่อแต่งเข้าตระกูลถงบ้านสามี
นางทนเห็นภรรยามีความรู้มากกว่าคนของตระกูลตนไม่ได้
สุดท้ายนางจึงถูกขอหย่าและกลับไปอยู่บ้านเดิม’
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อได้แต่ฟังเหตุผลของผู้เป็นภรรยาแล้ว
คิดตาม หากเป่าเปาลูกสาวสุดที่รักถูกบ้านสามีรังเกียจจะ
ทำอย่างไร ดังนั้นเขาจึงเลิกหว่านล้อมภรรยาให้เปลี่ยนใจ
แต่หันไปหว่านล้อมลูกสาวให้เลิกล้มความตั้งใจแทน
“เรียนหนังสือลำบากจะตาย อยู่บ้านสบายๆ ไม่
ดีกว่าหรือ?”
เหล่าพี่ชายของเป่าเปาเองก็คิดเหมือนบิดา ต่างคน
ต่างหว่านล้อมเป่าเปาให้เลิกคิดเรื่องการไปเรียนหนังสือ
แต่ทุกครั้งที่มีคนมาพูดแบบนี้กับเป่าเปา นางจะร้องไห้
เสียงดังจนทุกคนได้แต่ถอดใจและปล่อยให้นางล้มเลิก
ความตั้งใจด้วยตัวเอง
แต่เป่าเปากลับมีความดื้อรั้นมากกว่าที่คิด ผ่านไป
จนถึงอาหารเย็นนางยังไม่ลุกออกจากเตียง สร้างความ
กังวลใจให้แก่ทุกคนในบ้านเป็นอย่างมาก
“พี่สะใภ้ ข้าว่าการเรียนหนังสือไม่ได้มีแต่ข้อเสีย อีก
อย่างเป่าเปายังเด็ก เรียนไปสักพักเดี๋ยวนางก็น่าจะเบื่อไป
เอง”
หลี่หลิงยังคงลังเลใจ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อยากให้
ลูกสาวเรียนหนังสือจริงๆ ขณะกำลังครุ่นคิดเสียงตะโกน
ด้วยความตกใจของพี่ชายคนที่สามได้เรียกให้ทุกคนวิ่งเข้า
ไปดูในห้องของเป่าเปา
“น้องเล็ก!! เจ้าเป็นอะไรไป”
“เจ้าสามเกิดอะไรขึ้น?!?”
“ท่านแม่ น้องเล็กตัวร้อนจี๋เลยขอรับ”
คนทั้งครอบครัวต่างมารวมตัวกันอยู่ในห้อง เมื่อมอง
ไปที่เป่าเปาก็พบว่านางนอนคู้ตัวอยู่บนเตียงด้วยหน้าสีแดง
ก่ำก่อนหน้านี้เพราะเห็นว่าร่างกายของนางแข็งแรงขึ้นมาก
แล้ว จึงไม่มีใครคิดว่านางจะล้มป่วยขึ้นมาแบบกะทันหัน
เช่นนี้ แต่การป่วยของเป่าเปาใช่ว่าจะเพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็น
ครั้งแรก ดังนั้นทุกคนในบ้านจึงจัดการรับมือได้อย่าง
รวดเร็ว
“เอ้อหลางไปขอยืมเกวียนลาจากผู้ใหญ่บ้านซาน
หลางไปเอาผ้าชุบน้ำมา ซื่อหลางไปตักน้ำเตรียมไว้สาม
กระบอก”
“ท่านพี่ อากัง ต้าหลาง เตรียมตัวให้พร้อม หาก
เกวียนลามาช่วยพาเป่าเปาเข้าเมืองไปหาท่านหมอจางที”
ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองทันที โดย
มีหลี่หลิงผู้เป็นแม่คอยดูแลเป่าเปาอยู่ไม่ห่าง
“อย่าเป็นอะไรเลยนะลูก หากลูกหายดี แม่จะไม่ขัด
ใจเจ้าอีก”
หลี่หลิงผู้เป็นแม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่นางจะ
มามัวนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ไม่ได้ เมื่อผ้าชุบน้ำมาถึง นางก็
จัดการเช็ดตัวเป่าเปาทันที
หลังจากนั้นไม่นานเกวียนลาก็ถูกลากเข้ามา หลี่ชุนผู้
เป็นพ่อที่เห็นเช่นนั้นก็รีบอุ้มบุตรสาวของตนขึ้นเกวียนลา
ทันที โดยมีหลี่กังผู้เป็นน้องชายและหลี่ต้าลูกชายคนโตวิ่ง
ตามไปติดๆ และสลับกันเข็นเกวียนลาเพื่อไปหาหมอใน
เมือง
———–
ฮุ่ยซิ่วจิบน้ำชาอยู่หน้าบ้านของตัวเองในยามเช้าด้วย
ความรู้สึกกังวลใจ เมื่อวานนี้สะใภ้หลี่ได้บอกเรื่องที่อนุญาต
