สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 15 หน้าไม่อาย
บรรยากาศในห้องไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่สาวใช้ทั้งสามคนกังวล
ฟู่จื่ออี้ใช้นิ้วคลึงขมับตนเองเบาๆ
ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะปวดหัวกับ
เรื่องเล็กน้อยได้ง่ายถึงเพียงนี้ แต่นี่เพิ่งแต่งภรรยาเข้าบ้านมาได้ไม่กี่วัน ก็
ต้องปวดหัวไปหลายรอบแล้ว
พอเห็นลู่เจินเจินเดินเข้ามา เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าของขวัญเยี่ยมบ้านเดิมมีความหมายว่าอย่างไร?”
ลู่เจินเจินแสดงท่าทางว่า ‘ข้อนี้ข้าตอบได้’
“หมายถึงการให้เกียรติที่ฝ่ายชายมีต่อเจ้าสาวเจ้าค่ะ ของขวัญยิ่งล้ํา ค่า ก็ยิ่งแสดงว่าฝ่ายชายให้ความสําคัญกับเจ้าสาวมากเท่านั้น ทั้งยังเป็นการ
เสริมสร้างบารมีให้เจ้าสาวมีหน้ามีตาในบ้านเดิม และเป็นการปลอบประโลม
คนทางบ้านให้วางใจว่าบุตรสาวได้ตบแต่งเข้าสู่ตระกูลที่ดีเจ้าค่ะ”
ครั้นเห็นนางตอบคําถามอย่างฉะฉานและคล่องแคล่ว ฟู่จื่ออี้ยิ่งรู้สึก
ปวดเศียรเวียนเกล้าหนักกว่าเดิม ในเมื่อรู้ถึงธรรมเนียมปฏิบัติอยู่เต็มอก
แล้วเหตุใดนางยังคิดจะเล่นพิเรนทร์สับเปลี่ยนของตบตาผู้คนเช่นนี้อีกเล่า?
นะสิ!
ลู่เจินเจินแสดงออกชัดเจนว่า…. ก็เพราะย้าเหม็นขี้หน้าคนบ้านสกุลลู่
ฟู่จื่ออี้ข่มอารมณ์แล้วข่มอารมณ์อีก สุดท้ายก็อดเตือนด้วยความหวัง
ดีไม่ได้อีกประโยค
“เจ้าหอบของขวัญซอมซ่อไร้ราคาเช่นนั้นกลับไป ไม่กลัวคนบ้านเดิม
จะหัวเราะเยาะหรือ? หากเจ้าไม่ชอบพวกเขาครั้งนี้ก็เพียงทําตามมารยาทให้ ผ่านพ้นไปเสีย ต่อไปก็ไม่ต้องไปสุงสิงกับพวกเขาให้มากความก็ได้มิใช่หรือ?”
ลู่เจินเจินมีทีท่าไม่แยแส…
อยากหัวเราะก็เชิญหัวเราะไป ท่าทีของนางเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
บนโลกนี้ยากนักที่จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของใครได้อย่างถ่องแท้
การจะให้คุณชายตระกูลโหวผู้สูงศักดิ์อย่างฟู่จื่ออี้ มาเข้าอกเข้าใจหัว อกบุตรสาวอนุที่ถูกทอดทิ้งจากบ้านขุนนางเล็กๆ ก็นับว่าเป็นการฝืนใจกัน เกินไปแล้ว อีกทั้งนางเองก็ไม่ต้องการให้ฟูจือ มาเข้าใจ
นางเชื่อว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ต่อให้ฟู่จืออี้ไม่เข้าใจแต่ก็น่าจะใจ กว้างพอที่จะยอมโอนอ่อนผ่อนตามนางได้
เพราะเรื่องนี้จวนโหวไม่ได้เสียประโยชน์อะไร กลับจะได้กําไรเสียด้วย
เป็นไปตามคาด ฟู่จื่ออี้จ้องมองลู่เจินเจินนิ่งๆ ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจ
ปล่อยผ่านไป
ลู่เจินเจินตรึกตรองดูแล้ว เห็นควรว่าต้องเอ่ยดักทางไว้ก่อน เพื่อให้ ฟู่จื่ออี้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าเสียหน่อย
“ท่านสื่… ข้ากับสกุลลู่ นับตั้งแต่วันที่ข้าก้าวพ้นธรณีประตูเพื่อแต่งเข้า จวนโหว ก็ถือว่าวาสนาขาดสะบั้นต่อกันแล้ว! วันกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมพรุ่งนี้ ก็เพียงทําตามธรรมเนียมตบตาคนภายนอก เพื่อมิให้ผู้ใดนําไปนินทาว่าร้าย จวนโหวและตัวท่านได้ก็เท่านั้น”
“ไม่ว่าคนสกุลลู่จะเรียกร้องหรือยื่นเงื่อนไขอะไรมา ท่านสี่โปรด
ปฏิเสธไปตรง ๆ ได้เลยเจ้าค่ะ! หากเป็นไปได้…. พรุ่งนี้ท่านเพียงทําตัวเป็นแค่ ตัวประกอบฉาก…. เอ้อ…. หมายถึงเพียงไปร่วมพิธีตามมารยาทก็พอ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเองเจ้าค่ะ!”
