หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 16 ตัวอย่างที่ดี
หลังจากได้ของขวัญพบหน้าจากศิษย์ผู้พี่ เป่าเปาก็
จัดการเปลี่ยนชื่อสุนัขตัวใหม่ของนางแทนชื่อเดิม เพราะ
ชื่อเดิมของมันออกเสียงคล้ายกับชื่อของนางมากเกินไป
อีกทั้งสุนัขตัวนี้มีสีขาวแซมด้วยสีดำคล้ายวัว มันจึงถูก
เรียกว่าหนิวหนิว และดูเหมือนว่ามันจะชอบชื่อใหม่ของ
ตัวเองอยู่ไม่น้อย
หมาน้อยหนิวหนิวชอบมาคลอเคลียอยู่กับเป่าเปา
และหลี่หลิงผู้เป็นแม่เป็นพิเศษ แต่สำหรับบุรุษใน
ครอบครัวนั้น มันมักจะมีท่าทีไม่สนใจ ทั้งบางครั้งยังส่ง
เสียงขู่คำรามในคอให้เหล่าบุรุษออกห่างจากมัน ซึ่งหลี่ซาน
พี่ชายสามพบว่าสุนัขที่เป่าเปาได้มานั้นเป็นตัวผู้นั่นเอง
ดังนั้นเมื่อไหร่ที่พวกเหล่าพ่อลูกเจอหน้ากับเจ้าห
นิวหนิว มักจะมีปากเสียงกันทุกครั้ง
“เฮ้ นั่นมันที่นั่งข้านะ ถอยออกไปเดี๋ยวนี้”
โฮ่งๆ~
“ยังไม่ถอยอีก เดี๋ยวก็โดนดีหรอก”
“ซานหลางทะเลาะอะไรกับแค่สุนัข มันนั่งอยู่ก่อน
ลูกก็ไปหาที่อื่นนั่งสิ่”
คำพูดของมารดายิ่งทำให้เหล่าบุรุษตระกูลหลี่แค้น
ใจเจ้าหมาน้อยตัวนั้นมากยิ่งขึ้น แต่ไม่มีใครสามารถทำ
อะไรมันได้เพราะคำของเป่าเปาที่พูดขึ้นว่า ‘ถ้าข้าเห็นใคร
แกล้งหนิวหนิว ข้าจะไม่รักคนคนนั้นอีกเลย’ ทุกคนที่ได้ยิน
คำนี้ต่างได้แต่กัดฟันส่งสายตาพิฆาตไปให้หนิวหนิว แต่ก็
ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้จึงไม่สนใจเจ้าสุนัขตัวน้อยอีก
เวลาผ่านไป เป่าเปาเริ่มพูดคุยกับคนในครอบครัว
โดยพูดกับหลี่ซานพี่ชายสามเป็นคนแรกตามมาด้วยหลี่ซื่อ
พี่ชายคนที่สี่ หลี่ต้าพี่ชายคนโต หลี่เอ้อพี่ชายคนรอง หลี่กัง
ผู้เป็นอา และหลี่ชุนผู้เป็นพ่อเป็นคนสุดท้าย ทำให้หลี่ชุน
ถึงกับน้ำตาตกเพราะเป็นคนที่บุตรสาวรักน้อยที่สุดถึงสอง
รอบติด
หลี่ซานที่ชายสามที่ขึ้นชื่อว่าเป่าเปารักที่สุดถึงกับยืด
อกอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“น้องเล็กรักข้าที่สุด เพราะนางพูดกับข้าเป็นคนแรก”
“ใช่ที่ไหน นางพูดกับท่านแม่คนแรกต่างหาก น้อง
เล็กต้องรักข้าที่สุดเพราะนางตักข้าวให้ข้าเป็นคนแรก”
“หยุดเถียงกันได้แล้ว นางต้องรักพ่ออย่างข้ามาก
ที่สุดถึงจะถูก!!”
