ทะลุมิติครานี้ ข้าขอเป็นเศรษฐีนีแห่งท้องนา - บทที่ 232 นี่คือหมูของเจ้าหรือ?
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติครานี้ ข้าขอเป็นเศรษฐีนีแห่งท้องนา
- บทที่ 232 นี่คือหมูของเจ้าหรือ?
บทที่ 232
นี่คือหมูของเจ้าหรือ?
ทว่าอวี่เหวินชูแตกต่างออกไป ปู่ของเขาเป็นเพียงอ๋องปลายแถว นอกจากนี้ยังมีธุรกิจทั้งในอาณาจักรและต่างแดน แทบไม่มีผู้ใดบนโลกนี้สามารถบังคับเขาได้
อวี่เหวินชูมองเซียวหลีที่เดินอยู่ข้างหน้าขณะครุ่นคิดในใจว่าหากเซียวหลีเต็มใจแต่งงานกับตน สักวันหนึ่งเขาจะพานางและลูกชายของนางเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพื่อให้ทั้งสองได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสและสัมผัสความเจริญรุ่งเรืองของต่างแดน
“อาหลี…”
อวี่เหวินชูกล่าวเสียงแผ่ว หญิงสาวที่เดินอยู่ข้างหน้าหันกลับมามองเขาทันที สายลมพัดเอื่อยปะทะใบหน้านาง ดวงตากลมโต ผิวขาวละเอียด ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวเรียงตัวสวยงาม เหตุใดสาวชาวบ้านผู้นี้ถึงงดงามเพียงนี้?
เซียวหลีหันมองอวี่เหวินชูด้วยความสงสัย หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่อวี่เหวินชูจึงเอ่ยว่า “เพียงชม้ายอายสรวลแสนยวนยล สาววิมลหกวังในไร้สิรี*!”
*เพียงชม้ายอายสรวลแสนยวนยล สาววิมลหกวังในไร้สิรี คือวรรคตอนหนึ่งในลำนำโศกนิรันดร์ (長恨歌) ประพันธ์โดย ไป๋จวีอี้ (白居易)
เซียวหลีกลอกตา ขณะที่หงซ่านรีบสาวเท้าเข้าไปขวางทางอวี่เหวินชูอย่างรวดเร็ว ทว่าน่าเสียดายที่นางเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย การเข้าไปขวางทางของนางจึงไม่ส่งผลต่ออีกฝ่าย
“ข้าอวี่เหวินชูปรารถนาจะท่องโลกไปกับหญิงงาม เจ้าชอบชีวิตแบบนี้หรือไม่?”
เซียวหลีคิดชั่วครู่ “ชอบสิ”
“แต่ความฝันของข้าคืออยากให้ทุกคนได้กินอิ่มท้องและนอนหลับอย่างเต็มตา”
เซียวหลียังคงยืนกรานในอุดมคติของตนเอง บางทีอาจเป็นเพราะนางเคยเป็นแพทย์มาก่อน จึงสามารถมองเห็นความทุกข์ทรมานของผู้อื่น
ไม่นานเซียวหลีและคนอื่น ๆ ก็เดินทางมาถึงพื้นที่รกร้างที่เซียวจ้านและทาสที่เพิ่งซื้อตัวมากำลังก่อสร้างบางอย่างอยู่
“เจ้ากำลังสร้างอะไรหรือ?”
เซียวหลีตอบ “ข้าจะสร้างบ้าน”
“คนรับใช้ในตระกูลเจ้าอาศัยอยู่ที่ใดรึ?”
อวี่เหวินชูสับสนกับคำพูดของอีกฝ่าย
“แม้แต่ฆราวาสและฤๅษียังต้องมีที่พักพิง”
ทันใดนั้นอวี่เหวินชูก็เข้าใจความหมายของนางทันที
“นายหญิงมาทำอะไรที่นี่รึ?”