ฟังจากน้ําเสียงแล้ว ดูท่าพรุ่งนี้ไปสกุลลู่ คงจะมีการ “อาละวาดชุด
ใหญ่’ เกิดขึ้นแน่
แววตาคมปลาบยองเขาอดฉายแววสนใจใคร่รู้ขึ้นมามิได้
เยาพยักหน้าตอบรับเบา ๆ “ตามใจเจ้า”
เป็นอันว่าทั้งสองตกลงกันได้เรียบร้อย พอหารือธุระสําคัญจบ ก็ถึง
เวลาอาหารเย็นพอดี
ประตูห้องชั้นในเปิดออก เมื่อเห็นทั้งสองเดินออกมาด้วยสีหน้าปกติ
ไร้รอยขีดข่วน
ให้ถังและสาวใช้อีกสองคนพากันถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่
โชคดีเหลือเกิน ท่านสี่กับสะใภ้สี่ไม่ทะเลาะกัน
นอกจากความโล่งใจแล้ว ในใจลึก ๆ ของพวกนางกลับทวีความยํา เกรงต่อลู่เจินเจินเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ดูท่าว่านายท่านจะตามใจสะใภ้ผู้นี้ มีน้อย ขนาดนางก่อเรื่องวุ่นวายพรรค์นี้ เขายังยอมปล่อยให้นางทําตาม
อําเภอใจ
อาหารมื้อค่ํายังคงอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ มิหนําซ้ําครัวเล็กทางฝั่ง หลานชื่อยังส่งกับข้าวสองจานที่ลู่เจินเจินโปรดปรานมาเพิ่มให้อีกด้วย
ฟูจือ มองอาหารจานใหม่เหล่านั้นด้วยสายตาเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
ทว่าด้วยกฎระเบียบของจวนโหวเคร่งครัดเรื่องยามกินไม่พูด ยาม นอนไม่เจรจา [1] เขาจึงนิ่งเงียบจนกระทั่งมื้ออาหารสิ้นสุดลง ครั้นบ่าวไพร่ยก าชาช่วยย่อยมาตั้งโต๊ะ ฟูจิออี้จิงเปรยขึ้นว่า
“ท่านแม่ชอบเจ้ามาก”
นํ้าเสียงนั้นราบเรียบเสียจนลู่เจินเจินใจกระตุกวูบ..
อะไรกันนี่? บอสใหญ่’ พอใจหรือไม่พอใจกันแน่นะ?
นางเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่เมตตาบ้าเพราะ
‘รักเรือนก็เผื่อแผ่ไปถึงอีกาที่เกาะบนหลังคาด้วย’ [2] ท่านรักท่านสี่
เห็นแก่หน้าท่าน ถึงได้เผื่อแผ่ความเมตตามาถึงข้า ล้วนเป็นบารมีของท่านสื่
ทั้งสิ้น”
นางตรึกตรองอึดใจหนึ่งแล้วเอ่ยเสริมขึ้นว่า “โชควาสนาในชาตินี้ของ
ข้า ก็คือการได้แต่งเข้าจวนโหว ได้เป็นภรรยาของท่านสี่นี่แหละเจ้าค่ะ! มีสามี ที่ใจกว้างโอบอ้อมอารีอย่างท่าน มีท่านแม่ที่เปี่ยมเมตตา แล้วยังมีท่านย่าที่ ลําเอียงเข้าข้างบ้าอีก ว่าไปแล้วข้าก็เหมือนตกถังข้าวสารจริงๆ … การประจบสอพลอนี้ ช่างตรงไปตรงมาเสียจนฟูจืออี้ทําหน้าไม่ถูก จะ
ร้องไห้ก็ไม่ได้จะหัวเราะก็ไม่ออก
ความระแวงสงสัยในใจก่อนหน้านี้พลันมลายหายไป…
ช่างเถิด บางทีท่านแม่อาจจะถูกใจความตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์
ยองนางก็เป็นได้
เขาใช้นิ้วชี้ไปที่ลู่เจินเจินเป้นเชิงคาดโทษ แล้วก๋าลับทิ้งท้าย
“ในจวนแห่งนี้ นอกจากคําพูดของข้าแล้ว คําพูดคนอื่น
‘ฟังแค่สามส่วน’ ก็พอ เข้าใจหรือไม่?”
