หมอหญิงระบบเทพ - บทที่ 166 ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง
บทที่ 166 ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง
“เหอะๆ ลูกรองพูดถูก”
พ่อเว่ยเชิดหน้าชูคอขึ้นแล้วเปลี่ยนคำพูดทันที หลบสายตาจากท่านผู้นำก่อนจะยิ้มอย่างเขินอาย
“งั้นพวกเจ้าคุยกันต่อเถอะ ข้าจะไปดูพวกต้นกล้าที่เหลืองสักหน่อย เห้อ ที่ดินมันอยู่ดีๆ ของมันแท้ๆ ไม่รู้ว่ามันไปทำให้คนไม่พอใจได้อย่างไรกัน ช่างเป็นคนจิตใจอำมหิตจริงๆ ที่มาทำลายอาหารแบบนี้”
พูดจบเขาก็เอามือไขว้หลังแล้วค่อยๆ เดินออกจากประตูไป ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไรอย่างนั้น
สีหน้าของท่านผู้นำน่าเกลียดจนไม่สามารถหาอะไรมาเทียบได้
เขาจุดใบยาสูบพลางนั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ก่อน ก้มหน้าสูบยาสูบทีละครั้งๆ
ฉินจิ่นสบตากับเว่ยเหยียนถิงก่อนที่ทั้งคู่จะยิ้มเจื่อนด้วยความหมดปัญญา ดูแล้วท่านผู้นำคงไม่ยอมให้เรื่องนี้ถึงชั้นศาลจริงๆ
พอใบยาสูบในกระบอกหมด ผู้นำจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา “ว่ามา สรุปแล้วพวกเจ้าทั้งสองจะจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร บอกความคิดของพวกเจ้าออกมาให้ชัดเจน”
เป็นผู้นำมาหลายปีขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็นความผิดปกติของเรื่อง
เขาคิดไปคิดมาก็ไม่อยากจะถูกเด็กหนุ่มสาวสองคนนี้จับจุดอ่อนได้ จึงถามความคิดของพวกเขาทันที
ฉินจิ่นค่อยๆ ยิ้มออกมา “ลุงผู้นำ ลุงไปคุยกับเอ้อจู้จื่อดูก่อนดีไหม”
เธอกะพริบตาด้วยแววตาที่เจ้าเล่ห์
ท่านผู้นำเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย “ถามเอ้อจู้จื่อรึ”
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้าก่อนจะพูดย้ำอีกรอ “ใช่ ไปหาเอ้อจู้จื่อ”
……
เวลายามเย็นตอนที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ห้องเก็บฟืนที่อยู่ข้างๆ ห้องโถงบรรพบุรุษก็มีเสียงด่าทอกันเกิดขึ้น
“มีใครอยู่บ้างวะ รีบมาปล่อยข้าไปได้แล้วข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
เอ้อจู้จื่อกุมไปที่ท้องที่หิวจนไส้จะใกล้จะขาดก่อนจะตะโกนอย่างไร้เรี่ยวแรง
ตอนที่เพิ่งจะโดนจับมาเขายังกินไก่ป่าอยู่แท้ๆ แต่ใครจะรู้ว่าจะโดนจับมาขังอยู่ที่ห้องเก็บฟืนทั้งวันแล้วยังไม่มีใครมาส่งข้าวให้เขาด้วย
อาการหิวจนไส้จะขาดแบบนี้ช่างรู้สึกไม่ดีเอาซะเลยเขาไม่คุ้นชินกับสัมผัสแบบนี้ตอนนั้นจึงทำได้แค่กุมท้องแล้วตะโกนด่า
ตอนที่ท่านผู้นำยกกับข้าวก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยของเขาพอดี
คนไร้ประโยชน์คนนี้วันๆ สักแต่จะกินให้ทำอะไรก็ไม่สำเร็จเวลาให้กินอะไรกลับกินไม่เหลือ
