สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 22 สมกับเป็นหลานสะใภ้ที่ดีของสกุลฟูเรา
- Home
- All Mangas
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 22 สมกับเป็นหลานสะใภ้ที่ดีของสกุลฟูเรา
บทที่ 22 สมกับเป็นหลานสะใภ้ที่ดีของสกุลฟูเรา
หลานชื่อเอ่ยปากทักทายตามมารยาทก่อนว่าคนบ้านสกุลลู่สบายดี
ลู่เจินเจินสีหน้าไม่เปลี่ยน หัวใจไม่เต้นแรง
“ลําบากท่านแม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาสบายดีกันทุกคนเจ้าค่ะ”
หลานชื่อชะงักไป คําพูดต่อจากนั้นก็ถามออกไปได้ยาก นางครุ่นคิด
อยู่ครู่หนึ่งถึงถามต่อว่างานเลี้ยงกลับบ้านเดิมเป็นอย่างไรบ้าง?
ลู่เจินเจินรู้ดีว่า ฉากสําคัญมาถึงแล้ว
นางปรับสีหน้าให้ดูจริงจังทันที แล้วกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
“พูดถึงงานเลี้ยงกลับบ้านเดิม ลูกสะใภ้รู้สึกละอายใจต่อท่านลี่ ละอาย ใจต่อท่านแม่ และละอายใจต่อจวนโหวเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านสี่อุตส่าห์ตามข้า กลับไปเยี่ยมบ้านเดิม แต่กลับไม่ได้กินข้าวแม้แต่คําเดียว พวกเราต้องไปกิน
ข้าวที่ภัตตาคารเต๋อเยว่แล้วถึงกลับมาเจ้าค่ะ”
หลานชื่อรีบถามคําถามที่ทุกคนอยากรู้ “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกัน
แน่?”
บ่าวไพร่ที่กลับมารายงานก่อนหน้า พูดจาอึกอักจับใจความไม่ไ
บอกแค่ว่าตอนแรกเข้าบ้านสกุลคู่ก็ปกติดี คนสกุลลู่ออกมาต้อนรับยิ้มแย้ม
แจ่มใส
จากนั้นท่านก็ถูกนายท่านลู่และคุณชายใหญ่ลู่เชิญไปที่ห้องหนังสือ
สะใภ้สี่เดินตามนายหญิงสกุลลู่และพวกคุณหนูไปยังเรือนหลัก ทาง นายหญิงยังได้จัดเตรียมสํารับอาหารไว้เลี้ยงรับรองพวกบ่าวไพร่ โดยสั่งให้
พ่อบ้านและแม่นมคนสนิทของสกุลลู่มาคอยอยู่รับรองด้วย
ทุกอย่างดูปกติดี แต่จู่ๆ ตอนที่งานเลี้ยงกําลังจะเริ่ม ท่านสี่และสะใภ้
สี่กลับเดินออกมา
คนสกุลลู่เดินตามมาส่งที่ด้านหลัง สีหน้าของแต่ละคนดูไม่ค่อยดีนัก
ฮูหยินผู้เฒ่ากับหลานชื่อจึงคาดเดากันไปว่า เกรงว่าทางบ้านสกุลลู่คง
จะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแน่?
