สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 12 เปิดฉากด้วยการด่าทอ
- Home
- All Mangas
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 12 เปิดฉากด้วยการด่าทอ
ลู่เจินเจินเอ่ยตอบอย่างฉะฉานสมเหตุสมผล
“ท่านย่าเป็นถึงผู้อาวุโสที่น่านับถือเพียงนี้ จะมาถือสาหาความกับ หลานสะใภ้ตัวเล็กๆ ได้อย่างไรเจ้าคะ? ในเมื่อท่านตั้งใจมอบให้ด้วยเมตตา ผู้ น้อยอย่างเราก็เพียงน้อมรับน้ําใจนั้นไว้ด้วยความสบายใจก็พอ ยังมีสิ่งใดน่า
กังวลกัน?”
นางกล่าวพลางส่งยิ้มหวานให้ฮูหยินผู้เฒ่า
“อีกอย่าง หลานสะใภ้ผู้นี้ก็นับว่าเป็น “คนงาม” ผู้หนึ่ง! ท่านย่ามอง หน้าย้าแล้ว จะตัดใจลงโทษย้าได้ลงคอเชียวหรือเจ้าคะ?”
วาจานี้ทําเอาไป๋ชื่อยิ่งเบิกบานใจ หัวเราะชอบใจไม่หยุด
หูซี่ และชุนซี้ ที่ยืนอยู่ข้างๆ เพิ่งจะตั้งสติได้ ต่างพากันนึกเสียดาย และเจ็บใจตนเองนัก พวกนางมัวแต่ตีตนไปก่อนไข้และประเมินสถานการณ์ พลาดไปถนัดใจ คนระดับฮูหยินผู้เฒ่ามีหรือจะมาใส่ใจกับความคิดเล็กคิด น้อยยองพวกนาง?
เมื่อครู่คือการเหน็บแกมสั่งสอนก็จริง แต่การตบท้ายด้วย พุทรา
หวาน [1] ปลอบใจเป็นกลเม็ดที่ฮูหยินผู้เฒ่าใช้เป็นประจําอยู่แล้ว
เพียงแต่หลายปีมานี้ ฮูหยินผู้เฒ่ามักวางตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ค่อย เข้ามาค่อยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือตําหนิผู้ใด วันนี้จู่ๆ ท่านลุกขึ้นมาจัดการกะทัน หัน เลยทําให้พวกนางทําตัวไม่ถูกจนเสียกิริยา
ในใจนึกเสียดายแทบตาย แต่จําต้องทนฝืนยิ้มต่อไป
หูชื่อรีบปั้นหน้ายิ้มแย้มเข้าไปเลือกปั่นกับชุนซื้อคนละสามชิ้นอย่าง
ว่องไว ส่วนสามชิ้นสุดท้ายที่เหลือก็สั่งให้คนนําไปมอบให้จ้าวชื่อที่เรือน
สะใภ้ทั้งสองมีหรือจะยอมปล่อยให้ลู่เจินเจินได้หน้ารับความดีความ ชอบไปเพียงฝ่ายเดียว พวกนางจึงพากันเข้าไปรุมล้อมประจบสอพลอ เพียง
ครู่เดียวก็กล่อมจนฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
คลื่นลมที่เพิ่งจะโหมกระหน่ําเมื่อครู่พลันสลายไปในพริบตา ส่วนในใจ
ของแต่ละคนจะคิดอ่านประการใดนั้น ก็สุดที่จะหยั่งรู้ได้
กว่าความวุ่นวายในการคารวะเช้านี้จะสิ้นสุดลง เวลาก็ล่วงเลยไปจน จวนจะถึงมื้อเที่ยง ฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มอ่อนเพลีย ทุกคนจึงได้ขอตัวลากลับออก
มา
พอก้าวพ้นธรณีประตูเรือนรุ่ยเซวียน สะใภ้ทั้งหกคนก็แบ่งออกเป็น
สามสาย ต่างคนต่างเดินตามแม่สามีของตนกลับเรือนยองตน
ณ เรือนใหญ่
ฮูหยินใหญ่จินซื่อข่มโทสะไว้อย่างสุดความสามารถตลอดทางระหว่าง
พาตัวหู อกลับเรือน
หลังจากตวัดมือไล่บ่าวไพร่ออกไปจนหมด นางก็เปิดฉากดุด่าหูชื่อ
เสียงดังลั่น
“เจ้าเป็นถึงหลานสะใภ้คนโต ความฉลาดเฉลียวที่มีอยู่เดิมหายไปไหน หมด? วันนี้ถึงได้กล้าทําเรื่องงามหน้า มีต่างจากคนเขลาต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า เยี่ยงนี้ กระทั่งสะใภ้สี่ที่เพิ่งตบแต่งเข้ามายิ่งสู้ไม่ได้ เจ้ามีศักดิ์เป็นถึงหลาน สะใภ้ใหญ่ของจวนโหว เป็น ว่าที่นายหญิงใหญ่” ในภายภาคหน้า ไฉนถึง ได้ ‘ใจคอคับแคบมองการณ์ใกล้” เพียงนี้? แค่ผ้าไม่กี่พับ เครื่องประดับไม่กี่ ชิ้น มันจะวิเศษวิโสมาจากไหน? จําเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยให้เสียเกียรติ ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“นี่เจ้าหน้ามืดตามัว จนแยกแยะหนักเบาไม่ถูกแล้วหรือไร? ของนอก กายพรรค์นั้นมีค่าสักกี่ตําลึงเชียว? เจ้าต้องจําใส่หัวไว้ว่า แม้ยามนี้นายท่าน จะรั้งตําแหน่งซื่อจื่อ ทว่าท่านโหวผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่บรรดาศักดิ์ ยังไม่ถูกสืบทอดอย่างเป็นทางการ ย่อมวางใจไม่ได้ทั้งสิ้น!”
