สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 7 สินเดิม
ต้าหม่านแม้จะไม่ค่อยเข้าใจเจตนา แต่ในเมื่อเจ้านายสั่ง ย่อมมี
เหตุผลของเขา
จึงรีบรับค่าแล้วแยกตัวไปจัดการ
กล่าวถึงทางด้านเรือนทิงเกา
หูมามาผู้ซึ่งในวันนี้ต้องสูญสิ้นเกียรติยศที่สั่งสมมาค่อนชีวิต
ย่อมรู้สึกคับแค้นใจเป็นธรรมดา
ต่อหน้าลู่เจินเจิน นางยังพอข่มกลั้นอารมณ์ไว้ได้ แต่พอก้าวพ้น ประตูเรือนออกมา นางก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไป “ถ่มน้ําลาย” ลงพื้น อย่างดูแคลน
“ถุย! ก็แค่ลูกอนุขุนนางขั้นห้ากระจอกๆ! ชาติตระกูลต่ําต้อย เพียงนี้ หากวัดกันตามจริง ยังเทียบไม่ได้กับสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า หรือฮูหยินใหญ่ด้วยซ้ํา!”
“เพียงวาสนาดีได้แต่งกับท่านของเราเข้าหน่อย ก็หลงคิดว่าตน
เป็นสะใภ้สี่ผู้สูงส่งจริงๆ แล้วงั้นรึ? กล้าเหยียบจมูกปืนขึ้นหน้า [1] มา ข่มเหงขา ถุย!… จะดีจะชั่ว ข้าก็ปรนนิบัติดูแลท่านมา หลายปี แม้ แต่ฮูหยินสามยังต้องไว้หน้าข้าหลายส่วน
“นางเพิ่งจะเหยียบย่างเข้าจวนมามิทันไร กลับวางอํานาจบาตร ใหญ่ หากก้าวพ้นประตูจวนนี้ออกไป ฐานะอย่างนางจะมีใครชายตาและ เพิ่งแต่งเข้าบ้านก็อ่านกําราบคนเก่าคนแก่ หากมิตอบโต้ให้รู้สํานึก วัน ข้างหน้าพวกเราที่ ภักดีต่อท่านที่มานาน มีถูกนางถีบหัวส่งจนไร้ที่ซุกหัว นอนหรอกหรือ!”
“อย่าให้ข้าสบโอกาสก็แล้วกัน…. ข้าจะทําให้รู้ซึ้งเลยว่า ใน เรือนทิ้งเทาแห่งนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนคุม” เหล่าบ่าวไพร่ที่หัวไวพอได้ ยินวาจาสามหาวเหล่านี้ ต่างก็หวาดเกรงว่าจะโดนหางเลขไปด้วย จึงรีบ หาข้ออ้างปลีกตัวหนีไปแต่เนิ่นๆ
เหลือเพียงไม่กี่คน บ้างก็ผสมโรงเห็นดีเห็นงามไปกับหูมามา บ้าง ก็พยายามพูดจาหว่านล้อมให้ใจเย็นลง
เดิมทีโม่ลี่เห็นแก่ที่นางกับหูมามาต่างเป็นคนที่ฮูหยินสามส่งมา ไม่อยากให้หญิงชราผู้นี้มีจุดจบอนาถในยามแก่เฒ่าจึงตั้งใจว่าจะอาศัย
จังหวะที่เดินออกมาด้วยกันนี้ หาโอกาสเกลี้ยกล่อมเตือนสติสักสองสาม
ประโยค
คาดไม่ถึงว่าพอพ้นประตูเรือน หมามาจะกล้าพ่นวาจา จาบจ้วง เช่นนี้ออกมามิทันตั้งตัว ทําเอาโม่ลี่ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อไปในพริบตา!
