สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 23 ช่างน่าเวทนานัก
- Home
- All Mangas
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 23 ช่างน่าเวทนานัก
บทที่ 23 ช่างน่าเวทนานัก!
ท่านโหวผู้เฒ่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะล้วงเอาโฉนดที่ดินใบหนึ่ง ออกมาจากกล่องบนโต๊ะหนังสือ แล้วโยนให้ฟู่จืออี้ “เมียเจ้าล่วงเกินบ้านเดิม ไปเสียขนาดนั้น จนไม่มีทางถอยกลับไปได้อีก สกุลฟูของเราจะปฏิบัติต่อนาง อย่างแล้งน้ําใจไม่ได้ ปู่คนนี้จะมอบทางรอดให้นางเอง! นี่เป็นที่ดินผืนเล็กๆ นอกเมือง ไม่ใหญ่โตอะไรหรอก แค่ร้อยกว่าหมู่ ยกให้เมียเจ้าเอาไว้เก็บกิน ผลประโยชน์รายปี เป็นเงินก้นถุงส่วนตัวของนางเถอะ”
ฟู่เฮ่ออิ้นชําเลืองมองแวบหนึ่ง โอ้โฮ! ที่ดินผืนนี้เป็นทําเลทองเชียว นะ ถึงจะไม่ใหญ่ แต่ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ รายได้ต่อปีก็ปาเข้าไปราวๆ ห้า ร้อยถึงหกร้อยตําลึงเงินเชียวนา
ท่านพ่อยังไม่เคยใจกับลูกชายอย่างเขาขนาดนี้มาก่อนเลย!
น่าอิจฉาจนแทบอยากจะร้องไห้!
ภายในเรือนรุ่ยเชวียน ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋และหลานชื่อกําลังมอง
ลู่เจินเจินด้วยสีหน้าปวดใจ
หลานชื่อถึงกับกุมมือลู่เจินเจินเอาไว้ พร่ําเรียกนางว่าลูกแม่ไม่หยุด ปาก “ลูกแม่ เด็กดี เจ้านี่ช่างน่าเวทนาแท้ ๆ ทําให้เจ้าต้องลําบากใจถึงเพียงนี้
แล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋เอ่ยสําทับด้วยน้ําเสียงหนักแน่น “เด็กดี เจ้าต้อง
ลําบากแล้ว ที่เจ้าพูดมานั้นไม่ผิดเลย ยามนี้เจ้าคือละไภ้สกุลฟูของเรา การที่ เจ้าเห็นแก่สกุลฟู่ เห็นแก่สามีของเจ้าได้ขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนรู้ ความแยกแยะถูกผิด วตีเป็น!”
“เจ้าวางใจเถิด ความลําบากใจของเจ้า พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่รับรู้แล้ว จะไม่ยอมให้เจ้าต้องเจ็บช้ําน้ําใจไปเปล่าๆ เป็นแน่”
ว่าแล้วก็สั่งให้หลาน อพาลู่เจินเจินกลับไปปลอบขวัญคลายกังวลให้
ระหว่างทางกลับเรือน หลานชื่อจูงมือลู่เจินเจินไม่ยอมปล่อย ในใจไม่ รู้จะรักใคร่เอ็นดูอย่างไรให้สาสม
รู้สึกเพียงว่าเด็กคนนี้ช่างซื่อสัตย์จริงใจเหลือเกิน
ถึงได้ภักดีต่อสกุลฟู และลูกสี่ของนางอย่างหมดหัวจิตหัวใจถึงเพียงนี้
ทําให้นางที่เป็นแม่สามีอดรู้สึกปวดใจไม่ได้ รู้สึกว่าบ้านตนช่างติดค้าง
ลูกสะใภ้ผู้นี้จริงๆ
ก็เพราะลูกชายตัวดีของนางตินมีปัญหาแบบนั้น
เฮ้อ! ช่างน่าเวทนานัก
หลานชื่อตําหนิตัวเองในใจ แล้วตัดสินใจว่าจะต้องชดเชยให้สะใภ้
นางไปส่งลู่เจินเจินที่เรือนทิงเทาด้วยตัวเอง ทั้งยังกําราบอบรมบ่าว ไพร่ในเรือนทิงเทาไปยกหนึ่ง ระหว่างทางกลับเรือนตนเอง ก็เริ่มครุ่นคิดถึง
สมบัติส่วนตัวว่ามีชิ้นไหนบ้างที่จะมอบให้ลู่เจินเจินได้
พอกลับไปปรึกษากับแม่นมคนสนิท ก็คัดเลือกของจากสินเดิมที่ดูสด
ใสงดงามประณีต เหมาะกับสะใภ้ใหม่หรือหญิงสาววัยแรกแย้ม ไม่ว่าจะเป็น ผ้าพับผ้าชั้นเลิศ ของประดับตกแต่ง หรือเครื่องประดับล้ําค่า จัดใส่หีบได้ หนึ่งใบเต็ม ๆ แล้วรีบให้คนยกไปส่งที่เรือนทิงเท่าทันที
ทว่าของจากเรือนสามเพิ่งจะส่งไปถึง ของจากทางฮูหยินผู้เฒ่าก็
ทยอยตามมา
ฮูหยินผู้เฒ่าไปมีพื้นเพตระกูลเดิมที่ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังกุมอํานาจดู แลบัญชีครัวเรือนของจวนโหวมานานนับสิบปี ของดีในคลังสมบัติส่วนตัว
ย่อมมีมากมายนับไม่ถ้วน
เพียงแค่เลือกหยิบส่ง ๆ มา ก็จัดใส่ได้ถึงสองหีบใหญ่แล้ว!