พี่ชายทั้งสี่ต่างมองบิดาด้วยสายตาสงสารจนหลี่ชุน
ถึงกับหลบสายตาบรรดาบุตรชาย ก่อนที่หลี่ซานและหลี่ซื่อ
ผู้ที่เป่าเปามอบความรักให้สองคนแรกจะลุกเดินออกจาก
วงสนทนาไป
หลังจากนั้นไม่นานหลี่ต้าพี่ชายคนโต หลี่เอ้อพี่ชาย
คนรอง และหลี่ชุนผู้เป็นบิดาก็เริ่มถกเถียงกันอีกครั้งจน
หน้าดำหน้าแดง ก่อนจะหันไปทางเด็กหญิงตัวน้อยแล้ว
ถามเป็นเสียงเดียวกันว่า
“เป่าเปา ตกลงว่าเจ้ารักใครมากที่สุด”
เด็กหญิงตัวน้อยได้แต่มองไปทางสามพ่อลูกด้วยสี
หน้างุนงง ก่อนจะตอบขึ้นว่า
“หนิวหนิวน่ารักที่สุดเจ้าค่ะ”
“…”
สามพ่อลูกผู้พ่ายแพ้ให้แก่สุนัข รีบวิ่งออกไปตามหา
เจ้าหนิวหนิวตัวต้นเหตุ อย่าให้ข้าเจอเจ้าหนิวหนิวนะ ข้า
จะจับโกนขนให้หมดเลยคอยดู ทั้งสามคิดตรงกันโดยไม่ได้
นัดหมาย ในขณะที่เจ้าหนิวหนิวกำลังแอบนอนกลางวันอยู่
ใต้เก้าอี้ที่พวกเขานั่งคุยกันอย่างมีความสุข…
——–
ณ จวนเจ้าเมืองทังโจว
บุรุษสองคนพร้อมผู้ติดตามนั่งจิบชาอยู่ในห้อง
หนังสือ โดยผู้มาเยือนเป็นผู้เริ่มบทสนทนาขึ้นก่อนว่า
“ได้ข่าวท่านหาคนมารักษาการแทนใต้เท้าอู ไม่รู้
ท่านได้คนหรือยัง?”
“จริงๆ ก็มีผู้สมัครอยู่บ้าง แต่อย่างที่ประกาศออกไป
ข้าอยากให้ประชาชนของข้าเป็นคนเลือกผู้ดูแลพวกเขา
ด้วยตัวเอง”
“ประชาชนไม่ได้มีความรู้เหมือนพวกเราเสียหน่อย
แล้วจะสามารถเลือกคนดีๆ มาทำงานได้อย่างไร? ”
“พูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก ความรู้สูงไม่ได้บ่งบอกถึงจริยธรรม
ในใจ แม้ข้าจะให้พวกเขาเลือกผู้ดูแลเองก็จริง แต่ข้าก็
กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเช่นกัน
“อ่อเป็นเช่นนี้เอง ข้าแค่เป็นกังวลแทนท่านก็เท่านั้น”
“ไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก ว่าแต่ท่านมาที่นี่มีอะไรให้
ข้าช่วยหรือ?”
“พอดีข้าได้ยินเรื่องใต้เท้าอูรับสินบน จึงคิดจะพาคน
มีความสามารถมาช่วยแบ่งเบาภาระท่าน ก็เท่านั้น”
“อ่อ ข้าขอขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่ข้า
ประกาศออกไปแล้ว หากไม่รักษาคำพูดจะมีหน้าอยู่ใน
เมืองแห่งนี้อีกได้อย่างไร”
“ข้าเข้าใจๆ”
บุรุษสองคนนั่งคุยหยั่งเชิงกันในห้องหนังสือ จนผู้มา
เยือนจากไป เจ้าเมืองทังโจวได้แต่ถอนหายใจออกมา
แม้อีกฝ่ายจะเป็นศิษย์ร่วมรุ่นกันกับเขาแต่ฝ่ายนั้นมี
ตำแหน่งในราชสำนักที่สูงกว่า เขาได้แต่หวังว่าหลังจากนี้
จะไม่มีอะไรมาทำให้เขาลำบากใจเรื่องการแต่งตั้งใต้เท้า
ประจำศาลกลางเมืองทังโจวอีก
——–
ณ จวนตระกูลจิ้น
หลายวันมาแล้วที่จิ้นอันเดินทางไปเมืองทังโจวเพื่อ
ศึกษาเล่าเรียน ทำให้บ้านเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด นายผู้
เฒ่าอย่างจิ้นฝูถึงกับซึมเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังไอเป็น
ระยะๆ จนลูกสะใภ้เริ่มรู้สึกกังวล
“ท่านพี่ ท่านไปขอหมอหลวงมาช่วยตรวจดูอาการ
ท่านพ่อหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่หรอก ข้าว่าแค่ท่านแม่ก็พอแล้ว”
