สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 18 หากข้าไม่บ้า แล้วใครจะบ้าเล่า
- Home
- All Mangas
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 18 หากข้าไม่บ้า แล้วใครจะบ้าเล่า
บทที่ 18 หากข้าไม่บ้า… แล้วใครจะบ้าเล่า!
พอพูดถึงเรื่องการแต่งงานของคุณหนูสกุลลู่ทั้งหลาย คุณหนูใหญ่
คุณหนูสาม และคุณหนูสี่ต่างแสดงท่าทางขัดเขิน แต่สายตากลับจ้องมอง ลู่เจินเจินอย่างกระตือรือร้น
โดยเฉพาะคุณหนูสาม ‘ลู่เหลียนเหลียน’ ถึงกับเข้ามาเขย่าแขนเสื้อ ลู่เจินเจินพลางออดอ้อน
“พี่รอง หากท่านช่วยเจรจาหาคู่ครองดีๆ ให้พวกข้าได้ พวกข้าพี่น้อง จะจดจําบุญคุณของท่านไปชั่วชีวิต!”
ลู่เจินเจินยังคงปล่อยให้น้ําตาไหลพรากต่อไป….
หวังชื่อกลอกตาไปมา เริ่มวาดขนมเปี๊ยะ [1] ในอากาศต่อทันที
“คุณหนูรอง พวกเราคนกันเองไม่ต้องพูดจาแบ่งเบาแบ่งเราหรอก หากเจ้าสามารถติดต่อทาบทามการแต่งงานอันประเสริฐให้พี่น้องของเจ้าได้
สักคน ข้าจะเปลี่ยนเรือนที่ใหญ่ขึ้นให้อี๋เหนียงของเจ้าทันที แล้วจะเพิ่มข่าว
ไพร่ไปคอยปรนนิบัตินางอีกสองคนด้วย”
“หากหาเจ้าหาบ้านที่คู่ควรให้ได้ถึงสองคน ข้าจะเลื่อนตําแหน่งให้
เหนียงของเจ้าขึ้นเป็น กุ้ยเขี่ย [2]
แต่ถ้าเจ้ามีความสามารถหาคู่ครองที่เพียบพร้อมให้พี่น้องทั้งสามของ
เจ้าได้ครบทุกคน และตกลงปลงใจตบแต่งกันได้จริง ข้าจะให้ท่านพ่อของเจ้า จดชื่อ หลิวเกอเอ๋อร์ ให้เป็นบุตรในนามของ เหนียงของเจ้า เพื่อให้นางมีที่ พึ่งพิงยามแก่เฒ่า เจ้าว่าดีหรือไม่?”
ลู่เจินเจินฟังแล้วอดหิ่งไม่ได้ หวังชื่อช่างเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ ต้องมีใครสั่งสอน ถึงขนาดกําหนดตัวชี้วัดความสําเร็จ (3) ขึ้นมาได้เองเชียว
หรือนี่!
ทักษะการ ‘วาดขนมเปี๊ยะให้คนหิว’ ของนางช่างแก่กล้าเข้าขั้น
ปรมาจารย์
เงื่อนไขเหล่านี้หากเป็นลู่เจินเจินคนเดิมแล้ว อาจจะเป็นที่ดึงดูดใจอยู่
บ้างกระมัง
น้อย
แต่น่าเสียดาย ที่นางไม่ใช่ลู่เจินเจินคนเดิม
เงื่อนไขทั้งสามข้อนี้จึงไม่สามารถทําให้ใจของนางสั่นไหวได้เลยแม้แต่
โชคดีที่ฤทธิ์น้ํายิงเริ่มจางลงแล้ว นางจึงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า
“ข้าเพิ่งแต่งเข้าจวนโหวได้เพียงไม่กี่วัน รู้ตัวดีว่ายังไม่มีความสามารถ ในการเป็นแม่สื่อแม่ชักถึงเพียงนั้น! หากพี่น้องทั้งหลายรอไหว ก็รอให้ข้า คลอดบุตรชายสักคนและยืนหยัดในจวนโหวได้อย่างมั่นคงเสียก่อน ถึงตอน
นั้นค่อยมาพูดเรื่องนี้กันก็ยังไม่สาย
‘ลู่เจียวเจียว’ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลลู่ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของหวัง ชื่อ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจนมีนิสัยเอาแต่ใจและชอบวางอํานาจบาตรใหญ่ มาโดยตลอด
เมื่อก่อนตอนลู่เจินเจินยังไม่ออกเรือน นางก็เปรียบเสมือนก้อนแป้ง นิ่มๆ จะบีบจะนวดจะรังแกอย่างไรก็ไม่เคยคิดขัดขืน
แล้วรึ?