ลู่เจินเจินมีหรือจะไม่เข้าใจ?
เจ้านาย… ท่านเป็นพวกหนุ่มเจ้าแผนการสินะ! ในหัวมีเล่ห์เหลี่ยมร้อย แปดพันเก้า ซ้ํายังมีปมด้อยเรื่องโรคเรื้อรังที่บอกใครไม่ได้ นิสัยก็เลยบิด เบี้ยวไปบ้าง วันๆ เอาแต่ระแวงว่า “มีพวกไพร่บังอาจคิดปองร้ายเจิ้น” [3] อยู่
ตลอดเวลา!
คนประเภทนี้ หากเป็นโลกยุคปัจจุบัน เขาเรียกเหมารวมกันว่าเป็น พวก โรคประสาท’ รู้ไหม?
การรับมือกับเจ้านายโรคประสาท มีหนทางเดียวคือ เออออห่อหมก
ไปตามน้ําเท่านั้น
นางพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับยกมือขวาขึ้นสาบาน “ท่านสี่วางใจเถิด
เจ้าค่ะ พวกเราสามีภรรยาเปรียบเสมือนตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกัน [4] ร่วมหัวจมท้ายกันแล้ว…. หากท่านได้ดี ข้าถึงจะสุขสบายไปด้วย เช่นนั้นข้า ย่อมต้องเป็นพวกเดียวกับท่านอยู่แล้ว
ในจวนโหวนี้…. ไม่สิ ในใต้หล้านี้ มีแต่ข้าที่ดีกับท่านที่สุด ข้าจะเชื่อฟัง แต่ค้าพูดของท่านเท่านั้น ส่วนผู้อื่นต่อให้เป็นท่านแม่ก็ตาม ข้าก็จะฟังหูไว้หู เชื่อเพียงสามส่วนเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ฟูจือ มุมปากกระตุกอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใล่ลู่เจินเจินแว่บหนึ่ง
สมกับที่เป็นสตรีจากตระกูลเล็ก วาจาเหลวไหลไร้สาระพรรค์นี้ไปสรร
หามาจากที่ใดกัน?
อะไรคือ ในใต้หล้านี้ มีแต่ข้าที่ดีกับท่านที่สุด’? ช่างทําตัวไม่สํารวม
เอาเสียเลย!
เขาพยายามย่มมุมปากที่กําลังจะยกยิ้มขึ้นอย่างสุดความสามารถ
แสร้งทําเสียงเย็นชา
เด็ดขาด”
“ระวังกิริยาของเจ้าด้วย วันหน้าห้ามไปพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ข้างนอก
ลู่เจินเจินอยากจะยื่นกระจกให้ฟูจิอส่องดูตัวเองนัก ลายหูแดงเถือก
ปานนั้น ยังจะมาแสร้งวางมาดขรึมตบตาผู้ใดได้อีก?
นี้?
นึกไม่ถึงเลยว่าว่า ฟู่จื่ออี้ที่เป็นโรคจิตขี้ระแวง จะแพ้ทางไม้อ่อนเช่น
นางถือโอกาสหยอดกลับไปทันควัน
“รับทราบเจ้าค่ะท่านสี่! วันหน้าคําพูดเช่นนี้ ข้าจะเก็บไว้พูดให้ท่านฟัง
แค่ผู้เดียวเจ้าค่ะ!”
คราวนี้ฟูจืออี๋หน้าแตงลามไปถึงลําคอเลยทีเดียว เขาปั้นหน้าเคร่ง
บริมก่อนจะลุกขึ้นยืนพรวดพราดทิ้งท้ายไว้ว่า
“หน้าไม่อาย!”
