หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 80 งดดื่มสุรา
หลังงานแต่งของหลี่ซื่อลูกชายคนที่สี่ของตระกูลจบ
ลง เหล่าแขกจากเมืองหลวงต่างทยอยกันเดินทางกลับ แต่
ผู้คนในตระกูลหลี่ยังอยู่ต่ออีกสองสามวัน เพื่อจัดการธุระที่
เมืองทังโจวให้เรียบร้อย
หลี่ต้าเดินทางไปทักทายสหายสนิท สมัยเป็นขุนนาง
ที่เมืองทังโจว หลี่เอ้อเข้าไปที่กองทัพเพื่อแจ้งข่าวที่ได้รับ
จากทัพใหญ่ในเมืองหลวง หลี่ซานเข้าตรวจสอบกิจการ
การค้าของตัวเอง หลี่ซื่อพาเนี่ยนเจินไปท่องเที่ยวเมือง
ข้างเคียงหลังแต่งงาน และเป่าเปารอเดินทางพร้อมกับ
ทุกๆ คนในบ้าน
ระหว่างที่ลูกๆ กำลังเก็บข้าวของส่วนตัวเพื่อเตรียม
เดินทางไปเมืองหลวง หลี่หลิงผู้เป็นมารดา ที่เก็บของ
เรียบร้อยแล้วได้นั่งรออยู่บริเวณสวนหน้าบ้าน
“พี่สะใภ้ เก็บของเสร็จแล้วหรือ”
“สัมภาระของข้ามีไม่เยอะ ไม่เหมือนพวกเด็กๆ
หรอก แล้วเจ้าล่ะเก็บของเสร็จแล้วรึ”
“ของข้าก็มีไม่เยอะเหมือนกัน”
หลี่หลิง หลี่ชุน และหลี่กังมีอายุไม่ต่างกันมากนัก
พวกเขาจึงพูดคุยเหมือนกับเป็นสหายกัน
“ว่าแต่ ได้ยินว่าเจ้าเคยมีบุตรสาวงั้นหรือ”
หลี่กังที่ได้ยินคำถามก็ชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ
“ใช่ พี่ใหญ่บอกท่านหรือ”
“….อืม”
“นางเสียชีวิตไปแล้วแหละ”
“งั้นหรือ เสียใจด้วยนะ
หลี่หลิงชะงักไปเล็กน้อย นางพอรู้อยู่ว่าบุตรสาว
ของหลี่กังเสียชีวิตแล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากของเขาเองก็
อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจแทน
ขณะที่ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ หลี่ชุนก็เดินเข้ามา
หาทั้งสองคน
“พวกเจ้าคุยอะไรกันอยู่หรือ”
“คุยกันเรื่องบุตรสาวของหลี่กังน่ะ”
“อ้อ เรื่องนี้เองหรือ เป่าเปาเป็นบุตรสาวคนเดียวของ
บ้านหลังนี้ จะรังเกียจหรือไม่ถ้าจะให้เจ้ารับน้ำชาจากเป่า
เปาและส่งตัวเจ้าสาวร่วมกับพวกข้า”
หลี่กังที่ได้ยินคำพูดของหลี่ชุนก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตา
กว้าง จ้องมองไปทางพี่สะใภ้ ปกติการรับน้ำชาจากบ่าว
สาวจะเป็นบิดามารดา หากคู่บ่าวสาวจะไม่มีบิดามารดา
ถึงจะเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่แทน แต่เป่าเปายังมีทั้ง
บิดาและมารดา แต่กลับยอมให้เขาร่วมรับน้ำชาด้วยอีกคน
หนึ่ง ทำให้เขาไม่แน่ใจว่าพี่สะใภ้จะเห็นด้วยหรือไม่
“วางใจเถอะ เรื่องนี้พี่สะใภ้เจ้าเป็นคนเสนอเอง”
หลี่หลิงพยักหน้ายืนยัน ทำให้หลี่กังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก
ดีใจ เขารู้สึกว่าเป่าเปาเปรียบเสมือนบุตรสาวคนหนึ่ง การ
ได้ส่งตัวนางในวันสำคัญที่สุดในชีวิต คือความหวังลึกๆ ใน
ใจของเขาเช่นกัน
“ข้าจะรังเกียจได้อย่างไร ขอบคุณพี่ใหญ่ ขอบคุณ
พี่สะใภ้”
หลี่กังรีบเอ่ยขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มที่แทบจะไม่เคย
เลยตั้งแต่เขากลับมาอยู่ที่บ้านตระกูลหลี่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา พวกเราเตรียมพร้อมแล้ว
ขอรับ”
เสียงหลี่ต้าลูกชายคนโตดังขึ้นที่ด้านหลังของกลุ่มคน
ทั้งสาม ทำให้พวกเขาลุกไปรวมกลุ่มกับเด็กๆ ก่อนจะพา
กันออกเดินทางไปเมืองหลวง เพื่อจัดเตรียมงานแต่งของ
เป่าเปา
———-
ณ เมืองหลวง
และแล้ววันที่ตระกูลจิ้นรอคอยก็มาถึง กว่าบุตรชาย
ของเขาจะยอมแต่งงานก็อายุเกือบยี่สิบสามเข้าไปแล้ว จะ