แต่นี่เพิ่งแต่งงานไปไม่กี่วัน ปีกกล้าขาแข็งถึงกับกล้าต่อปากต่อคํา
คิดได้ดังนั้นลู่เจียวเจียวก็เงื้อมือขึ้นตั้งท่าจะตบเข้าที่ใบหน้าของ
ลู่เจินเจิน ปากก็พ่นคําสบถค่าออกมา
“คนเขาอุตส่าห์ไว้หน้า กลับไม่รักดี! สารรูปอย่างเจ้านับเป็นตัวอะไร กัน? ต่อให้แต่งเข้าจวนโหวไปแล้วก็เถอะ แต่ในสกุลลู่… เจ้าก็ยังเป็นเพียงลูก อนุที่ต่ําต้อยที่สุดอยู่ดี ท่านแม่ข้าสั่งความให้เจ้าทํา ถือเป็นบุญวาสนาของเจ้า แล้วแท้ๆ เจ้ายังบังอาจกล้าต่อปากต่อคําอีกหรือ?”
“นี่ถือดีว่าได้แต่งงานสูงศักดิ์ ก็เลยไม่เห็นหัวคนบ้านเดิมแล้วใช่หรือ ไม่? วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้หลาบจํา จะได้รู้สํานึกเสียบ้างว่า…. ต่อให้เจ้าแต่ง ออกไปอยู่จวนโหวแล้ว แต่สําหรับสกุลลู่ เจ้าก็เป็นแค่สุนัขตัวหนึ่งของพวก เราเท่านั้น! หากกล้าไม่เชื่อฟัง ต่อให้ข้าตบตีเจ้าข้าอยากจะรู้นักว่าใครหน้า ไหนจะกล้าออกหน้าแทนเจ้า?”
หวังชื่อและพี่น้องสกุลลู่ ต่างเผยสีหน้าสะใจออกมา คําพูดของลู่เจียว เจียวช่างตรงใจพวกนางเหลือเกิน
ก่อนแล้ว!
แต่มีหรือลู่เจินเจินจะยืนเฉยๆ ให้ตบ นางระแวดระวังคนสกุลลู่อยู่
ทันทีที่ลู่เจียวเจียวเงื้อมือ ขึ้น ลู่เจินเจินก็สืบเท้าถอยหลังแล้วฉวย คว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนจะสะบัดหลังมือตบสวนกลับไปฉาดใหญ่! “เพียะ…” เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว
จากนั้นก็บิดแขนกลับหลัง ลู่เจียวเจียวร้องโอดโอยเซถลาไปข้างหน้า
ลู่เจินเจินอาศัยจังหวะนั้นเตะอัดเบ้าที่บ่อพับเข่าของลู่เจียวเจียว าไปอีกที
ตุบ! ลู่เจียวเจียวคุกเข่าลงกับพื้นทันที!
กระบวนท่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรวดเร็วในชั่วอึดใจเดียว
กว่าหวังชื่อและคนอื่นๆ จะตั้งสติได้ ลู่เจียวเจียวก็แหกปากร้องไห้โวยวาย กางกรงเล็บหมายจะเข้าไปข่วนหน้าลู่เจินเจินให้แหลกคามือ
ทนไหว
หวังชื่อรักลูกสาวคนเล็กที่สุด เมื่อเห็นนางต้องเจ็บตัวเช่นนี้ มีหรือจะ
นางตะโกนสั่งทันที “เด็กๆ! จับตัวคุณหนูรองไว้ ตบปาก
นางเดี๋ยวนี้!”
บรรดาหญิงรับใช้สูงวัยที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบพุ่งพรวดพราดเข้ามาทัน ควัน ติงเซียงก้าวเท้าสวนขึ้นมาด้านหน้า พร้อมกับ เอาตัวเข้าขวาง ปกป้อง
ลู่เจินเจินไว้ทางด้านหลัง”
ลู่เจินเจินแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ข้าอยากจะรู้นักว่าใครหน้าไหนจะ กล้า? ตอนนี้ข้าเป็นคนยองจวนโหว พวกเจ้าก่อนจะลงมือก็ไตร่ตรองให้ดี ที่ พวกเจ้ากําลังจะตบน่ะไม่ใช่คุณหนูรองสกุลลู่ แต่เป็นสะใภ้สี่แห่งจวนหนึ่งผิง โหว เจ้านายสกุลลู่ทางจวนโหวอาจจะทําอะไรไม่ได้ แต่ถ้าจะเอาชีวิตพวกบ่าว ไพร่ชั้นต่ําอย่างพวกเจ้า ก็ไม่ใช่เรื่องยาก!”
