หมอหญิงระบบเทพ - บทที่ 167 ช่างโง่เขลาจริงๆ
บทที่ 167 ช่างโง่เขลาจริงๆ
คนตระกูลฝงรึ?
หรือจะเป็นฝงซือเหยียน
เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นที่นั่งอยู่นอกห้องได้ยินแล้วจึงพากันขมวดคิ้ว
ฝงซือเหยียนคนนี้สรุปแล้วเป็นคนยังไงกันแน่ ทำทุกวิถีทางที่ทำให้คนตระกูลเว่ยอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ ที่สำคัญก็คือบ้านของพวกเขาทั้งสองคนอยู่ไกลกันอยู่แล้ว อีกอย่างก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรต่อกัน
เอาแต่มาทำลายชื่อเสียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ฝงซือเหยียนคนนี้เป็นบ้ารึไง
ทั้งสองกำลังครุ่นคิด เอ้อจู้จื่อที่อยู่ข้างในก็เริ่มพูดสารภาพต่อ
“แต่ข้ารู้สึกว่าที่ซือเหยียนพูดก็ถูกนะ ดูแล้วแม่นางฉินจิ่นคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ตัวเองออกเรือนแล้วแท้ๆ ยังจะไปพัวพันกับนายพรานในป่าอีก ข้ารมควันที่นาพวกมันให้เหมือนว่าเป็นโรค พอคนตระกูลเว่ยก็จะพากันคิดว่าต้นกล้าที่นางซื้อมีปัญหา ถึงเวลานั้นก็จะโทษนางและสั่งสอนนางเอง นางจะได้ไม่ไปยุ่งไปยั่วผู้ชายคนอื่นอีก”
พูดจบเอ้อจู้จื่อก็ยังภูมิใจและทำท่าทางเหมือนว่าที่ตัวเองพูดนั้นถูกอย่างไรอย่างนั้น
ท่านผู้นำแทบจะหลั่งน้ำตาให้กับความโง่ของเขา คำพูดโกหกที่แต่งขึ้นมาแบบนี้เขายังเชื่อได้
อีกอย่างด้วยนิสัยของฉินจิ่นแล้ว ท่านผู้นำแทบจะไม่อยากจะพูดอะไรต่ออีกเลย คนอื่นเขาใช้ชีวิตของเขาจะไม่รู้อีกเหรอว่าคนที่ตัวเองอยู่ด้วยนิสัยเป็นอย่างไร ยังต้องให้คนอื่นมาบอกรึไงกัน
“เอ็งนี่มันโง่จริงๆ!”
ท่านผู้นำสะบัดแขนเสื้อก่อนจะเดินจากไป แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะปิดประตูห้องขัง
จะปล่อยคนโง่แบบนี้ออกไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด ท่านผู้นำขังเขาเอาไว้ในนี้ให้เขาได้ทบทวนตัวเอง ให้รู้ว่านอกจากจะทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นแล้ว ตัวเองยังถูกคนอื่นหลอกอีกด้วย
จากนั้นก็เดินออกจากห้องโถงไป พอท่านผู้เห็นฉินจิ่นกำลังรออยู่ สีหน้าก็ดูดีขึ้นทันที
“พวกเจ้าคงได้ยินกันหมดแล้วใช่หรือไม่ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคนตระกูลฝง พวกเจ้ามีเรื่องบาดหมางอะไรกับนางรึ”
ท่านผู้นำพูดอย่างลำบากใจ แต่ความหมายชัดเจนสุดๆ นั่นก็คือนี่เป็นการเกลียดชังเป็นการส่วนตัวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนอื่นแต่อย่างใด ฉะนั้นก็ควรจะไปสะสางด้วยตัวเองจะดีกว่า
“บาดหมางรึ?” ฉินจิ่นขมวดคิ้ว นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเธอกับฝงซือเหยียนเคยมีเรื่องบาดหมางอะไรต่อกัน แต่……