“แล้วเจ้าดันมาก่อเรื่องสิ้นคิดยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้อีก! อีกฝ่าย
เป็นเพียงบุตรสาวอนุยุนนางกั้นห้า มีค่าอันใดให้เจ้าต้องลดตัวลงไปริษยา? ต่อให้เจ้าสี่ได้ความเมตตา ได้เงินก้นถุงไปบ้างแล้วอย่างไร? ฮูหยินผู้เฒ่ามิใช่ คนเลอะเลือน ท่านจะยกสมบัติให้เจ้าสี่จนหมดเชียวหรือ? ตามกฎตระกูล และธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ก็ต้องตกเป็นของพวกเราอยู่ดี เจ้า มีความจําเป็นอันใดต้องไปทําตัวขายขี้หน้า แย่งชิงเศษของเล็กๆ น้อยๆ พวก
นั้นด้วย?”
อายใจ
คําติเตียนชุดใหญ่นี้ เล่นเอาหูชื่อหน้าแดงก่ํา ร้อนผ่าวด้วยความละ
นางรีบคุกเข่าลงทันที “ท่านแม่กล่าวสั่งสอนได้ถูกต้องเจ้าค่ะ วันนี้ลูก สะใภ้ไม่ระมัดระวังเอง ใจร้อนวู่วามจนเสียกิริยา! ลูกขอสาบานต่อไปจะไม่ทํา ผิดเช่นนี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
จิน อถอนหายใจยาว ก่อนจะประคองหูชื่อให้ลุกขึ้นพลางเอ่ยด้วยนํ้า
เสียงที่อ่อนลง
“ปกติเจ้าเป็นเด็กฉลาดหัวไว คิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว! ส่วนสะใภ้สี่ผู้นั้น เจ้าคอยดูไปเถิด ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นนางเป็นเพียง ‘ของเล่นชิ้นใหม่’ จึงได้ เห่อชื่นชมนัก ส่วนอาสะใภ้สามของเจ้าก็ใจดีจนหัวอ่อน สั่งสอนลูกสะใภ้ไม่ เป็นหรอก! สตรีที่มาจากตระกูลเล็กต่ําต้อย เพิ่งเคยมีวาสนาเหยียบย่างสู่ ความมั่งคั่งยองจวนโหว วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรค่อยๆ เรา ชมดูกันไป
เถิด…”
หูชื่อเข้าใจความนัยของแม่สามีทันที นางรีบพยักหน้ารัวๆ
“ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ลูกรับปากว่าต่อไปจะเป็นพี่สะใภ้ ที่แสนดี คอยโอนอ่อนผ่อนตามน้องสะใภ้สี่ทุกอย่าง… ให้นางได้ ไร้เดียงสา และใสซื่อ’ เช่นนี้ตลอดไปเจ้าค่ะ”
จินซื่อถึงค่อยเผยรอยยิ้มพึงใจออกมา “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว วันหน้าจวน โหวแห่งนี้สุดท้ายก็ต้องตกเป็นของพวกเรา ถึงเวลานั้นจับพวกเขาแยกเรือน ออกไป พวกเขาก็กลายเป็นแค่ “สายรอง” เท่านั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของพวก สายรองเป็นอย่างไร เจ้าก็เคยเห็นมาแล้ว… วันข้างหน้า พวกนางทั้งหมดล้วน
ต้องมาคอยพินอบพิเทาเอาอกเอาใจเจ้าเอง”
ทางด้านสะใภ้รองชุนชื่อ เดินตามฉินชื่อมาได้เพียงครึ่งทางก็ขอตัว
ลากลับทันที โดยอ้างว่าบุตรชายตื่นเช้าเกินไปนางวางใจไม่ลง ต้องกลับไปดู