จากนั้นก็รีบสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้องข้างอย่างเสียอาการ พอ
ถึงหน้าประตูก็นึกขึ้นได้ หันมาสั่งว่า
“ข้าจะล้างหน้าบ้วนปาก”
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างนอกแม้จะได้ยินไม่ถนัดว่าเจ้านายคุยอะไรกันบ้าง
ใน แต่ก็พอจะดูออกว่าอารมณ์ของท่านสี่ดีขึ้นไม่น้อย พวกนางต่างพากันขยิบตาส่งให้กัน แล้วก้มหน้ายานรับรีบไปยกน้ํา
เย้ามาปรนนิบัติ
พอออกจากห้องมาได้ ต่างคนต่างสะกิดยักคิ้วหลิ่วตาให้กัน หัวเราะ
คิกคักแล้ววิ่งหนีไป
สําหรับสาวใช้ตัวเล็กๆ อย่างพวกนาง เจ้านายรักใคร่ปรองดองกัน ชีวิตพวกนางถึงจะสงบสุข!
หัวค่ํา
เนื่องจากวันรุ่งขึ้นต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม คืนนั้นจึงเข้านอนกันแต่
เนื่องจากวันรุ่งขึ้นมีภารกิจสําคัญต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม คืนนั้นไฟ
ในเรือนทิงเทาจึงดับลงอย่างรวดเร็ว ลู่เจินเจินเอนกายลงนอนบนเตียงนุ่ม ในใจจินตนาการว่า พรุ่งนี้เมื่อเจอคนสกุลลู่แล้วควรจะแสดงท่าทีอย่างไรดี ไม่นานนักนางก็ผล็อยหลับไป
แต่ไฟในเรือนอื่นๆ ของจวนโหว กลับยังสว่างไสว
ไม่ว่าจะในมุมมืดที่เงียบสงัด หรือบนเตียงนอนรวมในห้องของบ่าว
ไพร่ก็ดี ต่างจับกลุ่มนินทาสะใภ้สี่คนใหม่กันอย่างสนุกปาก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ไห่ถึงออกคําสั่งให้สาวใช้ตัวน้อยเร่งรุดไปที่โรงครัว เพื่อยกมื้อเช้ามาปรนนิบัติเจ้านาย
ทว่าสาวใช้ตัวน้อยหายไปนานสองนานก็ยังไม่โผล่หัวมา จวบจนเห็น นางเดินหิ้วปิ่นโตกลับมา ไห่ถังที่ระงับโทสะไม่อยู่ จึงสั่งให้บ่าวคนอื่นรีบรับ สํารับเข้าไปจัดเตรียมด้านในส่วนตนเองก็ปรี่เข้าไปบิดหูสาวใช้ตัวน้อย ลากไป
ที่มุมห้องแล้วดูเสียงเขียวด้วยความโมโห
“ใช้ให้ไปยกสํารับเช้า ประเดี๋ยวเดียวกลับหายไปตั้งนานสองนาน ป่าน
นี้แล้วเพิ่งจะโผล่หัวมา แอบไปเถลไถลที่ไหนมา?” “ไม่รู้หรือว่าวันนี้เป็นวันสําคัญที่สะใภ้สี่ต้องกลับเยี่ยมบ้านเดิม ยืนชัก
ช้าทําเจ้านายเสียฤกษ์เสียยามขึ้นมา พวกเจ้ายังคิดจะรักษาตําแหน่งงานใน
เรือนนี้อยู่หรือไม่!”
สาวใช้ตัวน้อยที่เดิมทีก็มีสีหน้าคับแค้นใจอยู่เต็มอก พอโดนดุซ้ําเข้า
เช่นนั้น ยอบตาก็พลันแดงก่ําสะอื้นฮัก ก่อนจะร้องไห้โฮออกมา
“พี่ไร่ถัง… พี่ไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าพวกคนในโรงครัวนั่นทําตัว เกินไป มากแค่ไหน…”
เชิงอรรถ
##, ## เป็นหลักปฏิบัติจาก คัมภีร์หลุนอวี่” ของ ยงจื๊อ ซึ่งเป็นรากฐานของมารยาทจีนโบราณ
รักบ้านเพื่อไปถึงนกบนหลังคา หมายถึง การรักใคร คนหนึ่งแล้วพลอยรักหรือเอ็นดูคนหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขาไป
ด้วย
3.^ZE### เป็นมีมตลกจากละครจีนที่ฮ่องเต้ชอบระแวงว่า ตนมีผู้คิดปองร้ายตลอดเวลา 4.^-_#### หมายถึงคนที่ลงเรือลําเดียวกันแล้วต้องพึ่ง พาและร่วมมือกัน