หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 59 เอาเปรียบ
ณ เมืองเฉิงตู
เป่าเปาที่ได้ข่าวเรื่องมารดาฟื้นขึ้นมาแล้วก็ดีใจยก
ใหญ่อยากจะกลับบ้านที่ทังโจวเสียเดี๋ยวนี้ แต่เพราะงานที่
สำคัญยังรออยู่ ทำให้นางไม่สามารถทำตามใจตนเองได้
ยิ่งตอนนี้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขยิ่งต้องทำลายต้นตอ
ของเรื่องร้ายๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่
เบื้องหน้าหรือผู้อยู่เบื้องหลัง
สิบปีที่ผ่านมาเป่าเปาพยายามหาข้อมูลเพื่อเชื่อมโยง
บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนที่ทำร้ายครอบครัวของนาง
จนได้รายชื่อยาวเหยียด ทำให้นางวางแผนนับสิบปีเพื่อ
เวลานี้
ใต้เท้าเฉินไม่ใช่คนแรกที่ถูกเป่าเปาหมายหัว ก่อน
หน้านี้มีขุนนางชั่วสามรายที่ถูกกำจัดออกไป หนึ่งในนั้นคือ
ใต้เท้ากรมคลังคนก่อนนั่นเอง
“เราหาข้อมูลมาก็หลายวันแล้ว ทางพวกท่านเป็น
อย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ทางข้าไม่มีอะไรผิดปกติเลย แรงงานทุกคนได้รับ
เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงจะมีการแบ่งจ่ายเดือนละสองครั้ง
เหมือนเหล่าขุนนางก็เถอะ ส่วนร้านวัสดุก่อสร้างเองก็
ได้รับเงินตามจำนวนที่เบิกออกจากกรมคลัง ไม่ขาดไม่เกิน
อีกด้วย”
“ไม่มีอะไรผิดปกติเลยหรือเจ้าคะ”
“จะว่ามีมันก็มีอยู่หรอก แต่ข้าไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้
หรือไม่”
จางเหว่ยเอ่ยตอบด้วยสีหน้าสงสัยเล็กน้อยก่อนจะ
เอ่ยขึ้นต่อไปว่า
“ดูเหมือนเหล่าแรงงานส่วนใหญ่จะกู้ยืมเงินจาก
ตระกูลเฉินจนเป็นหนี้กันทั้งนั้นเลยน่ะสิ”
จิ้นอันเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกันจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ขุนนางในเมืองก็เช่นกันขอรับ ทั้งๆ ที่พวกเขาได้เงิน
ทีละครึ่งเดือน ไม่ได้ต่างจากได้เงินทีเดียวทั้งเดือน แต่เหตุ
ใดถึงต้องกู้ยืม”
“เรื่องนี้ข้าจะพอทราบเจ้าค่ะ”
เป่าเปาเอ่ยเรื่องราวที่สืบมาได้ให้ทุกคนฟัง ก่อนอื่น
ต้องชมคนที่คิดนโยบายการให้เงินเดือนละสองครั้ง และ
ออกมาให้ชาวบ้านได้กู้ยืมในคราวเดียวกัน
ปกติแล้วในหนึ่งเดือนหลังได้รับเบี้ยรายเดือน ผู้คนก็
จะนำเงินมาจัดสรรปันส่วน ส่วนนี้ใช้ ส่วนนี้เก็บเพื่อให้พอ
ในเดือนนั้นๆ ทำให้นอกจากเงินที่มีจะเพียงพอให้ใช้ใน
เดือนต่อไปแล้ว ยังมีเหลือเก็บบ้างในบางเดือน
แต่เมื่อพวกเขาเปลี่ยนการรับเบี้ยรายเดือนเป็นสอง
ครั้งต่อเดือน ทัศนคติของผู้ได้รับเงินก็เริ่มเปลี่ยนไป แม้จะ
ได้เงินเร็วขึ้นครึ่งเดือน แต่เพราะแบบนี้เองนั่นแหละที่ทำ
ให้วินัยของคนลดลง
จากแต่ก่อนจัดสรรเงินก้อนในหนึ่งเดือน กลายเป็น
ใช้เงินโดยไม่ต้องมีวินัย เพราะอีกครึ่งเดือนเงินก็จะออก
ใหม่แล้ว ซึ่งพอใกล้ๆ ครึ่งเดือน เงินที่อยู่ในมือของพวกเขา
ก็จะใกล้หมดหรือหมดไปแล้วเสมอ ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืม
สินตามมา
แม้ตอนกู้จะคิดนำเงินอีกครึ่งเดือนที่จะออกมาจ่าย
แต่เมื่อกู้ยืมบ่อยครั้งเข้าจะทำให้เราติดนิสัย ลามไปถึงการ
ยืมที่มากขึ้น และใช้เงินที่มากขึ้นตามไปด้วย
“แบบนี้คนผิดก็คือผู้รับเงินที่ไม่รู้จักบริหารเงินเองน่ะ
สิ”