สักหน่อย
ท้าย
ฉินชื่อมิได้เอ่ยรั้งไว้ เพียงโบกมืออนุญาต แต่ก่อนไปก็ไม่วายกําชับทิ้ง
“เจ้าก็อยู่ให้ห่างจากคนบ้านสี่เสียหน่อยเถิด พวกกระจอก’ พรรค์นั้น
เราอย่าไปข้องแวะให้มากความ เสียเวลาเปล่า”
ชุนชื่อแค่นหัวเราะหยัน “คนชาติตระกูลต่ําต้อยปานนั้น หากมิใช่ เพราะวาสนาดีได้ตบแต่งเข้าจวนเรา ชาตินี้ทั้งชาตินางคงไม่มีโอกาสได้เห็น
หน้าพวกเราด้วยซ้ํา ข้าจะไปใส่ใจนางทําไมกันเจ้าคะ?”
ฉิน อรู้ดีว่าลูกสะใภ้คนนี้ถือตัวและเย่อหยิ่งเป็นที่สุด ในเมื่อนางเอ่ย ปากเช่นนี้ ต่อไปคงหลีกเลี่ยงลู่เจินเจินเป็นแน่ นางจึงเบาใจลง
ทางด้านลู่เจินเจิน ก็ได้เดินมาถึงเรือนของหลานชื่อ
เป็นเรือนขนาดย่อมลึกสามชั้น (2) แม้จะมิได้ใหญ่โตโอ่อ่า ทว่ากลับ
เงียบสงบและเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
เรือนหน้าเป็นที่พํานักของนายท่านสาม “ฟูเฮ้ออื่น” เรือนชั้นที่สอง ตรงกลางคือเรือนหลัก เป็นที่พักผ่อนและรับรองแยกยองหลานชื่อ ส่วน
เรือนชั้นที่สามด้านในสุด… ย่อมเป็นพํานักของเหล่า “อนุภรรยา” หลานชื่อจูง มือลู่เจินเจินเดินเข้ามาตลอดทาง จนกระทั่งถึงห้องโถงเรือนกลางจึงค่อย
คลายมือออก
สาวใช้ยกอ่างทองเหลืองสําหรับล้างมือเข้ามาปรนนิบัติทั้งสองล้างมือ
จนเรียบร้อย ทั้งสองจึงทรุดตัวลงนั่ง หลานชื่อมีท่าทีเป็นกันเองอย่างมาก
“เจ้าลี่ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้า มื้อเที่ยงนี้มีเพียงเราสองแม่ลูก มิสู้ เจ้ากินข้าวที่เรือนแม่เสียเลยดีไหม? จะได้ไม่ต้องกลับไปวุ่นวายจัดเตรียม อาหารที่เรือนเจ้าให้เหนื่อยเปล่า”
ลู่เจินเจินย่อมน้อมรับค่าชวนอย่างว่าง่ายอยู่แล้ว
หลานชื่อสั่งความสาวใช้ประโยคเดียว สาวใช้ตัวน้อยก็รีบวิ่งไปถ่าย
ทอดคําสั่งที่ห้องครัวทันที จากนั้นสาวใช้อีกชุดก็นําน้ําชาและของว่างยกเข้า
แม่สามีลูกสะใภ้นั่งตรงข้ามกัน หลานซื่อเอาแต่คะยั้นคะยอให้
ลู่เจินเจินดื่มชากินขนมด้วยแววตาเปี่ยมความเมตตา โดยไม่เอ่ยถึงเรื่องอื่น
เลยแม้แต่ครึ่งคํา
ลู่เจินเจินนั้นถึงอย่างไรก็มีความอดทนไม่เท่าแม่สามีที่สุขุมนิ่งกว่า
พอกินขนมไปได้สองชิ้น จึงเป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นก่อน
“ท่านแม่ไม่มีเรื่องจะสั่งสอนหรือกําชับข้าบ้างหรือเจ้าคะ วันนี้ที่ข้า
แสดงออกต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า ไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือไม่? ข้าไม่ได้สร้างความ เดือดร้อนให้ท่านแม่ใช่ไหมเจ้าคะ?”