ไม่ให้ตระกูลจิ้นรู้สึกรอคอยงานแต่งอย่างใจจดใจจ่อได้
อย่างไร ดังนั้นงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อีกงานในเมืองหลวงได้
ถูกจัดขึ้นท่ามกลางแขกเหรื่อและเหล่าชาวบ้านที่มาร่วมชื่น
ชมเพื่อร่วมแสดงความยินดีมากมาย
“ท่านแม่ วันนี้วันดี เหตุใดท่านถึงร้องไห้เข่นนี้เล่า
ขอรับ”
เสนาบดีจิ้นเอ่ยถามมารดาของเขา เมื่อหันไปเห็นว่า
นางกำลังนั่งซับน้ำตา
“ข้าแค่กำลังดีใจที่ตระกูลจิ้นจะไม่ไร้ผู้สืบสกุลแล้ว
ต่างหาก”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยตอบ ก่อนหน้านี้นางแทบไม่เคยเห็น
หลานชายสนใจสตรีนางใดมาก่อน ทั้งยังสนิมชิดเชื้อ
กับเฟยหลง จนอดคิดไม่ได้ว่าหลายชายคนนี้อาจไม่ได้ชอบ
สตรี หากเป็นเช่นนั้น…
แต่เมื่อน้องสาวใต้เท้าหลี่มาเมืองหลวง ก็ทำให้
หลานชายของนางสนใจ จนนางใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยัง
กังวลเรื่องก่อนหน้านี้อยู่บ้าง เมื่องานแต่งมาถึง ทำให้ภูเขา
ที่ทับอยู่บนอกค่อยๆ สลายหายไป น้ำตาแห่งความดีใจจึง
ไหลออกมา
“แล้วท่านพ่อ เหตุใดถึงร้องไห้หรือขอรับ อย่าบอก
นะว่าดีใจเหมือนท่านแม่”
เสนาบดีจิ้นหันไปถามบิดาของเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ
มารดา เมื่อเห็นว่าบิดาเองก็ร้องไห้เช่นกัน
“ข้ากำลังเสียใจต่างหาก!!”
“เสียใจที่จิ้นอันแต่งงานหรือขอรับ?”
“ใช่ที่ไหนเล่า ได้แม่หนูหลี่เป่าเป็นสะใภ้ข้าดีใจจน
แทบรอไม่ไหวแล้ว”
“แล้วท่านพ่อเสียใจอันใดขอรับ?”
“ก็หมอเหว่ยน่ะสิ่ สั่งข้างดดื่มสุรา!! จริงสิต้าหลาง
เจ้าช่วยไปคุยกับหมอเหว่ยให้ข้าที”
หลายวันก่อน จู่ๆ เขาก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือน
จะเป็นไข้ หมอเหว่ยที่มาตรวจอาการตอนนั้นบอกว่าชี่ของ
เขาค่อนข้างอ่อน ทำให้อาจล้มป่วยจนไม่สามารถเข้า
ร่วมงานมงคลของหลานชายได้ สิ่งที่ควรทำที่สุดคืองดการ
ดื่มสุราและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
“เอ่อ… ได้เวลาฤกษ์ดีแล้ว ข้าขอตัวไปหาบุตรชาย
ก่อนนะขอรับ”
“เดี๋ยว…”
เสนาบดีจิ้นไม่รอให้บิดาของเขาได้เอ่ยสิ่งใดต่อ รีบ
ก้าวเท้าเข้าไปหาบุตรชายที่กำลังยืนอยู่หน้าจวนทันที ตอน
นี้จิ้นอันเตรียมพร้อมออกเดินทางไปรับเจ้าสาวที่จวน
ตระกูลหลี่แล้ว แต่เพราะตระกูลจิ้นมีบุตรหลานน้อยมาก
ทำให้เสนาบดีจิ้นอาสาที่จะไปพร้อมจิ้นอันเพื่อไปรับ
ลูกสะใภ้มาเข้าพิธีไหว้ฟ้าดิน ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติ
ตระกูลหลี่อย่างมากเลยทีเดียว
ผ่านไปราวๆ หนึ่งก้านธูป ขบวนรับเจ้าสาวที่ยิ่งใหญ่
ไม่แพ้งานมงคลใดๆ ได้กลับมาถึงจวนตระกูลจิ้น พร้อม
ด้วยเจ้าสาวและบรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่ตามขบวนมา
ยาวไปหนึ่งช่วงถนน
แขกขุนนางทุกระดับชั้นต่างนำของมีค่ามาร่วมอวย
พรแสดงความยินดีกับสองตระกูลที่มีอนาคตไกล และที่
เห็นจะน่าสนใจมากที่สุดคือ ของขวัญจากองค์รัชทายาทที่
นำมามอบให้ด้วยตัวเอง จนเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างยิ่ง
คิดประจบเอาใจสองตระกูลนี้มากขึ้นไปอีก
เพราะองค์รัชทายาทคือฮ่องเต้ในอนาคต ซึ่งเฟยหลง
เป็นคนเงียบขรึมเก็บตัวและไม่ชอบสุงสิงกับใคร ทำให้
เข้าถึงได้ยาก แต่ครั้งนี้กลับนำของขวัญมาร่วมแสดงความ
ยินดีด้วยตัวเอง บ่งบอกถึงความสนิทสนมของพวกเขาเป็น
อย่างดี
“นั่นองค์รัชทายาทจริงๆ หรือ??”