พวกหญิงรับใช้ต่างชะงักค้างทันควัน จริงอย่างที่นางว่า เจ้านายลงไม้ ลงมือกันยังพออ้างได้ว่าเป็นเรื่องพี่น้องท งทะเลาะเบาะแว้ง
แต่ถ้าบ่าวอย่างพวกนางบังอาจลงมือกับสะใภ้จวนโหว หากทางนั้น
เอาเรื่องขึ้นมา ตระกูลลู่ย่อมไม่คิดออกหน้าปกป้องพวกนางเป็นแน่ ไม่มีใคร
กล้าขยับตัวแม้แต่คนเดียว
หวังชื่อโกรธจนตัวสั่น ไม่ห่วงหน้าตาอีกต่อไป “พวกนางไม่กล้า ถ้าทํา เอง ข้าเป็นแม่ใหญ่ ยองเจ้า ข้าสั่งสอนเจ้าถือเป็นเรื่องชอบธรรม ต่อให้จวน
โหวรู้เรื่อง ก็หาข้อตําหนิบ้าไม่ได้”
พูดจบ นางก็พุ่งเข้ามาหมายจะกระชากผมของลู่เจินเจิน
ลู่เจินเจินแค่นหัวเราะเสียงเย็น ไม่หลบหนี
“หากวันนี้ท่านกล้าแตะต้องย้าแม้แต่ปลายเล็บ เชื่อหรือไม่ว่า ทันทีที่
ข้ากลับถึงจวนโหว พรุ่งนี้ข้าจะทําให้ลู่หูกลับไปนอนคุกอีกรอบ!”
มือของหวังชื่อชะงักค้างกลางอากาศ “เจ้ากล้า…”
ลู่เจินเจินยิ้มยั่วโทสะ “ย้าย่อมกล้าแน่นอน อย่างที่ท่านว่านั่นแหละ
ยามนี้ข้าตบแต่งเข้าจวนโหวเป็นคนของสกุลฟู่แล้ว ตระกูลลู่พวกท่านจะเป็น
ตายร้ายดีอย่างไร มันกงการอันใดของข้าด้วย?”
“ตัวข้าอยู่ในจวนโหว หากคิดจะหาผลประโยชน์ให้ตระกูลลู่อาจจะ ยาก แต่ถ้าจะให้ขัดยาตระกูลลู่ ทําให้พวกท่านต้องหัวทิ่มหัวตํา ข้าคิดว่ามัน
ง่ายนิดเดียว!”
หวังชื่อเริ่มลนลานจนพูดตะกุกตะกัก “จะ เจ้า…. เจ้าเพิ่งแต่งเข้าจวน
โหว จะ… เจ้าจะมีปัญญาอะไรมาขัดยาตระกูลลู่ได้?”
ลู่เจินเจินยิ้มเหี้ยมเกรียม “ข้าก็บอกแล้วไง ทําเรื่องดีๆ น่ะมันยาก แต่ ทําเรื่องชั่วน่ะง่ายนิดเดียว พอกลับไปจวนโหว ข้าก็แค่อาละวาดร้องไห้ตีโพย ตีพายผูกคอตาย หรือไม่ก็ไปล่วงเกินบรรดาพี่สะใภ้และพวกผู้หลักผู้ใหญ่ใน จวนให้ขุ่นเคือง เพื่อให้พวกเขาพาลเกลียดขี้หน้าสกุลลู่ไปด้วย…. เรื่องพรรค์นี้ ทําง่ายจะตายไป มิใช่หรือ?”
“จะ…. เจ้าคงจะเป็นบ้าไปแล้ว! เจ้ามันบ้าไปแล้วแน่ๆ! สกุลลู่ต่อให้เลว ร้ายอย่างไรก็ยังเป็นบ้านเดิมของเจ้า! หากสิ้นไร้บ้านเดิมคอยหนุนหลัง เจ้า จะใช้ชีวิตอยู่ในจวนโหวต่อไปได้อย่างไร?” หวังชื่อจ้องมองลู่เจินเจินด้วยสาย
ตาหวาดผวา
รอยยิ้มของลู่เจินเจินแฝงแววคลุ้มคลั่งขึ้นมาจริงๆ “มีบ้านเดิมอย่าง
สกุลลู่ สู้ไม่มีเสียเลย ยังจะดีกว่า”
“บิดาที่ขายลูกสาวเพื่อแลกกับลาภยศ? แม่ใหญ่ที่ใจคออํามหิต พี่ชาย
ที่ไม่เอาถ่าน ก่อเรื่องจนต้องเอาความสุขชั่วชีวิตของน้องสาวไปชดใช้ความ ผิด หรือพวกพี่น้องขี้อิจฉาที่จ้องแต่จะเอาชนะและทนเห็นข้าได้ดีไม่ได้”
“มีคนบ้านเดิมอย่างพวกเจ้า ที่ไม่สนใจความเป็นความตายของข้า ดี แต่คอยเรียกร้องขูดรีดไม่จบไม่สิ้น บีบคั้นให้ข้าต้องไปหาผลประโยชน์จาก จวนโหวมาประเคนให้! เจอแบบนี้เข้าไป หากข้าไม่บ้า แล้วใครจะบ้า! “ “บอกพวกเจ้าไว้ตรงนี้เลยนะ ตั้งแต่วันที่ข้าแต่งเข้าจวนโหว ข้าก็บ้าไป
แล้ว!”