เรื่องมอบของรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้ปิดบังผู้ใด ไม่นานนัก คนทั้งจวน
ตั้งแต่เจ้านายยันบ่าวไพร่ต่างล่วงรู้กันทั่ว
ไม่เพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าและแม่สามีจะมอบรางวัล แม้แต่ท่านโหวผู้
เฒ่าก็ยังตบรางวัลให้ ซ้ํายังเอ่ยปากชมเปาะต่อหน้าผู้คนว่า… สะใภ้สี่คือ หลานสะใภ้าที่ดีของสกุลฟู!
ณ.เรือนใหญ่
ท่านโหวซื่อจื่อและฮูหยินจินซื่อได้ยินข่าว ด้วยความที่ล่วงรู้ตื้นลึก หนาบางของเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว จึงได้แต่เพียงยิ้มออกมาจางๆ
ไม่
สําหรับพวกเขาแล้ว ของกํานัลเพียงเล็กน้อยแค่นี้หาได้อยู่ในสายตา
ผิดกับหูชื่อที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงกับปาถ้วยชาในมือทิ้งแตก
กระจาย นางหันระบายอารมณ์กับ สี่เชว์” สาวใช้คนสนิท
“ข้าแต่งเข้าจวนโหวมาตั้งกี่ปี ทั้งขยันขันแข็ง ดูแลบ้านช่องไม่เคยขาด ตกบกพร่อง ปรนนิบัติรับใช้ผู้ใหญ่ด้วยความเคารพกตัญญู ซ้ํายังตรากตรํา ให้กําาเนิดทายาทแก่จวนโหว เหนื่อยยากลําบากมาตั้งเท่าใด ต่อให้ไม่มีความ ดีความชอบ อย่างน้อยก็ควรเห็นแก่ความเหนื่อยยากของข้าบ้างมิใช่รึ?”
ทําไมในสายตาท่านปู่ บ้ากลับสู้เด็กสาวจากตระกูลตกอับนั่นไม่ได้ นางเพิ่งแต่งเข้ามากี่วันเชียว ถึงทําให้ท่านปู่ให้ความสําคัญขนาดนี้ ไม่เพียง เอ่ยปากชมว่าลู่เจินเจินเป็นหลานสะใภ้ที่ดีของสกุลฟู แต่ยังมอบที่ดินให้นาง
อีกด้วย”
“ทําไมนะ? ข้าเหนื่อยยากทุ่มเทเพื่อสกุลฟู่แทบตาย ย้ายังไม่ใช่หลาน สะใภ้ที่ตีของสกุลฟูอีกหรือ?”
สี่เช่ว์รู้นิสัยของสะใภ้ใหญ่เจ้านายตนดีว่าเป็นคนรักหน้าตาและชอบ
เอาชนะเป็นที่สุด
คราวนี้สะใภ้สี่นอกจากจะได้รับคําชมจากท่านโหวด้วยตัวเองแล้ว ยัง
ได้รับมอบที่ดินเป็นรางวัลใหญ่อีกด้วย
ทางฝั่งฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ให้คนยกหีบใบใหญ่สองใบไป
มอบให้ถึงเรือน
ด้วยความมือเติบยองฮูหยินผู้เฒ่า สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าภายในหีบนั้น
บรรจุของดีล้ําค่าไว้มากเพียงใด!
