ทะลุมิติครานี้ ข้าขอเป็นเศรษฐีนีแห่งท้องนา - บทที่ 233
บทที่ 233
เจ้าต้องทำสำเร็จ
“สี่… สี่ร้อยจิน? สวรรค์!”
อวี่เหวินชูมองเซียวหลีด้วยสายตาไม่เชื่อ แม้แต่ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมูยังสามารถเลี้ยงหมูให้มีน้ำหนักได้เพียงสองร้อยจิน ซึ่งยังนับว่าน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
หากจำไม่ผิด เซียวหลีซื้อลูกหมูเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว หลังจากเลี้ยงต่อไปเพียงไม่กี่เดือนลูกหมูเหล่านั้นก็อ้วนพีและมีน้ำหนักประมาณสองร้อยจินทุกตัว
นอกจากนี้กระดูกหมูมีขนาดใหญ่และหนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหมูตัวนั้นอ้วนท้วนสมบูรณ์ และนั่นยังหมายความว่าหมูของเซียวหลีสามารถมีน้ำหนักมากที่สุดถึงสี่ร้อยจิน
หากพูดถึงเนื้อหมูที่อร่อยที่สุดแล้วละก็…
ภัตตาคารแห่งใดในเมืองนี้สามารถเทียบชั้นกับภัตตาคารเขาได้บ้างเล่า?
เซียวหลีรู้สึกมีความสุขเล็กน้อยเมื่อเห็นอวี่เหวินชูมองหมูในคอกด้วยความตกตะลึง นางพาเขามาที่นี่เพราะต้องการทำให้อีกฝ่ายประหลาดใจ
นอกจากภัตตาคารของอวี่เหวินชู เซียวหลียังขายเนื้อหมูชั้นดีให้แก่ภัตตาคารแห่งอื่นอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ภัตตาคารเหล่านั้นมักสั่งซื้อเนื้อหมูเป็นประจำ ดังนั้นนางจึงไม่มีทางขาดทุนแม้แต่อีแปะเดียว
“เจ้า… เจ้าจะขายให้ข้ากี่ตัวรึ?”
เพียงมองแค่แวบเดียว อวี่เหวินชูก็รู้ว่าเซียวหลีภาคภูมิใจกับผลงานตรงหน้าอย่างมาก แม้นางไม่ได้พูดออกมา แต่เขาก็สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนจากท่าทีของนาง
“หมูคอกนี้มีทั้งหมดยี่สิบตัว เจ้าซื้อไปสักหนึ่งหรือสองตัวก็แล้วกัน”
“เหตุใดถึงขายแค่นี้เล่า?”
เซียวหลี่คลี่ยิ้มน้อย ๆ “หมูที่เจ้าเห็นกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ในวันหน้าหมูในคอกนี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากหนึ่งตัวเป็นสองตัว และเมื่อถึงตอนนั้น เจ้าจะเป็นคนแรกที่ข้านึกถึงแน่นอน”
อวี่เหวินชูพับพัดในมือ “ดียิ่งนัก เซียวหลี!”
“คือว่า…”
อวี่เหวินชูมองเซียวหลีด้วยความสงสัย “เจ้าคงไม่เลี้ยงหมูมากมายเพียงนี้เพื่อเหล่าคนงานกระมัง?”
“อวี่เหวิน เราสองคนทำธุรกิจร่วมกันมานาน เจ้าคิดว่าข้าจะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นหรือ?”
เซียวหลีถามกลับ
“ไม่แน่นอน!”
ถึงกระนั้นอวี่เหวินชูยังคงไม่เชื่อเซียวหลี ในภายภาคหน้านางคงไม่เปิดร้านขายเนื้อหมูสดเป็นของตัวเองกระมัง?
“ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้”
อวี่เหวินชูกลอกตาพลางครุ่นคิดในใจว่าตนควรเปิดร้านขายเนื้อหมูหรือซื้อมาจากพ่อค้าคนกลางต่อไป
“หากเจ้าต้องการทำการค้ากับใครสักคน คนผู้นั้นต้องเป็นข้า มิฉะนั้นข้าจะดื่มสุราองุ่นของเจ้าทุกวันจนกว่าจะล้มละลาย”
”เจ้าแช่งข้าให้ล้มละลายรึ อย่ากังวลไปเลย ข้ายังต้องให้เจ้าช่วยเหลืออีกมากมาย แต่ตอนนี้เจ้าขายหมูให้ข้ามากกว่านี้ได้หรือไม่?”