ยิ่งเห็นว่ามีคนคอยยุแยงตะแคงรั่วอยู่ข้างๆ หมามาก็ยิ่งปาก เปราะพูดจาพล่อยๆ ออกมาโดยไม่ยั้งคิด
โม่ลี่นึกพรั่นพรึงในใจ นางค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง ฉวยโอกาสตอน ที่ไม่มีใครสังเกต ลอบหลบฉากไปเงียบๆ
ในใจกําลังครุ่นคิดว่า ในใจกําลังชั่งน้ําหนักว่าควรจะนําความไป เตือนสะใภ้สี่ดีหรือไม่ ว่าหูมามาจ้องจะจับผิดหาเรื่อง จะได้ถือโอกาส แสดงความจงรักภักดีไปด้วย
ทว่าพอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นท่านสี่ “ฟูจือ” เดินกลับมาพอดี นาง
ชะงักฝีเท้า แล้วย่อกายคารวะแต่ไกล
ฟู่จือ จําได้ว่านางเป็นสาวใช้ในเรือนตนจึงเอ่ยถามเรียบๆ “นาย หญิงของเจ้าอยู่ข้างในหรือไม่?” เมื่อได้รับคํายืนยัน เขาก็เดินดื่มเข้าไป
ในเรือนทันที
เนื่องจากเงินเงินสั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปหมด เหลือเพียง ติงเซียงคนเดียวที่คอยช่วยนับสินเดิมในห้องชั้นใน ด้านนอกจึงไม่มี
ใครคอยขานชื่อรายงาน
ฟู่จื่ออี้เดินตรงดิ่งเข้าไปจนถึงหน้าห้องนอน ยังไม่ทันจะได้เอื้อม
มือไปเลิกม่านกั้น ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของเงินเงินดัง
ลอดออกมา
อากาศ
เขาชะงักฝีเท้า มือที่ยื่นออกไปเตรียมจะเลิกม่านค้างเติ่งอยู่กลาง
ภายในห้องนอน ติงเซียงกําลังบ่นด้วยน้ําเสียงเดือดดาล
“นายท่านกับฮูหยินรังแกกันเกินไปแล้ว! อย่างน้อยที่คุณหนูยอม แต่งเข้าจวนโหว ก็เพื่อเห็นแก่คุณชายใหญ่แท้ๆ แต่พวกเขากลับไม่ยอม จัดเตรียมสินเดิมดีๆ ให้คุณหนูเลยสักหาบเดียว! นี่มัน พอข้ามแม่น้ําได้ ก็รื้อสะพานทิ้ง (2) ชัดๆ! บ้านเดิมไม่ไว้หน้าคุณหนูเช่นนี้ แล้ววันหน้า คุณหนูจะเชิดหน้าชูตาในจวนโหวได้อย่างไร? ยังจะหวังพึ่งพิงบ้านเดิม
ได้อีกหรือเจ้าคะ?
สองนายบ่าวเพิ่งจะตรวจนับสินเดิมของเงินเงินเสร็จ เห็นสินเดิมเต็มห้องแบบนี้ ที่แท้ก็เป็นแค่ ของลวงตาที่ดูดีแค่ภาย
นอกทงสิน
สินเดิม ทุกหาบ ล้วนเป็นหาบกลวง หีบที่ใส่เสื้อผ้าแพรพรรณ ก็ เพียงแค่วางผ้าแพรเนื้อดีไว้ข้างบนสองพับเพื่อตบตา ส่วนด้านล่างล้วน
เป็นของเก่าเก็บสีสันซีดจาง ลวดลายล้าสมัยที่ขุดมาจากก้นห้องเก็บของ
เมื่อเปิดกล่องใส่เครื่องประดับดู ก็พบว่าเครื่องทองเหล่านั้นล้วน เป็นเพียง “ทองชุบ ต่อให้มีทองคําแท้ปะปนอยู่บ้าง ก็ตีมาเสียบางเฉียบ ราวกับกระดาษสา
ที่ดินและร้านค้าก็มีให้อย่างละหนึ่งแห่ง ที่ดินเป็นเพียงที่นาบนภู เขาผืนเล็กๆ ขนาดสามสิบหมู่ 13 แทบจะเพาะปลูกอะไรไม่ได้เลย ส่วนร้านค้าก็ตั้งอยู่ในทําเลอับมุมหลังถนน ล้วนได้ราคาค่างวด
เงินก้นหีบมีเพียงสองร้อยตําลึง…
ช่างน่าอนาถใจแท้! มูลค่าสินเดิมที่กองพะเนินอยู่เต็มห้องนี้ ยัง
เทียบมิได้กับกําไลหยกขาวมันแพะเพียงวงเดียวที่แม่สามีมอบให้เสีย
ด้วยซ๊า!