ขนาดนางที่เป็นแค่สาวใช้ได้ยินแล้วยังตาร้อนผ่าว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
สะใภ้ใหญ่ที่แบกรับภาระบ้านเรือนมาตลอด
แต่กลับไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครเอ่ยชมสักคํา กลับถูกสะใภ้สี่ที่เพิ่ง
มาใหม่ข้ามหน้าข้ามตา เป็นใครจะทําใจยอมรับได้กันเล่า!
นางรีบผสมโรงตามด้วยความคับแค้นใจทันที
“นั่นสิเจ้าคะ ท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าช่างลําเอียงเกินไปแล้ว
ความดีความชอบที่นายหญิงทุ่มเทมาตลอดกลับมองไม่เห็นสักนิด แต่กลับ
ไปหลงคารมคนจากตระกูลต่ําต้อยพรรค์นั้นเสียได้”
นางบ่นต่ออย่างไม่เกรงใจ “ฮูหยินผู้เฒ่าก็เหมือนกัน หลายปีมานี้ สะใภ้ใหญ่กตัญญูต่อท่านขนาดไหน มีของกินของใช้ดีๆ ก็นําไปมอบให้ท่าน ก่อนทุกครั้ง ในบรรดาหลานสะใภ้ทั้งหมด จะหาใครมีความกตัญญูเท่าสะใภ้ ใหญ่คงไม่มีอีกแล้ว”
“สะใภ้สี่เป็นเพียงบุตรีขุนนางกั้นห้า แต่งเข้าจวนโหวมาได้ไม่กี่วัน แม้ แต่ปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่าทานข้าวก็ยังไม่เคยทํา แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับ มอบของดีๆ ตั้งมากมาย อย่าว่าแต่สะใภ้ใหญ่เลยเจ้าค่ะ แม้แต่บ่าวเห็นแล้ว
ยังอดน้อยใจแทนไม่ได้…”
นางลดเสียงต่ําลงพร้อมกับออกอุบายว่า “สะใภ้ใหญ่ เราจะปล่อย เรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้นะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นจะทําให้ฝั่งนั้นยิ่งได้ใจ วันหน้าหาก นางคิดมาอํานาจดูแลบ้านกับสะใภ้ใหญ่จะทําอย่างไรเจ้าคะ? สะใภ้ใหญ่ ให้ บ่าวส่งจดหมายไปแจ้งทางบ้านเดิมของท่านดีหรือไม่เจ้าคะ….”
สาวใช้ ‘ฮวาเหมย’ หลังจากเฝ้ามองสาวใช้ตัวน้อยเก็บกวาดเศษ กระเบื้องเสร็จ และยกชาถ้วยใหม่เข้ามา บังเอิญได้ยินประโยคนี้พอดี จึงรีบ
เอ่ยห้ามปรามทันควัน
“สะใภ้ใหญ่ อย่าไปฟังคํายุงไม่เข้าเรื่องของนังตัวดีนี่นะเจ้าคะ!”
นางหันไปดู เชว์ “สะใภ้ใหญ่กําลังโมโห เจ้าไม่รู้จักพูดจาปลอบโยน แต่กลับมาราดน้ํามัน เข้ากองไฟ ถ้าสะใภ้ใหญ่โกรธจนล้มป่วยลง คอยดูเถิด ว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก?”
สี่เช่ เบ้ปาก เดินออกไปอย่างไม่เต็มใจ ฮวาเหมยถึงค่อยๆ พูดเกลี้ย กล่อมด้วยน้ําเสียงอ่อนโยน
“สะใภ้ใหญ่ เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องหยุมหยิม ท่านจะโมโหไปใหญ่โตไป ทําไมเจ้าคะ? หากคนนอกรู้เข้า มิใช่จะกลายเป็นเรื่องตลกให้เขาหัวเราะเยาะ
หรอกหรือ?”