ฉินจิ่นเงยหน้าขึ้นก่อนจะมองไปทางผู้นำ “ฝงซือเหยียนกับเอ้อจู้จื่อเป็นอะไรกัน ถึงได้โน้มน้าวให้เอ้อจู้จื่อทำเรื่องแบบนี้ได้”
พอเปิดประเด็นปัญหานี้ขึ้นมาแล้วท่านผู้นำก็เหม่อไปทันที
เอ้อจู้จื่อเป็นที่รู้จักไปทั่ว มีความสัมพันธ์ไปทั่วกับคนในหมู่บ้าน แต่พวกเขาไม่เคยได้ยินว่าครอบครัวของคนมีความรู้อย่างคนตระกูลฝงมีความสัมพันธ์อะไรกับเอ้อจู้จื่อคนนี้
“เหอะๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ไม่สำคัญ”
ท่านผู้นำพยายามปิดบังเรื่องนี้และปล่อยให้มันผ่านไปก่อนจะเอ่ยปากสั่งไปไม่กี่คำแล้วค่อยเอามือไขว้หลังเดินไป
ฉินจิ่นสบตากับเว่ยเหยียนถิง แต่ก็ไม่ได้พูดความสงสัยในใจออกมา ฝงซือเหยียนที่ยังไม่ได้ออกเรือนเลยมีบางเรื่องที่ไม่อาจพูดได้
เมื่อเรื่องราวต้องชะงักไปอีกครั้ง ฉินจิ่นจึงถอนหายใจด้วยความหมดปัญญา “ช่างเถอะ เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ เรื่องราวต้องมีทางออกอยู่แล้ว”
“ ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องราวต้องดีขึ้นแน่นอน “เว่ยเหยียนถิงลูบหัวของฉินจิ่นเพื่อเป็นการปลอบใจ
ทั้งสองกลับบ้านไปพร้อมกัน ระหว่างทางก็เจอกับเพื่อนบ้านไม่น้อยเลยทีเดียว
ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงหัวหมู่บ้าน พอทุกคนกินข้าวเย็นเสร็จแล้วและกำลังคุยเล่นกันอยู่ ล้อมเป็นวงคุยกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวจากนั้นจึงเริ่มนินทาเรื่องชาวบ้านกันขึ้น
พอนางฉินถือถ้วยเดินออกมาก็ถูกคนเห็นเข้าทันที
“นี่ นางฉิน ได้ข่าวว่าฉินจิ่นของพวกเจ้าซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาจากพ่อค้า เข้าได้ข่าวบ้างหรือไม่ ข้าเห็นว่าปีนี้ที่นาของบ้านเจ้ายังเหลืออีกแปลงหนึ่ง ก็คงจะปลูกเมล็ดพันธุ์นั่นใช่หรือไม่”
คนตระกูลฉินหาซื้อเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ พอถึงตอนที่หาซื้อได้ ในต้นกล้าในที่ดินของคนอื่นๆ ก็โตกันหมดแล้ว
ถึงแม้ว่าจะปลูกไปแล้วแต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นจะงอกงามขึ้น มีคนบางกลุ่มที่ปากว่างเกินไปพอเห็นนางจึงพากันพูดหัวเราะเยาะตระกูลของพวกเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง
นางฉินดื่มซุปน้ำข้าวไปหลายอึก ได้ยินคำพูดพวกนี้แล้วก็ไม่เพียงแต่ไม่มีความรู้สึกอับอายแต่ยังยืดอกเชิดหน้าขึ้นอีกด้วย “ของแบบนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะมีผลให้เก็บเกี่ยวหรือไม่ ให้พวกมันได้ลองดู ถ้าได้ผลจริงๆ ข้าค่อยปลูกก็ยังไม่สาย!”