เมื่อทาสคนหนึ่งเห็นนายหญิงเดินเข้ามา เขาจึงสะกิดถามเซียวจ้าน จากนั้นเซียวจ้านจึงเดินฝ่าฝูงชนออกมาต้อนรับนายหญิงทันที
“นายหญิง มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่ขอรับ?”
เซียวจ้านเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก เขาไม่ได้ชี้นิ้วสั่งเฉกเช่นหัวหน้าคนอื่น แต่กลับลงมือทำไปพร้อมกับลูกน้อง
สำหรับเซียวหลีแล้ว การได้พบเจอเซียวจ้านนับเป็นพรจากสวรรค์
“เสร็จภายในสิบวันหรือไม่?”
เซียวจ้านโบกมือ “แม้โครงสร้างบ้านจะเรียบง่าย แต่สามารถต้านลมและความหนาวเย็นได้ดี ฉะนั้นระยะเวลาสิบวันจึงไม่เป็นปัญหาขอรับ”
“อืม เช่นนั้นเจ้าไปทำงานต่อเถิด เอาไว้ข้าจะมาตรวจตราทีหลัง…”
เซียวจ้านตอบรับ จากนั้นหันหลังกลับแล้วเดินกลับเข้าไปในฝูงชนก่อนตะโกนสั่งการ
สองวันที่ผ่านมา เขาต้องกำกับดูแลการสร้างโรงงานแห่งใหม่บนที่ดินรกร้าง ทั้งยังต้องพัฒนาพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูก ดังนั้นเซียวจ้านจึงไม่มีเวลาว่างมากนัก
หลังจากเห็นเช่นนั้น อวี่เหวินชูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตะลึงงัน เขาไม่คาดคิดว่าหญิงสาวตัวเล็ก ๆ จะสามารถบริหารธุรกิจให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น
หากชาวบ้านธรรมดาสามารถร่ำรวยได้ในชั่วข้ามคืน เช่นนั้นจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าตนเองต้องการทำสิ่งใด?
และจะมีสักกี่คนที่ใช้จ่ายโดยไม่วางแผนใด ๆ!
เขาประเมินเซียวหลีต่ำเกินไปจริง ๆ
แม้ภายนอกโรงงานกระดาษจะดูเหมือนโรงงานทั่วไป ทว่าการบริหารโรงงานแห่งนั้นกลับแตกต่างจากที่เขาเคยพบเห็นอย่างสิ้นเชิง
ถึงกระนั้นเขาไม่กล้าเอ่ยถามอีกฝ่าย หากถามออกไปนางต้องคิดว่าเขาโง่เขลาเป็นแน่!
จากนั้นเซียวหลีพาอวี่เหวินชูไปยังสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในหมู่บ้าน ซึ่งที่แห่งนั้นคือเรือนหลังเก่าของตระกูลเซียวนั่นเอง
“เจ้ายังไม่ชินกับมันอีกหรือ ที่นี่มีกลิ่นอายชนบทอย่างแท้จริงเชียวนะ?”
เซียวหลีเห็นอวี่เหวินชูใช้พัดปิดจมูกจึงกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่า “ที่นี่ยังคงมีกลิ่นอายของชนบท หากไม่มีสถานที่เช่นนี้ ที่แห่งนั้นจะเรียกว่าชนบทได้อย่างไร?”
อวี่เหวินชูโบกพัดโดยไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่พยักหน้าและส่ายศีรษะเท่านั้น
“หลีจงทำความเคารพนายหญิง ทำความเคารพคุณชายขอรับ”
หลีจงทักทายคนทั้งสองด้วยความเคารพ แม้ไม่รู้จัก อวี่เหวินชู แต่เมื่อการแต่งกายของอีกฝ่าย เขาก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้าเป็นเศรษฐีหรือยาจก นอกจากนี้ชายหนุ่มยังมาที่นี่พร้อมเซียวหลี ฉะนั้นเขาต้องเป็นแขกผู้มีเกียรติอย่างแน่นอน
เหล่าคนรับใช้ที่กำลังสร้างคอกหมูต่างหยุดมือแล้วทำความเคารพทั้งสองคน
“พวกเขาล้วนเคยเรียนศิลปะการป้องกันตัวจึงมีความแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป คอกหมูจะถูกสร้างแล้วเสร็จภายในสองสามวัน หลังจากนั้นเราจะสร้างเล้าเป็ดและไก่ต่อทันทีขอรับ”
เซียวหลีพยักหน้า “อืม หัวหน้าเซียวกำชับเจ้าแล้วใช่หรือไม่ หากให้อาหารหมูเพียงพอ ไม่นานเราก็สามารถกินเนื้อมันได้แล้ว”
เนื้อหมูมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะซื้อได้ ยิ่งไปกว่านั้นหมูที่เลี้ยงไว้ยังผอมแห้ง ดูเหมือนว่าผู้คนยุคโบราณไม่มีความรู้ในการเลี้ยงหมูสักเท่าไหร่
เมื่อหลีจงได้ยินอย่างนั้น เขาจึงชื่นชมเซียวหลีมากกว่าเดิม
แม้จะเลี้ยงหมูไว้ขาย แต่ในทุก ๆ วันเหล่าคนรับใช้ตระกูลเซียวมักจะได้รับประทานอาหารที่มีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบอย่างน้อยหนึ่งจาน ดังนั้นหลีจงจึงนับถือตระกูลเซียวว่าเป็นนายจ้างที่มีเมตตาที่สุด เพราะจะมีเจ้านายสักกี่คนที่ปฏิบัติกับทาสอย่างเท่าเทียมเช่นนี้
สาเหตุที่ประชากรในชนบทไม่นิยมเลี้ยงหมูเป็นเพราะพวกเขากลัวโรคติดต่อจากเนื้อหมู และประการที่สองคือไม่มีเงินมากพอที่ซื้อลูกหมู
ทว่าเซียวหลีไม่กังวลสองสิ่งนี้แม้แต่น้อย เนื่องจากนางเคยเรียนแพทย์ จึงรู้แนวทางป้องกันอหิวาต์ในหมูอย่างดี
นางไม่เพียงมีความสามารถในการเลี้ยงหมูเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้ในการเลี้ยงไก่และเป็ดอีกด้วย
ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่านางจะเชี่ยวชาญในการทำ ปศุสัตว์
หญิงสาวผู้นี้เก่งกาจเกินไปแล้ว มีอะไรบ้างเล่าที่นางทำไม่ได้?
ชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนต่างมีฐานะยากจน ก่อนหน้านี้เซียวหลีมักจัดหายารักษาโรคและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่พวกเขา
ดังนั้นหากต้องการให้เหล่าชาวบ้านมีฐานะที่มั่นคง นางจึงต้องคิดหาแนวทางพัฒนาการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเกิดและประชาชนมากที่สุด
อวี่เหวินชูกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว และพบว่าที่ดินบริเวณนั้นเป็นของเซียวหลีทั้งหมด หญิงสาวผู้นี้ช่างเก่งกาจและกล้าหาญอย่างยิ่ง!
เขาไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อยที่หรงสวินตกหลุมรัก เซียวหลี หญิงสาวชาวบ้านจะเทียบกับนางได้อย่างไร?
อวี่เหวินชูลอบคิดในใจว่าหากธุรกิจของเซียวหลีเติบโตมากกว่านี้ นางคงเป็นคู่แข่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งไม่น้อย
ขณะนี้เซียวหลีชวนอวี่เหวินชูไปชมลูกหมูตัวอ้วนในคอก ทว่าชายหนุ่มมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เนื่องจากเขาไม่เคยไปสถานที่ที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็นเช่นนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นสายตาดูหมิ่นของเซียวหลี อวี่เหวินชูจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลทันที เขาจะไม่ยอมเป็นคนขลาดเขลาในสายตาหญิงสาวผู้เป็นที่รักเด็ดขาด!