จิ้นฝูเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย เรื่องนี้เขาก็ได้ยินมาบ้าง
แล้วเช่นกัน ดูเหมือนใต้เท้าเฉินผู้นี้จะมีความฉลาดอยู่พอ
ตัวเลยทีเดียว แต่เมื่อคิดย้อนไปวันที่เขาสืบข่าวจากหอโคม
เขียว ดูเหมือนใต้เท้าเฉินผู้นี้มีบุคลิกเอื่อยเฉื่อย ไม่ใช่คนใฝ่
รู้ หรือเขาจะแกล้งทำตัวเป็นคนแบบนั้นกันนะ
คนทั้งกลุ่มเองก็พยายามหาคำตอบให้กับคำถามนี้
พวกเขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของใต้เท้าเฉินผู้นี้มาบ้าง ทำให้
รู้สึกสงสัยในนิสัยที่แท้จริงของใต้เท้าผู้นี้
“จริงสิข้ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ลืมบอกพวกเจ้า หลายวัน
ก่อนตอนที่ข้าเกิดปวดท้องที่โรงเตี๊ยมกลางเมือง ข้าเห็นใต้
เท้าเฉินผู้นั้นคุยกับพ่อค้าผู้หนึ่งเรื่องจะหาของมาขายด้วย
นะ”
“เอ๋ ใต้เท้าเฉินไม่ได้มีธุรกิจอื่นใดไม่ใช่หรือเจ้าคะ
เหตุใดถึงมาเจรจาขายของได้? แล้วเขาขายสิ่งใดกันเจ้า
คะ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน จริงๆ เราน่าจะแอบไปเลียบ
เคียงจากพ่อค้าผู้นั้นดูดีหรือไม่ ข้าจำหน้าตาพ่อค้าผู้นั้นได้
อยู่นะ อีกอย่างข้าได้คุยกับบ่าวรับใช้ของเขาทำให้รู้ว่าเป็น
คนจากตระกูลฮัว”
เป่าเปาเองก็เห็นด้วยเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงหารือ
วิธีการที่จะไปเลียบเคียงถามข้อมูลจากพ่อค้าที่จิ้นฝูเอ่ยถึง
เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม
———–
ณ บ้านพ่อค้าตระกูลฮัว
ผู้ที่มาขอเข้าพบพ่อค้าฮัวมีเพียงเป่าเปากับจิ้นอัน
เท่านั้น ส่วนคนที่เหลือแยกย้ายกันในตลาดและนัดพบกัน
อีกครั้งที่โรงเตี๊ยมในยามเซิน
เป่าเปาเป็นคนทำการค้าจึงมีทักษะด้านการเจรจา
และจิ้นอันเองก็เช่นกัน ดังนั้นทั้งสองจึงเป็นตัวแทนกลุ่ม
เข้าไปสืบข้อมูลในตระกูลฮัว
“พวกท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ”
“พอดีข้าได้ยินมาว่าหากเราต้องการซื้อวัสดุก่อสร้าง
ในราคาย่อมเยาให้ติดต่อกับท่านฮัว ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่
ขอรับ”
“ฮ่าๆๆ แน่นอน ร้านของเขาขายแต่สินค้าคุณภาพ
ราคาย่อมเยา ไม่ทราบพวกท่านกำลังจะสร้างสิ่งใดหรือ
ขอรับ”
“เรากำลังจะสร้างเรือนห…โอ๊ย”
จิ้นอันถูกเป่าเปาเอามือหยิกเข้าที่เอวจนเขาถึงกับ
ร้องออกมาเสียงดัง แต่รอยยิ้มยังระบายอยู่ทั่วใบหน้า
พ่อค้าฮัวที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนจะพาไป
ดูของในโกดังของเขา มีทั้งอิฐ หิน ดิน ทราย มากมายถูก
กองแยกประเภทกันอยู่ด้านใน
“นี่คือสินค้าของเรา หากท่านสนใจราคาสามารถคุย
กันได้”
เป่าเปาที่พอรู้ราคาของวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้อยู่บ้างก็
เอ่ยถามรายละเอียดราคาสิ่งของแต่ละชิ้นก่อนจะเก็บ
ข้อมูลราคาเหล่านั้นไว้ในใจ ดูเหมือนที่นี่จะขายได้ถูกกว่าที่
อื่นจริงๆ แม้จะถูกกว่าเพียงเล็กน้อย แต่หากซื้อในปริมาณ
มาก รวมๆ กันก็ประหยัดไปได้หลายตำลึงเลยทีเดียว
ตอนนี้นางคิดจะขยายร้านน้ำชาในเมืองหลวง การซื้อของ
จากที่นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีตัวเลือกหนึ่ง
“พอดีตระกูลของข้าก็ทำการค้าหลายอย่าง ทั้งยังมี
การขยายร้านค้าอยู่บ่อยๆ หากข้าต้องการของเหล่านี้เป็น
จำนวนมาก ไม่ทราบว่าท่านจะสามารถหาให้ข้าได้
หรือไม่?”