อวี่เหวินชูพยักหน้าพร้อมบีบพัดในมืออย่างไม่รู้ตัว วันนี้เขารู้แล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าฉลาดและมีความสามารถเทียบเท่าบุรุษเลยทีเดียว
เขาเดินตามเซียวหลีไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในหมู่บ้านทั้งวัน อวี่เหวินชูตระหนักได้ว่าเวลาหนึ่งวันช่างผันผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเหล่าคนรับใช้เข้าแถวรอรับอาหาร
ด้วยความหลงใหลในอาหาร อวี่เหวินชูจึงก่อตั้งภัตตาคารฉู่ฉู่หลิวเซียงขึ้น ดังนั้นเขาจึงจ้างพ่อครัวฝีมือดีที่ตนเคยพบเจอทุกคนด้วยค่าตอบแทนจำนวนมาก
หากไม่ใช่เพราะความหลงใหลในอาหาร ทุกวันนี้เขาคงต้องกลายเป็นคุณชายเสเพลที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเป็นแน่
เมื่อเทียบกับเซียวหลี อวี่เหวินชูรู้สึกละอายใจยิ่งนัก!
หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียงวงศ์ตระกูล หากไม่ใช่เพราะสมบัติทั้งหลาย…
เซียวหลีอธิบายเรื่องสำคัญบางอย่างให้หลีจงฟังอย่างรวดเร็ว จากนั้นเดินทางกลับเรือนตระกูลเซียวพร้อมกับอวี่เหวินชู
หลังจากมื้ออาหารเย็น อวี่เหวินชูจำใจต้องเอ่ยคำลากับเซียวหลี
“เจ้าค่อย ๆ ไตร่ตรองดูเถิด”
อวี่เหวินชูหยุดเดินก่อนหันหลังกลับไปมองหญิงสาว “ไม่ว่านานเท่าไหร่ ข้าก็จะรอ”
เซียวหลีมองอีกฝ่ายด้วยสายตางุนงง
อวี่เหวินชูคลี่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นช่างแสนอบอุ่นและงดงามราวกับอาทิตย์อัสดง
“รอฟังข่าวดีจากข้าได้เลย!”
เซียวหลีส่งเสียง “อืม” ก่อนกล่าวต่อ “เจ้าทำสำเร็จอยู่แล้วล่ะ!”
อวี่เหวินชูก้าวเดินต่อไป จากนั้นกระโดดขึ้นควบม้า “ช้าก่อน!”
สิ้นเสียง อวี่เหวินชูหันไปกล่าวกับเซียวเป่าเอ๋อ “เจ้าซาลาเปาไส้เนื้อน้อย รอข้าด้วยล่ะ”
เซียวเป่าเอ๋อหัวเราะคิกคัก “ขอรับอาอวี่เหวิน!”
แม้จะรู้ว่าอวี่เหวินชูหมายความว่าอย่างไร แต่เด็กน้อยรู้ดีว่ามารดาของตนและหรงสวินมีชีวิตเป็นของตนเอง ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธอวี่เหวินชูผู้ที่นำรายได้มาสู่ครอบครัวตนได้ลงคอ
อย่างน้อยเขาก็เป็นกัลยาณมิตรที่ดีของมารดา!
ใครไม่อยากร่ำรวยบ้าง?
อาชาพ่วงพีวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานแผ่นหลังของอวี่เหวินชูก็ลับตาไป
“ท่านแม่ ท่านอาอวี่เหวินหลงรักท่านหัวปักหัวปำเชียวล่ะ”
เซียวเป่าเอ๋อหันมองเซียวหลี “ท่านรู้หรือไม่?”
เซียวหลีใช้นิ้วจิ้มศีรษะเล็ก ๆ ของเซียวเป่าเอ๋ออย่างอ่อนโยน “หากอาหรงรู้ว่าเจ้าตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเขา เจ้าไม่กลัวเขาจะลงโทษหรือ?”
เซียวเป่าเอ๋อตกตะลึง “ลงโทษข้ารึ?”
ลงโทษ? เช่นนั้นเขาไม่เห็นด้วยแน่นอน
“ท่านแม่ หากท่านอาหรงลงโทษข้า ท่านจะช่วยข้าหรือไม่?”
เซียวหลีกลั้นหัวเราะ “แม่ขอคิดดูก่อน!”
“อะไรกัน? ท่านแม่ หากมีคนมาทำร้ายแก้วตาดวงใจของท่าน ท่านยังต้องคิดอยู่อีกหรือ?”
เซียวเป่าเอ๋อจ้องมองเซียวหลีด้วยอย่างอึ้งงันราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ เขาต้องการบิดาผู้ใจดี มิใช่พ่อเลี้ยงใจร้าย
หากต้องถูกบิดาคนใหม่ทุบตี เขายอมกำพร้าพ่อดังเดิมดีกว่า
ท่าทีของเซียวหลีทำให้เซียวเป่าเอ๋อกังวลอย่างมาก “ท่านแม่ ท่านเป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลกเลยขอรับ!”