“ใช่ ข้าเคยเจอพระองค์เมื่อวันที่ได้รับตำแหน่ง”
“โอ้ว ข้ามีบุตรสาวอยู่หลายคน หากพวกนางเห็น
องค์รัชทายาทเข้า ต้องเลิกปฏิเสธการแต่งเป็นสนมแน่ๆ”
“เฮ้ นี่เจ้าไม่รู้อะไรเลยหรือ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ
อย่าไปยุ่งเรื่องคู่ครองขององค์รัชทายาทเลย หากไม่อยาก
เดือดร้อน”
“เกิดอะไรขึ้น??”
“ไว้จบงานข้าจะเล่าให้ฟังทีหลังก็แล้วกัน งานมงคล
เริ่มเล้ว พวกเรารีบเข้าไปเสนอหน้า เอ๊ย เข้าไปร่วมแสดง
ความยินดีกันเถอะ”
งานมงคลเริ่มต้นขึ้น บิดามารดาของจิ้นอันนั่งคู่กัน
อยู่บนเก้าอี้ทางด้านซ้ายมือ ส่วนด้านขวามีบิดามารดาและ
ท่านอาของเป่าเปานั่งอยู่ ผู้คนที่เห็นมีคนนั่งสามคนที่
ด้านขวาต่างซุบซิบพูดคุยกันว่า
“เจ้าสาวมีบิดาสองคนงั้นหรือ?”
“ใช่ที่ไหนเจ้าก็พูดไป นั่นท่านอาของเจ้าสาวต่างหาก”
“อา?? แล้วเหตุใดถึงไปนั่งอยู่ตรงนั้นได้เล่า”
“ข้าจะไปรู้ได้ไงเล่า เจ้าก็ไปถามเอาเองสิ”
แม้ผู้คนรอบข้างจะอยากรู้อยากเห็นมากแค่ไหนแต่ก็
หาคำตอบไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยเรื่องนี้ไป แล้วไปสนใจเรื่อง
อื่นแทน ฝั่งตระกูลจิ้นได้รับรู้เรื่องนี้มาก่อนอยู่แล้วจึงไม่ได้
สนใจมากนัก พวกเขาดำเนินพิธีไปจนถึงพิธียกน้ำชา จิ้น
อัน ยกน้ำชาให้บิดามารดาของเป่าเปาก่อนเป็นอันดับแรก
และทั้งสองได้ให้จี้หยกมันแพะเนื้องาม เป็นของตอบแทน
ต่อมาถึงจะเป็นการยกน้ำชาให้กับหลี่กัง ซึ่งเขาเองก็
ได้เตรียมของขวัญเป็นมีดขนาดพกพาอันหนึ่งก่อนจะเอ่ย
กระซิบเบาๆ ว่า
“นี่คือสิ่งเตือนใจ หากเจ้าทำร้ายจิตใจของเป่าเปา
เมื่อใด ข้าจะให้นางใช้มีดเล่มนี้จัดการซะ”
“ข้าไม่มีวันทำให้เป่าเปาเสียใจแน่นอนขอรับ ข้า
สัญญา”
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดหลี่กังถึงมานั่งอยู่ตรงนี้
แต่จิ้นอันก็เอ่ยตอบรับ เขาเองก็รู้สึกได้ว่าการที่หลี่กังมาอยู่
ตรงนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม และทำให้เป่าเปารู้สึกอุ่นใจ
“ดีมาก ส่วนเจ้า เป่าเปา ข้าดีใจจริงๆ ที่เห็นวันนี้ของ
เจ้า ขอให้รักษาความรักไว้ให้ดีๆ หากวันใดมีคนผิดคำพูด
เจ้าก็ใช้มีดเล่มนี้จัดการเลย”
“แน่นอน หากมีวันนั้นจริงๆ ข้าไม่มีวันปล่อยเขาไว้
แน่เจ้าค่ะ…ท่านพ่อ”
คำพูดสุดท้ายที่เอ่ยเรียกหลี่กังว่าท่านพ่อ เป่าเปาจง
ใจลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน หลี่กังที่ได้ยินคำ
เรียกขานตนเองว่าบิดาอีกครั้งก็น้ำตาไหลออกมาโดยไม่