“เอิ่ม เช่นนั้นข้าต้องดูก่อนว่าทางการจะมีมาขายให้
ข้าหรือเปล่า”
“เหตุใดต้องรอดูทางการหรือเจ้าคะ?”
พ่อค้าฮัวหัวเราะออกมาอีกครั้ง เขาเป็นคนอารมณ์ดี
และเป็นคนค่อนข้างเปิดเผย เขาเล่าเรื่องที่ตนเองเป็น
พ่อค้าคนกลางรับซื้อของที่เหลือจากการก่อสร้างของ
ทางการในราคาที่ถูก และนำมาขายต่อให้กับคนทั่วไปที่
สนใจในราคาที่ย่อมเยาเช่นกัน
เป่าเปาลองแอบถามเรื่องปริมาณของที่ทางการขาย
ให้พ่อค้าฮัวผู้นี้ ซึ่งเขาก็เอ่ยเล่าอย่างไม่มีปิดบัง นางและจิ้น
อันช่วยกันจดจำ จำนวนที่พ่อค้าฮัวบอก ก่อนจะนำข้อมูล
กลับไปปรึกษาคนอื่นๆ ที่โรงเตี๊ยมอีกครั้ง
——-
จังหวะเดียวกับที่เป่าเปาและจิ้นอันไปสืบข่าวใน
ตระกูลฮัว อีกสี่คนที่เหลือก็แยกออกมาหาข้อมูลเพิ่มเติมที่
ตลาด จังหวะนั้นเอง เสียงหญิงวัยกลางคนที่กำลังร้องไห้
ฟูมฟายได้ดังขึ้น
“ท่านทหาร ท่านอย่าเพิ่งขายบ้านข้าเลยนะเจ้าคะ
ข้าค้างเงินพวกท่านยังไม่ถึงสองเดือนเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังแค่สี่
ตำลึงเท่านั้นเอง ท่านจะขายบ้ายข้าได้อย่างไร
“ในสัญญาได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าหากไม่สามารถหา
เงินมาชดใช้ได้ ลูกหนี้จะต้องขายทรัพย์สินของตัวเองเพื่อ
นำเงินมาชดใช้!!”