มองกับข้าวในจานแล้วท่านผู้นำแทบอยากจะคว่ำมันลงไปกับพื้นจะให้ไอ้บ้าคนนี้กินก็รู้สึกว่าเสียดาย
ทำไมหมู่บ้านเหยาคังถึงได้มีคนไร้ประโยชน์แบบนี้ขึ้นได้
หลายปีก่อนท่านผู้นำนึกว่าเป็นเพราะเขายังไม่มีครอบครัวขาดผู้หญิงมาคอยดูแลดัดนิสัยจึงเคยคิดอยากจะหาภรรยาให้เขาสักคน
แต่ไอ้เด็กนี่กลับไม่เอาถ่านเลยจริงๆ จู่ๆ ก็วิ่งไปถึงบ้านของผู้หญิงแล้วบอกว่าอยากจะขอดูหน้าเจ้าสาวของตัวเองก่อน
แค่นี้ยังไร้สาระไม่พอยังแอบไปสอดส่องดูอีกด้วย แต่นี่ก็ยังไม่ถือว่าไร้สาระไม่พออยู่ดี
แต่ที่น่าโมโหก็คนที่ไอ้เด็กบ้านี่ไปบุกรุกถึงหน้าประตูบ้านของคนอื่น
หลังจากที่ไปแล้วยังจะให้คนอื่นรับเป็นลูกเขยอีก และที่สำคัญก็คือหลังจากที่เขาไปแล้วเขายังไปสนใจสาวม่ายที่เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านนั้นอีกด้วย
มันถึงขั้นถามสะใภ้ใหญ่ของบ้านคนอื่นว่าอยากจะเปลี่ยนผัวหรือไม่ต่อหน้าพ่อกับแม่คนอื่นอีก
ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะและไร้ยางอายจริงๆ
คนไม่ได้เรื่องแบบนี้ ใครหน้าไหนจะยอมให้ลูกสาวของตัวเองแต่งกับมันล่ะ
เรื่องนี้ทำเอาท่านผู้นำเสียชื่อเสียงไปหมดแล้ว แล้วก็ยังเลื่องลือไปทั่วเมืองหลันเถียนอีกด้วย
พอนึกถึงเรื่องนี้แล้ว ผู้นำก็โมโหสุดๆ
เขากัดฟันยืนพลางขมวดคิ้วอยู่ข้างนอกอยู่นานสองนาน ไอ้คนที่สมควรตายนี่หิวตายก็ถือว่าสมน้ำหน้ามัน!
พอถึงตอนที่กับข้าวเย็นได้ที่แล้วท่านผู้นำถึงจะเข้าไป
พอประตูของห้องเก็บฟืนถูกเปิดออก เอ้อจู้จื่อก็พุ่งเข้ามาทันที พอเห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นท่านผู้นำที่ถือกับข้าวอยู่ในมือก็ฉีกยิ้มขึ้นทันที
“อา ข้ารู้อยู่แล้วว่าอาต้องเป็นห่วงข้า!”
พูดจบ เอ้อจู้จื่อก็ยื่นมือจะไปรับถ้วยข้าวในมือของเขาแล้วก็ลงไปหมอบคลานอยู่กับพื้น
การกระทำแบบนี้บ่งบอกได้เลยว่าเขาเป็นคนจิตใจอำมหิตแค่ไหน
ท่านผู้นำมองเขากินจนหมดด้วยใบหน้าเย็นชา พอรอจนถึงตอนที่เอ้อจู้จื่อกินอิ่มจนลูบท้องและเรอออกมา เขาก็ถอนหายใจยาวๆ
“สองวันนี้เอ็งกินไปเถอะ ข้าจะมาส่งข้าวให้เอ็งทุกวัน ต่อไปคงได้กินข้าวแบบนี้ได้ยากแล้วล่ะ”
เอ้อจู้จื่อกำลังคาบเศษหญ้าแห้งอยู่ในปาก พอได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็จ้องตาโตทันทีแล้วหญ้าแห้งในปากก็หล่นลงมาด้วยเช่นกัน
“อา ท่านผู้นำ อาพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“หมายความว่าอย่างไร เอ็งทำผิดแค่ไหนเอ็งไม่รู้รึไง” ท่านผู้นำโมโหสุดๆ “จุดไฟเผาที่ดินทำมาหากินของคนอื่น จงใจทำลายที่ดินของคนอื่น การกระทำแบบนี้ต้องถูกเนรเทศออกไป ตอนนี้คนตระกูลเว่ยต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องกับศาลแล้วแน่นอน เอ็งกินเถอะ ข้าก็ส่งข้าวให้เอ็งได้แค่ไม่กี่มื้อหรอก”