“หมูของเจ้า…”
อวี่เหวินชูมองหมูตัวอ้วนที่มีขนมันปลาบด้วยสายตาไม่เชื่อ
“นี่… นี่คือหมูที่เจ้าเลี้ยงไว้หรือ?”
หากเป็นยุคปัจจุบันคงมียอดขายหมูไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากผู้คนในยุคนั้นไม่นิยมรับประทานเนื้อหมู แต่ยังมีส่วนน้อยที่ชอบรับประทานหมูสามชั้น และนอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่ซื้อแต่ส่วนไขมันหมูแล้วนำไปแปรรูปเป็นน้ำมัน
แต่ยุคโบราณแตกต่างออกไป เหล่าเศรษฐีมักซื้อเนื้อสัตว์ไปประกอบอาหารปีละสองสามครั้ง ส่วนชาวบ้านยากจนกลับไม่มีเงินซื้อเนื้อหมูแม้จะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนก็ตาม
ฉะนั้นการเลี้ยงหมูให้อ้วนท้วนและอยู่ในวัยที่เหมาะสมจึงจะได้เนื้อหมูที่อร่อยที่สุด
“หมูตัวนี้หนักกว่าสองร้อยจินใช่หรือไม่?”
อวี่เหวินชูไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
เซียวหลีพยักหน้า “ใกล้เคียงน่ะ เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน หมูตัวนี้จะมีน้ำหนักสี่ร้อยจินพอดี”
เซียวหลีสันนิษฐานว่าหมูในยุคโบราณแตกต่างจากหมูในยุคปัจจุบัน อาจเป็นเพราะประชากรในยุคปัจจุบันไม่นิยมบริโภคเนื้อหมู อย่างไรก็ตามภายในความทรงจำอันเลือนรางของเซียวหลีตัวจริง มีชาวบ้านเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเลี้ยงลูกหมูให้มีน้ำหนักมากกว่าสองร้อยห้าสิบจินก่อนนำไปเชือด
เดิมทีเซียวหลีคิดว่าหากเลี้ยงลูกหมูให้มีน้ำหนักประมาณหกสิบจินถึงหนึ่งร้อยห้าสิบจินคงเพียงพอแล้ว ทว่าลูกหมูตัวนั้นกลับเจริญอาหารและเติบโตอย่างรวดเร็ว นางจึงคาดการณ์ว่าเมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน ลูกหมูตัวนี้คงจะมีน้ำหนักสี่ร้อยจินพอดิบพอดี
เซียวหลีเลี้ยงหมูเหล่านี้ด้วยข้าวโพดสี่มื้อต่อวัน ซึ่งพวกมันล้วนกินอาหารอย่างตะกละตะกลามทุกตัว ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจว่าเหตุใดพวกมันถึงอ้วนท้วนสมบูรณ์เช่นนี้
ขณะนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านสี่ถึงห้าครัวเรือนต่างทำข้อตกลงและเริ่มจัดหาหญ้าที่ใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมูร่วมกัน หากทุกคนร่วมมือกันเช่นนี้ต่อไป สิ่งที่เซียวหลีวาดฝันไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน
ครานี้เซียวหลีซื้อหญิงสาวจากพ่อค้าทาสกว่าสิบชีวิต นอกจากมอบหมายให้พวกนางทำงานในครัวแล้ว นางยังมอบหมายให้หญิงสาวเหล่านั้นเสาะหาหญ้ามาให้หมูอีกด้วย
สุดท้ายแล้วทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต่างยุ่งวุ่นวายกับการเลี้ยงสัตว์ แม้พวกเขาจะตกลงซื้อขายหญ้าที่ใช้เป็นอาหารหมูเป็นเงินเพียงหนึ่งเหวิน และใช้ปุ๋ยคอกในการเพาะปลูก ทว่าเซียวหลีกลับไม่สบายใจ เพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังเอาเปรียบผู้อื่นอยู่!