หลานชื่อ แม่สามีคนนี้ คือเจ้านายโดยตรงในการใช้ชีวิตในเรือนหลัง ของนางวันหน้า เวลาที่ต้องอยู่ร่วมกัน เผลอๆ จะมากกว่าอยู่กับฟูจืออี้เสีย
อีก
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันหน้าการเปิดอกคุยกันให้กระจ่างแจ้งย่อม
เป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
หลานชื่อหัวเราะออกมาเบาๆ ตบหลังมือลู่เจินเจินอย่างเอ็นดู
“ท่านย่าอายุมากแล้ว สิ่งที่ท่านพึงใจที่สุดก็คือเด็กที่ร่าเริงสดใส ไร้ เดียงสา แต่รู้จักกาลเทศะ ปากหวานและช่างเจรจา ขอเพียงเจ้าไม่ทําความ
ผิดร้ายแรงท่านย่าย่อมเป็นผู้ อาวุโสที่ใจกว้างไม่น้อย” ลู่เจินเจินเข้าใจทันที… วันหน้ายังคงทําตัวเป็น ‘เด็กเส้น’ เช่นวันนี้ได้ ขอเพียงประจบเอาใจฮูหยินผู้เฒ่าให้ถูกจุด คนอื่นก็หาได้ต้องไปใส่ใจไม่ นางหยุดคิดครู่หนึ่ง ก็เริ่มกังวลขึ้นมาอีกเรื่อง
“เมื่อครู่ท่านแม่ออกหน้าปกป้องย้า จนต้องขัดคอท่านป้าสะใภ้ใหญ่ เช่นนี้จะไม่ไปล่วงเกินท่านป้าสะใภ้ใหญ่หรือเจ้าคะ?”
แม้ลู่เจินเจินจะไม่ได้วิตกมากนัก เพราะตามเนื้อเรื่องในนิยาย จินซื่อ จะได้เป็นแค่ “ฮูหยินชื่อจื่อ” ไปจนวันตาย ไม่เคยได้ขึ้นเป็นฮูหยินท่านโหวเต็ม ตัว ทั้งเบื้องบนยังมีท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าคอยหนุนหลังอยู่ ดู เหมือนฮูหยินผู้เฒ่าจะค่อนข้างลําเอียงรักบ้านสามอยู่ไม่น้อย น่าจะไม่มี
ปัญหาใหญ่กระมัง
หลานชื่ออมยิ้มน้อยๆ เลื่อนจานขนมไปตรงหน้าลู่เจินเจินอีก เป็น
การเชื้อเชิญให้ทานต่อ แล้วเอ่ยว่า
“ในจวนโหวของเรา ท่านโหวผู้เฒ่าชอบเห็นภาพพี่น้องรักใคร่ สามี ภรรยาและลูกหลานกตัญญูปรองดองกัน แต่ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าย่อมรู้แจ้ง แก่ใจดีว่า วันหน้าบรรดาศักดิ์นี้จะต้องตกเป็นของบ้านใหญ่ ส่วนบ้านรอง และบ้านสามต่างก็เป็นลูกในไส้ของท่านเหมือนกัน นับว่าเป็นการ เสีย
เปรียบ’ อยู่หลายส่วน “ด้วยเหตุนั้น ท่านย่าจึงคอยหาทางชดเชยให้บ้านรองกับบ้านสาม ผ่านทางอื่นอยู่เสมอ ด้วยหวังใจว่าจะช่วย “ประคองน้ําในชามให้เท่ากัน
[3] มิต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องน้อยเนื้อต่ําใจจนเกินไปนัก “ดังนั้นท่านย่าถึงให้ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้า ‘วางมือ” ไปพักผ่อนแต่
เนิ่นๆ แล้วมอบอํานาจการดูแลบ้านให้พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าขึ้นทําแทนอย่างไร
เล่า”
เชิงอรรถ
มาจากสํานวน “J-B#
## (ตบหน้าฉาดหนึ่งแล้วยื่น
พุทราเชื่อมให้กิน) ตรงกับสํานวนไทยว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง” 2.^= ### เรือนขนาดเล็กที่มีความลึกสามชั้นหมายถึงเรือน ที่มีประตูทางเข้า 3 ชั้น ลึกเข้าไปเรื่อยๆ (เรือนหน้า เรือนกลาง เรือนใน) 3.^-bp7Kim หมายถึงการให้ความยุติธรรม ปฎิบัติกับทุกคน อย่างเท่าเทียม ไม่ลําเอียง