“อะ…อะไรนะ” เอ้อจู้จื่อเอ่ยปากถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เขาได้เรียนรู้มาอยู่บ้าง ถึงจะไม่เอาถ่าน แต่ก็พอจะรู้เรื่องกฎลงโทษพื้นฐานอยู่
โดยเฉพาะท่านผู้นำที่หมดปัญญาสุดๆ ถึงกับเสียใจที่เชื่อเอ้อจู้จื่อในตอนแรก และตอนนั้นก็เชื่อทั้งหมดอีกด้วย
“อา อาเป็นอาแท้ๆ ของข้านะ อาจะส่งข้าไปขึ้นศาลไม่ได้นะ ข้าแค่รมควันที่ดินไปแค่ไม่เท่าไหร่ นางบอกเองแท้ๆ ว่าทำแบบนี้แล้วจะไม่เป็นอะไร”
กอดไปที่ขาของท่านผู้นำ เอ้อจู้จื่อคุกเข่าอ้อนวอนอยู่บนพื้น
พอฟังคำพูดของเขาแล้ว จู่ๆ ผู้นำก็หูผึ่ง มีคนบงการเอ้อจู้จื่อจริงๆ ด้วย
“มันคือใคร ใครบอกเอ็งว่าทำแบบนี้แล้วจะไม่เกิดเรื่องกัน” ผู้นำถามพร้อมกับใบหน้าที่โมโห
เอ้อจู้จื่อนิ่งไปก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง
คงพูดไม่ได้หรอก ตอนนั้นนางกำชับสั่งอย่างดีกว่าห้ามให้เรื่องสาวมาถึงนางเด็ดขาด
“กับข้าแล้ว เอ็งยังจะโกหกอยู่อีกรึ ถ้าเอ็งถูกเนรเทศไปยังที่โหดร้ายและยากจนที่สุดและอยู่ในที่รกร้างว่างเปล่า อยู่แบบนั้นไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่ ถ้าต้องตายก็คงเป็นเพราะความปากแข็งตอนนี้ของเอ็งนั่นแหละ”
ท่านผู้นำกัดฟันด้วยความโมโหก่อนจะพูดขู่เขาด้วยเรื่องจริงบ้างและเรื่องปรุงแต่งเองบ้าง
เอ้อจู้จื่อฟังแล้วก็ตกใจจนขนลุกทันที
เขาเกลียดการใช้ชีวิตที่ลำบากที่สุดถ้าถูกจับจริงๆ ก็คงต้องอยู่แบบตายทั้งเป็นอยู่ดี
“อา ถ้าข้ายอมบอกว่าใครเป็นคนบงการข้าก็จะไม่ต้องจับข้าแล้วไปจับตัวนางแทนใช่หรือไม่”
ตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากและอันตรายนั้นเรื่องหนุ่มสาวหรือการอยู่กันจนแก่เฒ่าก็กลายเป็นภาระทั้งหมด
การที่ตัวเองกินอิ่มไม่ลำบากต่างหากที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ผู้นำสูดหายใจเข้าลึก “ถ้าเขาเป็นคนสั่งให้เจ้าทำเรื่องนี้ทั้งหมดงั้นเจ้าก็เป็นแพะรับบาป เดี๋ยวถ้าข้าไปคุยกับคนตระกูลเว่ยบอกพวกเขาว่าไม่ต้องฟ้องเจ้าแค่นี้ก็ได้แล้วล่ะ”
เอ้อจู้จื่อฟังแล้วก็รู้สึกมีความหวังขึ้น “ฝงซือเหยียนเป็นคนสั่งให้ข้าทำ! นางบอกว่าให้ทำแบบนี้เพื่อให้คนตระกูลเว่ยได้บทเรียนหน่อยจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ข้าถึงได้เชื่อนาง”
“ฝงซือเหยียนรึ” ผู้นำสงสัย
เอ้อจู้จื่อพยักหน้า “นั่นสิ นางเป็นคนชอบความถูกต้องเลยทนเห็นคนหลายใจอย่างฉินจิ่นไม่ได้ก็เลยอยากให้ข้ามาสั่งสอนนางหน่อยแล้วให้ข้าทำเรื่องแบบนี้ ข้าก็ทำเพื่อความถูกต้องเหมือนกันใครจะรู้ว่าคนตระกูลเว่ยจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดีขนาดนี้”