ติงเซียงแม้จะเป็นแค่สาวใช้ แต่ก็รู้ดีว่าการใช้ชีวิตในจวนโหวไม่ ใช่เรื่องง่าย ดูสาวใช้และบ่าวไพร่ในจวนโหวพวกนี้สิ ไม่มีใครเป็น ตะเกียงประหยัดน้ํามัน 4 สักคน
ต่อให้คุณหนูของตนจะเชือดไก่ให้ลิงดูจนสยบคนในเรือนทิ้งเทา
ได้ชั่วคราว แต่วันหน้ายังอีกยาวไกล เจ้านายที่ขัดสนเงินทอง ไม่ว่าจะ
ไปอยู่ที่ไหนชีวิตย่อมลําบากยากเข็ญ
พวกนางสองนายบ่าวรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ดีที่สุด
เงินเงินกลับไม่ได้โกรธเคืองมากมายนัก เดิมทีนางมิได้คาด
หวังสิ่งใดจากสกุลลอยู่แล้ว ด้วยพฤติกรรมที่กดขี่ข่มเหงนางมาตลอด สินเดิมเพียงเท่านี้ เกรงว่า “หวังซื่อ” ฮูหยินสกุลคงจะจําใจ “บีบจมูก
[5] เจียดออกมาให้เสียมากกว่า
นางจึงเอ่ยปลอบใจติงเซียง “จะกังวลไปทําไม? โบราณว่าไว้ แต่งงานพึ่งพาสามี ก็หวังได้มีกินมีใช้ ! คุณหนูของเจ้าแต่งเข้าจวนโหว กลายเป็นคนของท่านสี่แล้ว ย่อมต้องให้ท่านพี่เลี้ยงดูสิ ด้วยความ สามารถและฐานะของเขา การเลี้ยงดูพวกเราสองนายบ่าวก็แค่เรื่อง ปะตั๋ว ยังมีสิ่งใดให้น่ากังวลอีก?”
“อีกอย่าง บ้านสกุลนั่นดิบดีมาจากไหนเชียว? ถึงขั้นขายลูก สาวเพื่อ ‘แก้เคล็ด’ ยังจะหวังพึ่งพาสิ่งใดจากพวกเขาได้อีก? ขอเพียงวัน หน้าอย่าได้หาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัวข้าก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว!”
“เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เหลือเพียงแค่เยื่อใยจอมปลอมไว้ตาม
มารยาทก็พอ วันหน้าหากสกุลลู่เกิดเรื่องอันใดขึ้นมา ข้าจะได้วางมือไม่ ยุ่งเกี่ยวได้อย่างสบายใจ”
นางนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “ข้าจําคลับคล้ายคลับคลาว่ายัง มีครอบครัวบ่าวไพร่ติดตามมาด้วยอีกครอบครัวหนึ่งมิใช่หรือ? ชื่ออะไร
นะ?”
ตึงเชียงรีบตอบ “คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ? นั่นคือครอบครัว ของ “ซิ่วฉว” สาวใช้ตัวน้อยที่เคย ปัดกวาด เรือนของคุณหนูอย่างไรเล่า เจ้าคะ ครอบครัวของพวกนางซื่อสัตย์เจียมตนที่ สุดแล้วเจ้าค่ะ” เงินเงินลองรื้อค้นความทรงจําของเจ้าของร่างเดิมดู ก็พอจะนึก
ออกรางๆ
ครอบครัวนี้มีกันทุกคน ล้วนเป็นพวก “ชื่อจนเซ่อ ไม่รู้จักวิ่งเต้น
หาลู่ทาง ไม่รู้จักประจบสอพลอ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทํางานงกๆ จึงไร้ซึ่ง เส้นสายใดๆ ในสกุลลู
การแต่งงานครั้งนี้ ในนามคือการแต่งเข้าที่สูงส่งอันมั่งคั่ง ทว่า ใครเล่าจะมีรู้ว่าเงินเงินถูกส่งมาเพื่อเป็น “ตัวตายตัวแทน” เท่านั้น
คนสกุลต่างปักใจเชื่อว่าเงินเงินแต่งเข้าจวนโหวไปก็คงไม่มี วันได้ลืมตาอ้าปาก บ่าวไพร่ที่พอจะมีไหวพริบอยู่บ้างย่อมไม่มีทางกระ โดดลงหลุมพรางนี้แน่นอน
สุดท้ายเลยผลักครอบครัวจิ๋วจิ๋วที่ไม่มีเส้นสายที่สุดในบ้านให้มา เป็นบ่าวติดตาม [6] ช่วยนางดูแลจวงจื่อ 7 และร้านค้าซอมซ่อ ที่ไร้กําไร เหล่านั้น จะว่าไป พวกนางต่างก็เป็นหมากที่ถูกทิ้งของสกุลเหมือนกัน หากวันหน้าลู่เจินเจินสามารถตั้งหลักปักฐานในจวนโหวได้อย่างมั่นคง
คนสกุลคงรีบวิ่งแจ้นมาประจบเอาใจเป็นแน่ แต่ถ้าเงินเงินไปไม่รอดในจวนโหว พวกเขาก็คงขุดคํากล่าวที่ ว่า “บุตรสาวแต่งออกไป ไม่ต่างจากน้ําที่สาดทิ้ง” มาเป็นข้ออ้าง แสร้งทํา หูหนวกตาบอดไม่สนใจความเป็นความตายของนางเป็นแน่แท้