“ไม่จริง ข้าไม่เคยทำสัญญาเช่นนั้น”
“จะไม่เคยได้อย่างไร นี่ไงสัญญาของเจ้า เขียนเอาไว้
ตรงนี้ว่า ‘หากข้าไม่สามารถหาเงินมาคืนได้ภายใน
ระยะเวลาที่กำหนด ข้าขอให้ทางการขายทรัพย์สินที่มี
ทั้งหมดเพื่อนำเงินมาชดใช้หนี้สิน’”
หญิงวัยกลางคนและคนอื่นๆ รอบด้านที่ได้ยินล้วน
แต่ตกตะลึง ปกติชาวบ้านทั่วไปไม่มีความสามารถในการ
อ่านเขียน สัญญาเงินกู้จึงใช้วิธีปั๊มลายนิ้วมือ ดังนั้นเมื่อรู้ถึง
ข้อความบนสัญญา หญิงวัยกลางคนถึงกับเข่าทรุดนั่งลงกับ
พื้นด้วยความอ่อนแรง
“ข้าไม่เชื่อ พวกเจ้าโกหกเพราะอยากได้บ้านของข้า
แน่ๆ”
“ในนี้มันเขียนแบบนั้นจริงๆ พวกเจ้ามีใครอ่าน
หนังสือออกบ้างหรือไม่ มาช่วยข้ายืนยันที”
ชาวบ้านต่างมองหน้ากันไปมา ชาวบ้านทั่วไปน้อย
คนนักที่จะอ่านหนังสือ ส่วนเหล่าบัณฑิตผู้มีความรู้ ไม่มี
ใครอยากเข้าไปยุ่งเรื่องแบบนี้ เพราะเป็นเรื่องของทางการ
กับชาวบ้าน หากเขาเข้าข้างทางการก็อาจจะถูกชาวบ้าน
เกลียด และหากเข้าข้างชาวบ้านก็อาจจะหมดอนาคตรับ
ราชการ ดังนั้นจึงไม่มีใครเสนอตัวยกเว้นจิ้นฝูที่บังเอิญได้
ยินเรื่องราวขณะกำลังผ่านทาง
“ไหนๆ ในสัญญามันเขียนแบบนั้นจริงรึ ข้าอ่าน
หนังสือออก มาๆ ข้าจะอ่านให้ฟังเอง”
ทหารนายนั้นมองหน้าจิ้นฝูอย่างรู้สึกสงสัย รู้สึก
เหมือนชายชราผู้นี้จะหน้าตาคุ้นๆ อยู่นะ แต่นึกอย่างไรก็
นึกไม่ออก ดังนั้นเขาจึงส่งสัญญาการกู้ยืนของหญิงวัย
กลางคนเมื่อครู่ให้แก่จิ้นฝู
“โอ้ว มีประโยคเช่นนั้นอยู่จริงด้วย”
จิ้นฝูรับสัญญาเงินกู้มากวาดตามองก็พบว่าข้อความ
ที่ทหารผู้นั้นเอ่ยมีอยู่ในสัญญาจริงๆ เขาจึงหันมองตา
ภรรยาทีหนึ่งอย่างมีความหมาย
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าน้อยๆ ราวกับนางเข้าใจในสิ่งที่
เขาต้องการบอกโดยไม่ต้องพูด
หญิงวัยกลางคนที่ได้ยินคำพูดของจิ้นฝูก็ร้องไห้เสียง
ดังก่อนจะซบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างท้อแท้และสิ้นหวัง
ทันใดนั้นเอง จิ้นฝูที่กำลังจะเดินไปส่งกระดาษคืน
ให้กับทหารคนเดิมเกิดสะดุดขาตัวเองเซไปทางภรรยาที่
กำลังยกน้ำขึ้นดื่ม มือของเขาอ่อนแรงปล่อยกระดาษปลิว
ไปสู่พื้นดิน
“ว๊าย”
ฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มตกใจทำกระบอก
น้ำตกลงไปราดบนสัญญาพอดิบพอดี น้ำหมึกบนสัญญา
เลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก
“นี่พวกเจ้าทำอะไรกับสัญญา!!!”
ทหารเอ่ยตวาดออกมาด้วยความโกรธก่อนจะมอง
สัญญาที่เปียกโชกฉบับนั้น
“แล้วแบบนี้พวกเจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร??”
“รับผิดชอบสิ่งใดกัน ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย พวกเจ้า
ก็เห็นใช่หรือไม่?”
“ใช่ๆ เมื่อครู่ตาเฒ่าฟั่นเฟือนกำลังจะสะดุดล้ม มัน
เป็นอุบัติเหตุจริงๆ”
ตาเฒ่าฟั่นเฟือน!! ทหารผู้นั้นถึงกับเอามือกุมขมับ
มิน่าเขาถึงรู้สึกคุ้นหน้า ที่แท้ก็เป็นตาเฒ่าฟั่นเฟือนที่มักจะ
ทำให้เขาโดนด่าว่าอย่าไปยุ่งกับคนบ้านี่เอง ไม่น่าส่งสัญญา
ไปให้ตั้งแต่ต้นเลยจริงๆ
“แล้วแบบนี้ข้าจะไปหาสัญญาจากไหนกันล่ะเนี่ย”
ทหารผู้นั้นได้แต่สบถกับตัวเอง หญิงวัยกลางคนที่ได้
ยินเช่นนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อของตัวเองก่อนจะเอ่ย
ขึ้นว่า
“ที่ข้ามีอีกฉบับเจ้าค่ะ”
“…”
จิ้นฝูกับภรรยาที่เห็นเช่นนั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออก ใต้
เท้าเฉินผู้นี้กล้าเอาเปรียบชาวบ้านที่แสนซื่อแบบนี้ได้
อย่างไรกัน เฮ้อ…