รู้ตัว โชคดีที่ทุกคนหันไปสนใจหลี่ชุนที่กำลังร้องห่มร้องไห้
อยู่
“เป่าเปา เจ้าอยู่กับพ่อต่ออีกสักสองสามปีค่อยแต่ง
ออกไป…”
หลี่ชุนยังพูดไม่ทันจบ จิ้นอันก็อุ้มเจ้าสาวของเขา
พร้อมก้าวเท้ายาวๆ หนีออกไปทางห้องหอ เพราะกลัวเป่า
เปาจะเปลี่ยนใจตามคำบอกของบิดาจริงๆ
“เฮ้ๆ นั่นเจ้าจะอุ้มลูกข้าไปไหน รอข้าด้วยยย”
“นี่เจ้าจะไปยุ่งอะไรกับเขา ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
“เจ้าไม่เห็นหรือ เจ้านั่นอุ้มลูกสาวของเราไปแล้ว”
“พูดอย่างกับเจ้าไม่อุ้มข้าเข้าหอแบบนี้ งั้นแหละ”
“เอ่อ…นั่นก็”
หลี่ซานลูกชายคนที่สามที่ได้ยินบทสนทนาของทั้ง
สองก็หูผึ่งรีบขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“ตอนนั้นท่านพ่ออุ้มท่านแม่เข้าหอแบบนี้เลยหรือ
ขอรับ”
“ก็ใช่น่ะสินอกจากนี้พ่อของเจ้ายัง…”
“เดี๋ยวๆ ข้าไม่ได้ทำแบบนั้นซะหน่อย”
สองแม่ลูกพูดคุยกันจนหลี่ชุนลืมเรื่องบุตรสาวคนเล็ก
หันมาร่วมวงสนทนากับสองแม่ลูกแทน
—–
ณ ห้องหอ
จิ้นอันอุ้มเป่าเปาเข้ามาด้านในโดยไร้คนขัดขวาง เขา
ค่อยบรรจงวางหญิงสาวลงอย่างนุ่มนวล
“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที เป่าเปา ข้ารักเจ้า แล้วเจ้า
เล่า รักข้าหรือไม่”
เป่าเปาที่ได้ยินคำบอกรักออกจากปากจิ้นอันก็รู้สึก
เอียงอาย แต่ก่อนที่นางจะตอบรับออกไป นางก็คิดขึ้นได้
ว่ามีบางอย่างที่นางต้องบอกให้เขารับรู้ ดังนั้นนางจึงเอ่ย
ขึ้นว่า
“พี่จิ้นอัน ข้ามีอะไรบางอย่างจะบอกท่าน”
“มีอะไรหรือ?”
“จริงแล้ว ข้า…”
ยังไม่ทันที่เป่าเปาจะได้เอ่ยสิ่งที่ตัวเองคิดออกไป
เสียงฮูหยินผู้เฒ่าจิ้นก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
“นี่ท่านมาแอบทำอะไรอยู่ตรงนั้น!!”
“ข้าถูกสั่งงดดื่มสุราเลยไม่มีอะไรทำ ข้าก็แค่จะมาดู
ว่าหลานของข้าต้องการให้ช่วยอะไรหรือไม่เท่านั้นเอง
ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงจริ๊ง”
“เฮอะ ตาแก่มานี่เดี๋ยวนี้เลย!!”
“โอ๊ะๆ เมียจ๋าเบาๆ หน่อย โอ๊ย”
เมื่อเสียงฝีเท้าเงียบลง สองคนที่อยู่ในห้องหอต่างก็
หัวเราะออกมา ก่อนที่จิ้นอันจะเอ่ยขึ้นว่า
“เมื่อครู่เจ้าจะเอ่ยสิ่งใดกับข้าหรือ?”
“ข้าเพียงแต่จะบอกว่า ข้าก็รักท่านเช่นกันเจ้าค่ะ”
ในเมื่อคนที่เจอจิ้นอันก็คือนาง คนที่เขารักก็คือนาง
เช่นนั้นเรื่องที่นางเคยเป็นหลี่ลู่จิวมาก่อนก็คงไม่
สำคัญแล้ว เพราะตอนนี้นางคือหลี่เป่าน้องสาวคนเล็กของ
ตระกูลหลี่และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
—- จบ —-