หูชื่อปาดน้ําตาด้วยความเจ็บใจ “ตอนนี้ย้ายังไม่ใช่ตัวตลกอีกหรือ? เป็นถึงหลานสะใภ้ใหญ่สายตรงของจวนโหวที่มีหน้ามีตา กลับถูกสะใภ้ใหม่ที่ เพิ่งแต่งเข้ามาข้ามหน้าข้ามตา หากเรื่องแพร่งพรายออกไป มิใช่เรื่องตลกขบ
บินเรื่องใหญ่หรือไร? ข้ายังจะต้องกลัวผู้ใดมาดูแคลนอีก” ฮวาเหมยเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น “สะใภ้ใหญ่ ปกติท่านก็รู้อยู่แล้วนี่ เจ้าคะ ว่าท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าลําเอียงรักท่านมากกว่าใครเพื่อน
ตอนนี้ท่านสื่ยอมตกลงแต่งงานทั้งที แต่ดินแต่งกับลูกสาวสกุลลู่ที่ไม่มีอํานาจ
หนุนหลังอะไรเลย”
“อย่าว่าแต่เทียบชั้นกับนายหญิงเลยเจ้าค่ะ แม้แต่สะใภ้สาม นางก็ยัง
เทียบไม่ติด ท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าทําไป ก็เพราะกลัวท่านจะ ขาย หน้าผู้คน กลัวว่าสะใภ้สี่จะ กําราบ พวกบ่าวไพร่ ตาต่ําที่ชอบมองคนแต่
เปลือก ไม่อยู่ ถึงได้มอบหน้าตาให้นางเสียหน่อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ ไว้หน้าท่าน สี่ทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ”
“อีกอย่าง ฐานะชาติตระกูลของพวกเราเป็นอย่างไร แล้วของสะใภ้สี่
เป็นอย่างไร? รายการสินเดิมของสะใภ้สี่ท่านก็ได้เห็นแล้ว ในนั้นไม่มีของมีค่า อะไรเลย ต่อให้ท่านโหวผู้เฒ่าจะมอบที่ดินให้หนึ่งแปลง ฮูหยินผู้เฒ่าให้ของ สองหีบ จะช่วยจุนเจือได้สักเท่าไหร่กันเชียว จะมาเทียบกับสินเดิมสะใภ้ใหญ่
ได้หรือเจ้าคะ?”
“มองในแง่ร้ายที่สุด ท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าจะคอยอุปถัมภ์ นางไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือเจ้าคะ? สมบัติส่วนใหญ่ในภายภาคหน้าก็ยังต้อง
ตกทอดมาถึงนายท่านกับนายหญิงมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“ท่านเป็นถึงสะใภ้ผู้นําตระกูล เป็นว่าที่ฮูหยินท่านโหวในภายภาค หน้า จะไร้น้ําใจในเรื่องแค่นี้เชียวหรือ? อย่าไปฟังสี่เช่ว์เลย ถ้าส่งจดหมายไป ฟ้องบ้านเดิมจริงๆ ให้นายท่านกับฮูหยินรู้เข้า มิเท่ากับต้องมาโมโหกันอี
กรอบหรือเจ้าคะ?”
“สะใภ้ใหญ่ลองตรองดูเถิดว่าจริงหรือไม่ วันหน้าจวนโหวแห่งนี้อย่าง ไรเสียก็ต้องตกเป็นของท่านกับนายท่าน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ท่านจะไปถือสา
หาความกับพวกเขาทําไม?”
“มิสู้แสดงให้ท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเห็นถึงความใจกว้างใน
ฐานะพี่สะใภ้ใหญ่และสะใภ้ผู้นําตระกูลจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ ด้วยนิสัยของ ท่านผู้เฒ่า ถึงเวลามีของล้ําค่ามาถึงมือ มีหรือจะมอบให้ท่านน้อยกว่าสะใภ้
สี่?”
คําเกลี้ยกล่อมอันยาวเหยียดของฮวาเหมย ในที่สุดก็ดึงสติที่เตลิด เปิดเปิงยองหูชื่อให้กลับมาเย้ารูปเข้ารอยได้
นางใช้ผ้าเช็ดหน้า บ ตาเบาๆ
“เอาเถอะ เมื่อครู่ข้าหน้ามืดตามัวไปชั่ววูบ โชคดีที่เจ้าเตือนสติข้าไว้ ไม่อย่างนั้นหากพรุ่งนี้ข้า เผลอแสดงพิรุธต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า เกรงว่าจะเสีย การใหญ่!” ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็สั่งกําชับว่า “นังสี่เชว์ สองสามวันนี้ให้มัน สํานึกผิดอยู่ในห้อง ห้ามออกไปไหน! บังอาจนินทาว่าร้ายฮูหยินผู้เฒ่าและ ท่านโหวผู้เฒ่า หากคนนอกมาได้ยินเข้า มีเท่ากับโยนความผิดมาให้ข้าผู้เป็น เจ้านายหรอก”