ทั้งในและนอกห้องเงียบสงัดราวป่าช้า
ที่เรือนหน้า
เนื่องจากบรรยากาศการสนทนาฝืดเคืองยิ่งนัก ไม่ว่าทางฝั่งสกุลลู่จะ พินอบพิเทาเอาใจ หรือพยายามสรรหาเรื่องมาคุยเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญ กับฟูจืออี้ที่ตอบกลับมาเพียงแค่ “อืม” “อา “อ้อ’ หรือบางทีก็ไม่ตอบเลย….
ชื่อเจี้ยก็จนปัญญาจะไปต่อ
เขาขบคิดอยู่นานก็คาดเดาเอาเองว่า ป่านนี้ทางฝั่งฮูหยินน่าจะ
กําราบ’ ลู่เจินเจินจนอยู่หมัดแล้ว
มิสู้พาฟูจืออี้ไปที่เรือนหลัก แล้วอาศัยโอกาสในงานเลี้ยงฉลองการ
กลับมาเยี่ยมบ้าน บีบบังคับลู่เจินเจินกลางโต๊ะอาหารเสียเลยจะดีกว่า
นังเด็กนั่นขี้ขลาดตาขาวและหัวอ่อนเป็นที่สุด ย่อมไม่กล้าขัดความ
ต้องการของเยาเป็นแน่
ถึงเวลานั้นก็ให้นังเด็กนั่นเอ่ยปากอ้อนวอนฟูจืออี้ ต่อหน้าธารกํานัล เช่นนี้ คิดว่าฟู่จืออี้ก็น่าจะยอมไว้หน้าพ่อตาบ้างกระมัง?
ต่อให้ไม่ได้ผล ก็ยังสามารถส่งสัญญาณเตือนนั่งเด็กลู่เจินเจินได้ว่า
พอกลับไปจวนโหวแล้วห้ามลืมตระกูลลู่เด็ดขาด มีเรื่องดีอันใดก็ต้องนึกถึง
ตระกูลลู่ก่อนเสมอ
ด้วยเหตุนี้ ลู่ชื่อเจี้ยจึงเสนอให้พากันไปรับประทานอาหารที่เรือนหลัก
ฟู่จื่ออี้เริ่มจะหมดความอดทนเต็มที ลู่ชื่อเจี้ยผู้นี้ช่างพินอบพิเทาจน
น่าสมเพช ไร้ซึ่งกระดูกสันหลังและศักดิ์ศรียองปัญญาชนโดยสิ้นเชิง ใบหน้า ที่ฉาบด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอนั่น ช่างขัดลูกหูลูกตายิ่งนัก ที่เขายอมทน รังอยู่จนถึงยามนี้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าลู่เจินเงินล้วน ๆ ทันทีที่ลู่ซื่อเจี้ยเอ่ยปากชวน เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล ใครจะไปคาดคิด ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนหลัก กลับได้ยินวาจาอันดุ เดือดเผ็ดร้อนเข้าเต็มสองหู
ฟูจืออี๋พลันเกิดความสังหรณ์ใจขึ้นมา… เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
ส่วนทางฝั่งสู่ อเจียและคนอื่นๆ กลับยืนนิ่งอึ้งติวแข็งที่ ไปตามๆ
กัน… นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
เชิงอรรถ
หมายถึง การให้ความหวังลมๆ แล้งๆ หรือยื่นข้อเสนอที่สวยหรู
แต่ทําจริงไม่ได้ หรือเป็นเพียงคําสัญญาปากเปล่า 2. *** หมายถึงอนุภรรยาสูงศักดิ์ ในระบบครอบครัวจีน
อนุภรรยา ก็มีลําดับชั้น “กุ้ยเขี่ย” คืออนุภรรยาที่มีตระกูลเดิมดี หรือมีลูกชาย หรือได้รับความโปรดปรานมาก จะมีศักดิ์ศรีสูงกว่า อนุภรรยาทั่วไป บ่าวไพร่ต้องให้ความเคารพเกือบเทียบ เท่าฮูหยิน และไม่สามารถถูกขายหรือยกให้คนอื่นได้ง่ายๆ 3. ^ตัวชี้วัดความสําเร็จ (KPI – Key Performance Indicator) หมายถึงดัชนีชี้วัดผลงาน ในที่นี้คือการที่หวังชื่อ กําหนดเป้าหมายเป็นข้อๆ ว่าต้องหาคู่ให้ได้กี่คน ถึงจะได้รางวัล
อะไร