ขณะที่พูดอยู่นั้นนางก็ดื่มซุปจนหมดจากนั้นก็กลับบ้านไปอย่างไม่ได้รีบร้อนกลับกันยังเอาถ้วยเก็บไว้ข้างบนแล้วนั่งอยู่ตรงโขดหินแล้วนั่งคุยกับพวกชาวบ้านอีกด้วย
“พวกเจ้าเอาเห็นเมล็ดพันธุ์ใหม่นั่นเป็นของมีค่าขนาดนั้น ของที่พวกพ่อค้าเอามาขายน่ะจะมีสักกี่อย่างที่มีประโยชน์จริงๆ บ้านตระกูลเว่ยปลูกของแบบนั้น แล้วยังดูแลอย่างกับเป็นบรรพบุรุษของตัวเองอีก ข้าจะคอยดูว่าสุดท้ายแล้วของนั่นจะออกมาเป็นกองอะไร”
นางฉินเอามือทั้งสองข้างเท้าสะเอวพลางตะโกนอย่างเสียงดัง
“นั่นเป็นของที่ลูกสาวเจ้าซื้อนะ ถ้าปลูกแล้วไม่ได้อะไรออกมา ถึงเวลานั้นคนตระกูลเว่ยก็ต้องโทษนางชีวิตนางก็คงอยู่เป็นสุขได้ยากแล้วล่ะ ไม่แน่เจ้าอาจจะต้องชดใช้แทนก็ได้”
คำพูดที่ไม่ได้ดูหวังดีเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่ากำลังยุแหย่นางฉินอยู่
“เหอะ ก็เอาสิ ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ฉินจิ่นซื้อต้นกล้าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับตระกูลของข้า พวกมันจะกล้ามาคิดกับข้าได้อย่างไรกัน ถ้าพวกมันกล้ามา เดี๋ยวข้าจะเอาขี้สาดไล่ให้ดู”
นางฉินกัดฟัน วางแผนจะให้คนตระกูลเว่ยได้เห็นดีกัน
คนที่อยู่รอบๆ ฟังแล้วก็หัวเราะลั่นทันที
พอฟ้าเริ่มมืด นางฉินถึงจะยกถ้วยเดินกลับบ้านไป เดินไปด้วยครุ่นคิดไปด้วยว่าจะคิดบัญชีกับคนตระกูลเว่ยอย่างไรดี
พอทำนาปีเสร็จคนทั้งเมืองต่างว่างงานกัน ฉินจิ่นจึงทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขายไปด้วยและรอให้มันฝรั่งโตไปด้วย แล้วเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แล้วเวลาสองเดือนได้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์
ในฤดูร้อน ต้นกล้ามันฝรั่งเหี่ยวแห้งตายไปหมด แต่ต้นกล้าข้าวสาลีและข้าวสารยังเขียวและเจริญงอกงามอยู่
ฟ้าเพิ่งจะสว่างคนทั้งตระกูลเว่ยก็ถือกระสอบและแบกจอบไปถึงที่นาพร้อมๆ กัน
ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตของต้นมันฝรั่งแล้ว เมื่อหลายวันก่อนเว่ยเหยียนซิ่นได้แอบขุดไปบ้างแล้ว และได้มันฝรั่งที่ใหญ่กว่าฝ่ามืออีกด้วย ฉินจิ่นได้ทำอาหารที่ทำจากมันฝรั่งเต็มโต๊ะ แล้วทุกคนก็กินกันอย่างมีความสุข
แม่เว่ยยิ้มแป้นดีใจกว่าใคร พูดตรงๆ ก็คือมันฝรั่งนี้อร่อยกว่าข้าวซะอีก
ตอนขุดมันฝรั่งพวกเขาพากันอึ้งทึ่งกันไปหมด แค่ขุดลงไปไม่กี่หลุมก็เต็มตะกร้าแล้ว พอเอาใส่กระสอบก็หนักสุดๆ
“นี่มันเยอะเกินไปแล้ว พี่สะใภ้รองพี่ดูสิ ถุงที่พวกเราเอามาใส่มันเต็มไปหมดแล้ว”
ฉินจิ่นยืดตัวขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตัวเอง พอหันไปมองข้างหลังตอนนี้พวกเขาทั้งบ้านยังขุดมันได้ไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนห้าเลยด้วยซ้ำ แต่มันฝรั่งนี้เยอะจนเก็บไม่หมดอยู่แล้วแล้วเวลา
พอคนในหมู่บ้านได้ยินข่าวว่าพวกเขาขุดมันฝรั่งก็มีคนมากมายมาดู
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยกินมันฝรั่งมาก่อน แต่พอเห็นปริมาณพืชผลที่ได้แล้วของสิ่งนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน แค่แปลงเดียวก็เพียงพอสำหรับเป็นอาหารให้คนครอบครัวใหญ่ได้เป็นปีแล้ว
ก็ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงแล้วเก็บได้นานหรือไม่