ความ “เย็นชาแล้งน้ําใจ” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เงินเงินที่มองเห็น อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้แต่สาวใช้ตัวเล็กๆ อย่างติงเซียงก็ยังดูออก
สําหรับครอบครัวซิ่วฉิวอย่างไรเสียก็ถือเป็นคนในอาณัติของนาง โดยตรง ย่อมไว้ใจได้มากกว่าบ่าวไพร่ของจวนโหวแน่นอน ยามนี้เงินเงินไม่มีผู้ใดให้เรียกใช้ถนัดมือนอกจากติงเซียง นาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกวักมือเรียกสาวใช้คนสนิทเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบ
กําชับสั่งงานด้วยนําเสียงจริงจัง
ตึงเซียงพยักหน้ารัวๆ รับคําสั่งแล้วรีบเดินออกไป ด้วยความรีบ ร้อนนางจึงไม่ทันได้มองซ้ายแลขวาแต่อย่างใด เดินผ่านประตูห้องออก
ไปในทันที
ฟู่จืออี้อาศัยจังหวะที่ติงเซียงก้าวพ้นธรณีประตู พลิกกายหลบเข้า
หลังฉากกั้นลมอย่างว่องไว จึงรอดพ้นจากการถูกพบเห็นไปได้อย่าง
หวุดหวิด
เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปในห้อง หัวคิ้วขมวดมุ่นหวนนึกถึงบท สนทนาระหว่างเงินเงินและ ตึงเซียงเมื่อครู สายตาทอดมองผ่านรอย แยกของม่านประตูที่ถูกลมพัดไหว เห็นลูเงินเงินกําลังกอดของขวัญรับ ไหว้อย่างทะนุถนอมประหนึ่งสมบัติล้ําค่าอย่างไม่ ยอมวางมือ ฟูจือ ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงถอยออกจากห้องชั้นในไปอย่าง
เงียบเชียบ
พอเห็นสาวใช้สองสามคนกําลังจะยกของเข้าไปปรนนิบัติ เขาก็
โบกมือห้าม แล้วกําชับเสียงเบา “ห้ามบอกนายหญิงของพวกเจ้าเด็ดขาด ว่าขากลับมาที่นี่”
เหล่าสาวใช้และบ่าวอาวุโสมองหน้ากันเลิกลัก แต่ก็ไม่กล้าเอ่ย
ถาม ได้แต่รับค่าเสียงเบา
ฟู่จื่ออี้หมุนตัวเดินออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว ไห่ถัง โม่ลี่ และรุ่ยเซียง สาวใช้ทั้งสามมองส่งฟูจือจนลับสายตา จากนั้นจึงหันมาสบตากันแวบหนึ่ง ราวกับนัดหมายกันไว้ ต่างคนต่างรีบ คว้าถ้วยชา จานขนม และอ่างล้างมือ แย่งชิงกันเบียดเสียดเข้าไปในห้อง นอนเพื่อหวังจะประจบเอาใจเจ้านายหญิงคนใหม่ทันที!
เชิงอรรถ
^ BETT EFC: เป็นสํานวนเปรียบเปรยถึงคนที่ “ได้คืบจะเอา
ศอก” หรือ “ลามปาม” หมายถึงการที่อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ หรือให้ความเกรงใจแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยิ่งเหิมเกริม ไม่รู้จัก ที่ต่ําที่สูง และรุกล้ําล่วงเกินหนักขึ้นเรื่อยๆ 2. หมายถึงพอหมดประโยชน์ก็เขี่ยทิ้ง หรือไม่
สํานึกบุญคุณคนช่วยเหลือ
* 1 หมู่ ประมาณ 666 ตร.ม. (30 หมู่ = ประมาณ 12 ไร่) 4.2337/]หมายถึงไม่ใช่คนธรรมดา, ไม่ใช่คนหัว
5.
อ่อน, เป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว หรือรับมือยาก หมายถึงการ จําใจทํา หรือทําสิ่งนั้นด้วยความไม่
เต็มใจอย่างยิ่ง
บ่าวไพร่หรือครอบครัวคนรับใช้ที่ฝ่ายหญิงพาติดตัวมา จากบ้านเดิมเมื่อแต่งงาน ถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและคน สนิทที่ฝ่ายหญิงไว้ใจได้ที่สุดในบ้านสามี 7. * หมายถึง “หมู่บ้านเกษตรกรรม” หรือ “ที่ดินไร่นาในชนบท”