สันดานของคนสกุลลู่ ต่อให้ทั้งสองตระกูลจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่น เดียวกันแล้ว หลานชื่อก็ยังนึกดูแคลน
คนที่สามารถขายลูกสาวกิน ให้ไปแต่งงานกับบ้านที่มีโรคเร้นลับได้
ย่อมไม่ใช่คนดีอะไร
เอ๊ะ… นี่เหมือนนางด่าลูกชายตัวเองรวมเข้าไปด้วยหรือเปล่านะ? ช่างเถอะ! นั่นไม่สําคัญ! ที่สําคัญคือคนสกุลลู่นิสัยไม่ดีต่างหาก
น่าสงสารลูกสะใภ้ตัวน้อยของนาง เดิมทีก็เป็นเด็กที่น่าเวทนาอยู่ แล้ว กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมทั้งที ข้าวมื้อเดียวก็ยังไม่ได้กิน นั่นไม่ใช่ว่าเพราะ ไม่เห็นจวนโหวอยู่ในสายตาหรอกหรือ
ถึงแม้หลานชื่อจะไม่ใช่คนชอบใช้อํานาจบาตรใหญ่รังแกใคร แต่คราว
น๊อตติ อยากจะสั่งสอนบ้านสกุลลู่ขึ้นมาไม่ได้
พอเห็นลู่เจินเจินมีสีหน้าสํานึกผิด ก็รีบปลอบใจว่า “เรื่องนี้จะเกี่ยว กับเจ้าได้อย่างไร? เจ้าเป็นลูกสาวที่แต่งออกไปแล้ว จะไปจัดการเรื่องบ้าน เติมได้ยังไงล่ะ?”
นางหันหน้าไปมองฮูหยินผู้เฒ่าสกุลไป เพียงแต่ว่า คนสกุลลู่นี่มัน เกินไปจริงๆ! นี่มันดูถูกเจ้าสี่กับเมียเจ้าสี่ชัดๆ ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านว่าจริงไหม เจ้าคะ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว “สกุลลู่ทําตัวเหลวไหลเกินไปจริงๆ เพียงแต่ถึง อย่างไรก็เป็นบ้านเดิมของสะใภ้สี่..”
ลู่เจินเจินรีบยกมือขออนุญาตพูด “ท่านย่า ท่านแม่ ย้า… วันนี้ที่ข้า กลับไปบ้านสกุลลู่ ข้าได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับคนสกุลลู่แล้วเจ้าค่ะ!” “อะไรนะ?” หลานชื่อมือไม้อ่อนจนทําถ้วยชาหลุดมือ น้ําชาหกเลอะ กระโปรงไปครึ่งแถบ แต่นางกลับไม่มีแก่ใจจะก้มมองดู
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ที่กําลังจิบชาอยู่ถึงกับพ่นพรวด สําลักหน้าดําหน้าแดง
จนต้องใช้มือทุบอกตัวเอง
ลู่เจินเจินรีบก้าวเท้าเข้าไปหาฮูหยินผู้เฒ่าไป ช่วยลูบหลังให้ท่านหาย
ใจได้สะดวกขึ้น
พอฮูหยินผู้เฒ่าหายใจทัน ก็รีบคว้ามือลู่เจินเจินเอาไว้
“สะใภ้สี่ ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
ต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขนาดไหน ถึงขั้นทําให้ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว ต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านเดิมเช่นนี้?
หรือว่าคนสกุลลู่คิดจะก่อกบฎ?
ความคิดในหัวฮูหยินผู้เฒ่าเตลิดไปไกล
ลู่เจินเจินถอนหายใจ พลางกล่าวด้วยน้ําเสียงขมขื่น
“ท่านย่าและท่านแม่คงพอจะทราบเรื่องทางบ้านย้า ข้าเองก็รู้ดี แม้
ภายนอกดูเหมือนข้าแต่งให้ท่านสี่แต่แท้จริงข้าถูกทางบ้านส่งมาเป็นข้อแลก
เปลี่ยนกับจวนโหว เพื่อแลกตัวพี่ชายใหญ่ของข้าออกจากคุก ที่ข้ามีทุกวันนี้ ได้ก็ต้องขอบคุณที่ท่านสี่เมตตา มอบเกียรติยศให้ข้า ทําให้ย้ายังพอมีชีวิตอยู่
ต่อไปได้เจ้าค่ะ”
พูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าไปและนายหญิงสามหลานชื่อ ต่างก็ฉายแววกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
ทว่าทั้งสองคนอาวุโสแล้ว ทั้งยังหน้าหนาพอตัว ความรู้สึกกระอัก กระอ่วนเพียงเล็กน้อยนั้นจึงผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เจินเจินเล่าต่อ “สกุลลู่ได้ให้กําเนิดและเลี้ยงดูข้ามา การใช้ตัวข้าแลก กับการช่วยพี่ใหญ่ออกมาจากคุก ก็นับว่าโต้ตอบแทนบุญคุณเลี้ยงดูของสกุล ลู่แล้ว แม้ข้าจะเป็นบุตรสาวสกุลลู่ แต่ยามนี้ย้าคือสะใภ้สกุลฟู ได้รับเมตตา จากท่านสี่ จวนโหวจึงมีที่ให้ข้าได้อาศัยพักพิง ย้าย่อมต้องเห็นแก่จวนโหว เป็นสําคัญ เห็นแก่ท่านลี่เป็นสําคัญในทุกเรื่องเจ้าค่ะ”
“การกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมครั้งนี้ เดิมทีข้าคิดว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ใครจะรู้ว่าแม่ใหญ่และพี่น้องของข้า พอเจอหน้าไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบสัก
คํา เอาแต่เอ่ยปากจะให้ข้าใช้ชื่อจวนโหวไปหาผลประโยชน์ให้สกุลลู่ บีบให้ย้า แนะนําคุณชายตระกูลดีๆ ที่สนิทกับจวนโหวให้พี่น้องของข้า…”
ย้า…”
“เรื่องพรรค์นั้นมันไร้คุณธรรมสิ้นดี ข้าจะทําลงได้เยี่ยงไรเจ้าคะ?
กัน
ในเวลาเดียวกัน ณ สถานที่อีกแห่งหนึ่ง
เรือนพักผ่อนของท่านโหวผู้เฒ่า ฟูจืออี๋ก็กําลังพูดถึงเรื่องนี้อยู่เช่น
คนสกุลลู่ช่างโลภมากไม่รู้จักพอจริงๆ เพิ่งจะช่วยลู่หูออกจากคุกได้
ไม่กี่วัน ก็เริ่มมีความคิดอื่นแอบแฝงเสียแล้ว ตอนอยู่ในห้องหนังสือ เริ่มแรก ก็คิดจะให้จวนโหวของเราช่วยอุ้มชูสกุลลู่ ให้ลู่ชื่อเจี้ยได้เลื่อนขั้น หรือถ้าไม่ได้
จริงๆ ก็ขอให้ย้ายไปอยู่กรมกองที่มีผลประโยชน์ให้กอบโกยได้ขอรับ”
“ซ้ําร้ายไปกว่านั้น พวกเขายังคิดจะให้พวกเราหาลู่ทางฝากฝังลู่หูเข้า ไปเรียนในสํานักศึกษา หลวงอีกด้วยขอรับ!”
“หลานรําคาญไม่อยากฟังเรื่องพรรค์นี้ จึงอ้างว่าจะออกมาหาหลาน
สะใภ้ พอไปถึงเรือนหลัก ก็พบว่าฮูหยินสกุลลู่กําลังข่มขู่หลานสะใภ้ของท่าน ปู่ บีบบังคับให้นางอย่าลืมหาผลประโยชน์เข้าสกุลลู่ ทางที่ดีต้องหาทาง ยัดเยียดลูกสาวที่เหลือของสกุลลู่ แต่งเข้าไปในตระกูลที่มีความเกี่ยวข้องกับ จวนโหวของเราให้ได้”
“ไร้ยางอายลิ้นดี!” นายท่านสามฟูเฮ่ออิ้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา
ก่อนใครเพื่อน
ท่านโหวผู้เฒ่าถลึงตาใส่นายท่านสาม แล้วเอ่ยถามอย่างเนิบนาบว่า “
แล้วเมียเจ้ามีท่าทีอย่างไร? นางยอมตกลงหรือไม่?”
ฟู่จื่ออี้ส่ายหน้า ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “หลานสะใภ้ของท่านมี หรือจะยอมฟัง นางปฏิเสธไปทันที แต่กลับถูกแม่ใหญ่ของนางเอาเรื่อง มารดาแท้ๆ ที่เป็นอนุภรรยามาข่มขู่! จนบีบให้หลานสะใภ้ของท่านต้องแตก หักกับแม่ใหญ่ และประกาศตัดขาดกับสกุลลู่ขอรับ!”