ด้วยเสียงเล็กแหลม เซียวเป่าเอ๋อกระตุกชายเสื้อของเซียวหลีพร้อมแสดงท่าทีน่าสงสาร “ท่านจะไม่แต่งงานกับคนที่ทำร้ายลูกชายของท่านใช่หรือไม่”
เซียวหลีมองดวงตาแดงก่ำของเซียวเป่าเอ๋อ นางพลันรู้สึกเสียใจจึงโผเข้ากอดลูกน้อยอย่างรวดเร็ว “ใช่แล้ว เป่าเอ๋อเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ แล้วแม่จะปล่อยให้ลูกรักถูกทำร้ายได้อย่างไร?”
นางบีบจมูกของเซียวเป่าเอ๋อ “เด็กน้อยอย่ากังวลไป เจ้าคิดว่าอาหรงของเจ้าเป็นคนโหดเหี้ยมจริงหรือ? เจ้าเชื่อใจแม่เถอะ แม่มองคนไม่ผิดแน่นอน”
เซียวเป่าเอ๋อยิ้มกว้าง “ข้ารู้ว่าท่านแม่ของข้าฉลาดกว่าผู้ใด”
ดวงอาทิตย์คล้อยลงลับขอบฟ้า สองแม่ลูกเดินจูงมือกันด้วยความรักใคร่ช่างเป็นภาพที่สวยงามอย่างหาที่เปรียบมิได้
ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ชื่อเสียงของแม่นางข้าวหอมและพระโพธิสัตว์เดินดินขจรขจายไปทั่วหมู่บ้านตระกูลเซียว หมู่บ้านตระกูลจ้าว และหมู่บ้านตระกูลหวัง
ในสายตาของชาวนา ไม่มีผู้ใดยอมอุทิศตนและเสียสละเพื่อพวกเขาเท่าเซียวหลีอีกแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ เหล่าชาวบ้านต่างมีความสุขอย่างท่วมท้นทุกครั้งที่ทอดสายตามองทุ่งนาเขียวขจีที่มีต้นข้าวหนาตากว่าทุกปีที่ผ่านมา
ในฤดูกาลนี้ชาวบ้านหลายคนเพิ่งรู้เกี่ยวกับวิธีการปลูกข้าวของเซียวหลี ทว่าเหล่าชาวบ้านเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่กล่าวโทษเซียวหลี
หลังจากเห็นผลผลิตในฤดูกาลนี้แล้ว เหล่าชาวบ้านจึงตั้งใจนำวิธีการเพาะปลูกของเซียวหลีไปใช้ในปีถัดไป
ทุกคราที่มองดูทุ่งนาของตนเอง เหล่าชาวนาก็จะมีสีหน้ามีความสุข
แน่นอนว่าเมื่อครอบครัวของเซียวต้าโหย่วถามถึงเคล็ดลับในการปลูกข้าว เหล่าชาวบ้านมักปิดปากเงียบและทำเป็นไม่รู้เรื่องราว
วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของเซียวต้าโหย่วจะย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนหลังใหม่ ฉะนั้นในช่วงเช้าพวกเขาจึงจัดงานเลี้ยงอย่างครึกครื้น
เรือนหลังใหม่ที่พวกเขากำลังจะย้ายเข้าไปใหญ่โตกว่าเรือนหลังเก่ามากโข
นอกจากนี้เรือนหลังใหม่ยังมีพื้นที่กว้างขวาง ทั้งยังมีคนรับใช้อีกสามสี่คน ครอบครัวของเซียวต้าโหย่วเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยอันดับที่สองในหมู่บ้าน
ในวันเดียวกันนั้นหวังจื่อปังและหลี่อวี้เฟินถูกปล่อยตัวออกจากคุก ชาวบ้านหลายคนต่างลังเลที่จะร่วมงานมงคลของครอบครัวเซียวต้าโหย่ว ทว่าหวังจื่อปังกลับเต็มใจอย่างยิ่ง
เขาไปที่โรงงานเพื่อซักเสื้อผ้า อาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่อย่างไม่รีบร้อน จากนั้นเดินทางไปยังเรือนของ เซียวต้าโหย่วอย่างเงียบ ๆ
ทันทีที่หวังจื่อปังพบหน้าเซียวต้าโหย่ว เพลิงแค้นในใจเขาพลันโหมกระหน่ำรุนแรง
แม้เหล่าชาวบ้านไม่ได้ชื่นชอบหรือสนิทสนมกับครอบครัวของเซียวต้าโหย่วมากนัก แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องการให้หวังจื่อปังปรากฏตัวในงานมงคลของอีกฝ่ายเช่นนี้
สุดท้ายเจ้าเด็กเมื่อวานซืนก็มาโวยวายตามหาชู้รัก
“ลุงเซียว หยานหงอยู่ที่ใด? เหตุใดหญิงคนนี้ถึงยืนอยู่ข้างท่าน? ท่านแต่งงานใหม่หรือ? แล้วหยานหงเล่า? ท่านทอดทิ้ง หยานหงรึ? ท่านไม่รู้หรือว่านางแข็งแกร่งเพียงใด?”