ให้เป่าเปามาเรียนหนังสือกับเขาแล้ว แต่เพราะเด็กสาวล้ม
ป่วยจึงไม่ได้พามาด้วย ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่าง
มาก
ที่เขาไม่สบายใจเพราะหนึ่งคือเขารู้สึกว่าตนเอง
น่าจะเป็นต้นเหตุให้แม่หนูหลี่เป่าล้มป่วย และสองคือเขา
เป็นบุรุษ ส่วนศิษย์ที่เขาจะรับเป็นสตรี หากเขาต้องทำการ
เรียนการสอนกับนางสองต่อสองย่อมดูไม่งามและอาจเกิด
ข้อครหา ทำให้เขาต้องนั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง
จะให้ถอนคำพูดเรื่องรับแม่หนูหลี่เป่าเป็นศิษย์คง
เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นทางออกเดียวของเขาคือต้องหาลูกศิษย์
เพิ่มอีกคนหนึ่งเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา แล้วจะหาจากไหนได้
ล่ะ?? เฮ้อ ฮุ่ยซิ่วได้แต่ถอนหายใจออกมา
ขณะที่เขากำลังนั่งกลุ้มใจอยู่ที่นั้น เสียงฝีเท้าของม้า
ก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่ลานบ้านพร้อมกับ
บุรุษรูปร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากรถม้า
“คารวะท่านอาจารย์ฮุ่ยซิ่วขอรับ”
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่คิดจะกลับไป”
ฮุ่ยซิ่วเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องรอคำถาม เขารู้ดีว่าบุรุษผู้นี้
ต้องการสิ่งใด ดังนั้นจึงเอ่ยปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด บุรุษผู้
นั้นเองก็พยักหน้าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าน้อยมาตามหน้าที่ ข้าน้อยจะนำคำของท่าน
อาจารย์ไปบอกกล่าวกับนายท่านขอรับ ข้าน้อยขอลา”
ปกติจะมีคนจากเมืองหลวงมาที่บ้านหลังนี้เพื่อขอให้
ฮุ่ยซิ่วกลับไป เพราะฮุ่ยซิ่วคืออาจารย์ที่มีชื่อเสียงและมี
ความรู้ความสามารถอันดับต้นๆ ของเมืองหลวงเหล่าขุน
นางหรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์บางคนอยากให้บุตรชายของ
พวกเขาได้เรียนกับฮุ่ยซิ่ว จนยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจ้าง
เขาให้กลับไป แต่เขาไม่ได้สนใจเงินทองจึงปฏิเสธ
แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ยังมีขุนนางผู้หนึ่ง
ต้องการให้เขากลับไปสอนบุตรชาย และจะส่งคนมาหาเขา
ทุกสามวันเจ็ดวัน
เมื่อปฏิเสธคนจากเมืองหลวง ฮุ่ยซิ่วก็เลิกสนใจบุรุษ
ผู้นั้น หันมานั่งคิดเรื่องการรับศิษย์อีกคนของเขาต่อ เมื่อ
มองไปที่ด้านหลังชายหนุ่มผู้อยู่บนหลังม้า เขาก็เกิด
ความคิดบางอย่างขึ้นมา
ฮุ่ยซิ่วพยายามเอ่ยเรียก แต่ชายหนุ่มบนหลังม้าไม่
ทันได้ยินเสียงของเขา ควบม้าจากไปโดยไม่ได้หันกลับมา
ฮุ่ยซิ่วมองตามด้วยความเสียดาย เขาคิดจะยื่นข้อเสนอให้
บุตรชายขุนนางมาเรียนกับเขาเสียที่นี่ แต่ช่างเถอะไว้ครั้ง
หน้าค่อยว่ากันก็แล้วกัน
เมื่อเวลาเข้าสู่ยามซื่อ ฮุ่ยซิ่วก็หยิบผลไม้ในครัวใส่
ตะกร้าออกไปเยี่ยมอาการป่วยของว่าที่ลูกศิษย์หลี่หลิงผู้
เป็นแม่ที่เห็นอาจารย์ฮุ่ยแวะมาเยี่ยมเยียนก็หยิบน้ำชา
ออกมาต้อนรับ
“แม่หนูหลี่เป่าเป็นเช่นไรบ้าง?”