“โอ้? สกุลลู่เลี้ยงดูเด็กสาวที่รักศักดิ์ศรีเช่นนี้ออกมาได้ด้วยรึ?” ท่าน โหวผู้เฒ่าเริ่มนึกสนใจขึ้นมา
ฟู่จืออี้สีหน้าเรียบเฉย “หลานสะใภ้ของท่านปู่กล่าวว่า แม้นางจะเป็น ลูกสาวสกุลลู่ แต่ยามนี้นางคือสะใภ้สกุลฟู่! ย่อมต้องเห็นแก่จวนโหวสกุลฟู เป็นสําคัญ เห็นแก่สามีเป็นที่ตั้ง! นางได้ทดแทนบุญคุณการเลี้ยงดูของสกุลลู่ ไปหมดแล้ว ต่อไปนางก็คือคนของสกุลฟู! จะให้นางทําเรื่องที่ส่งผลเสียต่อ ผลประโยชน์ของสกุลฟู ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดขอรับ!”
นายท่านสามได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะร้องชมออกมา “ดี! เจ้าสี่… เมียคนนี้ เจ้าเลือกไม่ผิด แม้จะมาจากตระกูลเล็กๆ แต่รู้ความมีเหตุผล ใช้ได้! ใช้ได้!” ทว่าท่านโหวผู้เฒ่ากลับโพล่งถามขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “แล้วเมียของเจ้าจะไม่สนใจมารดาบังเกิดเกล้าของนางจริงๆ หรือ?”
ฟู่จื่ออี้หลุบตาลงต่ําเล็กน้อย “ย่อมไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ! หลานสะใภ้ของ ท่านปู่กล่าวว่า อยู่บ้านเชื่อฟังบิดา แต่งงานแล้วเชื่อฟังสามี! นางเป็นสะใภ้ สกุลฟู่แล้ว ย่อมต้องเชื่อฟังหลานที่เป็นสามีขอรับ! ส่วนอี้เหนียงของนางแต่ง ให้ใต้เท้าลู่ ก็ต้องเชื่อฟังใต้เท้าลู่เช่นกัน นางในฐานะลูก จะไปพรากสามี ภรรยาจากกันได้อย่างไร? อีกอย่าง ขอเพียงแค่นางยังอยู่ในสกุลฟูสักวัน หนึ่ง อี๋เหนียงของนางย่อมปลอดภัยไปอีกวันหนึ่งขอรับ” ท่านโหวผู้เฒ่าระเบิดเสียงหัวเราะร่าออกมา “ไม่เลว ไม่เลว! เมียเจ้า คนนี้ช่างมีไหวพริบจริงๆ ไม่เพียงแยกแยะความหนักเบาได้ชัดเจน ยังรู้จัก ตัดใจวางมือได้อีกด้วย”
“ดี! สมกับเป็นหลานสะใภ้ที่ดีของสกุลฟูเราจริงๆ เจ้าสี่เอ๊ย… เมียคนนี้ เจ้าแต่งมาถูกคนแล้ว แม้ชาติกําเนิดจะต่ําต้อยไปบ้าง แต่ความคิดความอ่าน กลับไม่ธรรมดา! วันหน้าก็ดีกับนางให้มากๆล่ะ”
ฟูจีออี้กล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจัง “ขอท่านปู่และท่านพ่อโปรดวางใจ ใน เมื่อแต่งเป็นสามีภรรยากันแล้ว ย่อมต้องจับมือร่วมชีวิตกันไปจนแก่เฒ่ายอ
รับ”
ท่านโหวผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ได้! เช่นนั้นปู่ก็วางใจ วันนี้
หลานสะใภ้คนดีของข้าทําเพื่อสกุลฟูของเรา เข้าใจในคุณธรรมความถูกต้อง ยอมหักใจตัดขาดญาติมิตร ข้าในฐานะรับรู้เรื่องนี้แล้ว จะต้องตกรางวัลให้
นางอย่างงาม!”