ฮูหยินใหญ่จิ้นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แม่สามีของ
นางมีความรู้ด้านการแพทย์ด้วยหรือ?ตั้งแต่แต่งงานเข้ามา
ที่บ้านหลังนี้ นางก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากแม่สามี ไม่ว่า
จะเป็นการดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน การดูแลด้าน
บัญชีและการเงิน รวมทั้งการวางตัวในบ้านหลังนี้ แต่ไม่
เคยได้เรียนรู้วิชาการแพทย์
ตระกูลเดิมของนางคือตระกูลคหบดีที่มีชื่อเสียงใน
เมืองหลวง ตอนแรกคู่หมายของนางไม่ใช่คนตระกูลจิ้น แต่
เป็นตระกูลไป๋ที่เป็นคู่อริกัน ไปมาๆ คุณชายตระกูลไป๋กลับ
แต่งคุณหนูตระกูลขุนนางใหญ่ผู้อื่นมาเป็นภรรยาเอก และ
จะขอให้นางเป็นภรรยารอง
แม้มันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่นางกลับรู้สึกรับ
ไม่ได้ ขอยกเลิกหมั้นหมาย จนไม่มีใครยอมส่งคนมา
ทาบทามนางอีก หากมีก็เป็นพวกหวังในเงินทองของ
ตระกูลของนาง ทำให้มารดาของนางกลุ้มใจจนล้มป่วย
วันหนึ่งนางได้พบกับบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ที่หนี
ออกมาเที่ยวจนถูกภรรยาตามกลับบ้าน ท่าทางสองสามี
ภรรยาคู่นั้นทำให้นางรู้สึกอิจฉา และอยากมีคู่ครองเช่นนี้
บ้าง แม้บุรุษจะดูเสเพล แต่เขาให้เกียรติภรรยาของเขา
ที่สุดทั้งยังดูเกรงใจมากอีกด้วย
ใครจะไปคิดว่าต่อมานางจะได้พบบุรุษผู้เป็น
บุตรชายของสองสามีภรรยา และได้ตกหลุมรักกันจนได้
แต่งเข้ามาตระกูลจิ้น นี่คือความโชคดีที่สุดในชีวิตของนาง
จริงๆ
และแล้วก็เป็นอย่างที่เสนาบดีจิ้นคาด เมื่อเสียง
สวรรค์ของมารดาดังขึ้น
“ท่านพี่ นี่ท่านคิดจะไปไหนอีก ห๊ะ!?!”
“ใครไปไหน ไม่มี๊ไม่มี”
“ไม่มีได้ยังไง เสื้อผ้าท่านหายจากตู้ไปสามชุด
เครื่องประดับหายไปสองกล่อง เหอะ ไม่ใช่ท่านแล้วสุนัขที่
ไหนจะเอาไป บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าแอบไว้ที่ไหน”
จิ้นฝูที่ได้ยินถึงกับเลิ่กลั่ก เขาไม่รอให้ภรรยามา
ประชิดตัวชิงวิ่งหนีไปก่อน แต่ยังไม่ทันได้ไปไหนไกล เสียง
ภรรยาก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า
“เรารึอุตส่าห์จะพาไปเยี่ยมหลานชายที่เมืองทังโจว
เป็นแบบนี้แม้แต่ออกจากบ้านอย่าได้หวังเลย อยู่บ้านเสีย
เถอะ พวกเจ้าไปขุดใต้ต้นท้อ แล้วเอาของทั้งหมดออกมา”
“ห๊ะ…เจ้าว่าอะไรนะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าจิ้นไม่สนใจสามีอีกต่อไป นางหันไปสั่ง
การกับผู้คนและหน้าเดินกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงกลอนใส่
หน้าสามีเสียงดังสนั่น
“เมียจ๋า สามีผิดไปแล้ว พาข้าไปทีๆ”
จิ้นฝูพยายามเคาะประตูพร้อมทั้งตะโกนขอ
ความเห็นใจ ไม่เหลือเค้าลางของการเป็นอดีตราชครูสักนิด
ทำให้ฮูหยินใหญ่จิ้นผู้เป็นลูกสะใภ้ถึงกับอ้าปากค้าง
“ข้าบอกแล้วว่าแค่ท่านแม่ก็พอ”
ฮูหยินใหญ่จิ้นพยักหน้าเห็นด้วยกับสามี ก่อนจะพา
คนไปเก็บของจากใต้ต้นท้อที่นายผู้เฒ่าจิ้นขุดดินฝังหีบ
หวังว่าจะแอบหนีเที่ยวเอาไว้ไปเก็บให้แม่สามีที่เดิม