“ก่อนหน้านี้นางตัวร้อนและไข้ขึ้นสูง แต่หลังกินยา
แล้วไข้ก็ลดลง ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว นี่คือสมุนไพรบำรุงร่างกาย ไว้นาง
ฟื้นท่านช่วยต้มให้นางดื่มจะได้หายเร็วๆ”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ฮุ่ยเจ้าค่ะ แล้วเรื่องเรียน เอ่อ
…”
หลี่หลิงผู้เป็นแม่เองก็มีความกังวลใจในเรื่องเดียวกัน
กับฮุ่ยซิ่ว ตอนแรกนางยังคิดจะให้หลี่ซื่อลูกชายคนที่สี่ได้
ไปเรียนพร้อมกับเป่าเปาเพื่อป้องกันคำครหานินทา แต่
หากนางทำเช่นนั้นแรงงานในไร่นาจะลดลง คนที่เหลือ
จะต้องทำงานมากขึ้นในส่วนของน้องชายคนที่สี่
แม้ตอนนี้เหล่าพี่ชายของเขาอาจไม่ได้คิดอะไร แต่ใน
อนาคตใครจะไปรู้ได้เล่านางพยายามจัดการเรื่องภายใน
บ้านให้สมดุลมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจต่อ
กัน สำหรับเป่าเปานั้นแตกต่างออกไป เพราะเป่าเปาเป็น
น้องสาวคนเล็ก อีกทั้งยังเป็นเด็กผู้หญิง บรรดาพี่ชายต่าง
ช่วยพูดเพื่อให้น้องสาวได้เรียนหนังสือ ดังนั้นนางจึงไม่
กังวลใจเกี่ยวกับความคิดของพี่ชายต่อเรื่องน้องสาวคนเล็ก
ของพวกเขา
ฮุ่ยซิ่วที่ได้ยินคำพูดอ้ำๆ อึ้งๆ ของสตรีตรงหน้า ไหน
เลยจะไม่รู้ถึงสิ่งที่นางกังวลใจ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เรื่องเรียนท่านไม่ต้องกังวล ข้ากำลังจะรับศิษย์อีกผู้
หนึ่งมาเรียนกับแม่หนูหลี่เป่า หากการเรียนการสอนพร้อม
เริ่มเมื่อใด ข้าจะแจ้งท่านในภายหลัง ช่วงนี้ให้นางพักฟื้น
อย่างสบายใจก่อนเถอะ”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”
จากนั้นทั้งสองก็สนทนากันครู่หนึ่งก่อนที่ฮุ่ยซิ่วจะขอ
ตัวกลับบ้าน
———–
ผ่านไปสามวันเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นที่ลานบ้านของฮุ่ยซิ่
วอีกครั้ง
“เจ้าหนุ่ม…”
“ไม่ต้องห่วงขอรับ ข้าจะบอกนายท่านเอง ว่าท่าน
อาจารย์ไม่คิดจะกลับไปเมืองหลวง ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว
ขอตัวก่อนนะขอรับ”
~ย๊ะ!!ฮี้ๆๆๆ~
กล่าวจบบุรุษผู้นั้นก็หันม้ากลับไปในทิศทางที่จากมา
ทันที ปล่อยให้ฮุ่ยซิ่วยืนอ้าหากค้างโดยยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด
“…”
แล้วข้าจะได้ศิษย์อีกคนไหมล่ะเนี่ย เฮ้อ…