ทะลุมิติครานี้ ข้าขอเป็นเศรษฐีนีแห่งท้องนา - บทที่ 229 ให้เป็นนายหญิงหรือ?
บทที่ 229
ให้เป็นนายหญิงหรือ?
เซียวหลียกจอกเหล้าขึ้นกระดกดื่ม คล้ายบอกว่าไม่มีสิ่งใดที่นางไม่กล้า
นางเพียงต้องประคองสติตนเองเอาไว้ ถึงอย่างไรตอนนี้เพื่อนสนิทของนางก็กำลังกลุ้มใจ นางทำได้เพียงดื่มเป็นเพื่อนเขาเท่านั้น
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง อวี่เหวินชูดื่มสุราไปเกือบหมดไหจนกระทั่งเมามาย
เซียวหลีให้คนมาพาอีกฝ่ายไปนอนที่ห้องรับรองแขก เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงกลับเข้าห้องตนเองและเปิดจดหมายที่หงซ่านนำมาให้
“ปินโจวหรือ?”
ให้ตายเถิด หรงสวินเสียสติไปแล้วหรือ?
ต่อให้ต้องเชื่อฟังองค์จักรพรรดิมากเพียงไหนแต่คงไม่ต้องยอมถึงเพียงนี้ไม่ใช่หรือ?
เขาจะทำเรื่องเสี่ยงแบบนี้ไปเพื่อใครกัน?
หากติดโรคระบาดขึ้นมา ด้วยวิทยาการการแพทย์ในยุคสมัยนี้คงไม่ช่วยได้
ในจดหมายหรงสวินบอกว่าให้นางเฝ้าระวังผู้ประสบภัยที่อพยพมาและเรื่องสุ่มเสี่ยงอื่น ๆ
ก่อนลงท้ายด้วยคำว่า “ภรรยา ข้าคิดถึงเจ้า”
คำหวานของเขาทำเอานางนอนไม่หลับไปทั้งคืน หากเขามาพูดคำนี้ด้วยตนเองต่อหน้าจะเป็นอย่างไร?
ท่าทีเฉยชาและจริงจังของเขาคงจะกลับกลายเป็นแง่งอน!
เซียวหลีกอดจดหมายเอาไว้ไม่ปล่อยด้วยฤทธิ์สุรา กระทั่งผล็อยหลับไปจดหมายจึงค่อย ๆ ร่วงหล่นลงปลายเตียง
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมเสียงไก่ขันดังลั่น
คนงานในคฤหาสน์ตระกูลเซียวเริ่มปฏิบัติหน้าที่กัน แม้จะเพิ่งมาถึงทว่าพวกเขาก็รับผิดชอบงานได้ดีหลังจากได้รับการฝึก
เซียวหลีส่งคนไปเชิญอวี่เหวินชูมาทานมื้อเช้า
“ท่านอาอวี่เหวินหรือ? มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
เซียวเป่าเอ๋อจำได้ว่าเมื่อคืนตนเข้านอนดึก ก่อนเข้านอนยังไม่เห็นอีกฝ่ายมา เช่นนั้นอวี่เหวินชูมาตอนกลางดึกหรือ?
อวี่เหวินชูบีบแก้มยุ้ยของเด็กชายเบา ๆ “ลองเดาดูสิ? เจ้าซาลาเปาไส้เนื้อ คิดถึงข้าหรือไม่?”
เซียวเป่าเอ๋อปั้นสีหน้าบึ้งตึง “ข้าไม่ใช่ซาลาเปาไส้เนื้อสักหน่อย”
ต่อให้อีกฝ่ายเรียกเขาแค่ซาลาเปาเขาก็ไม่คิดจะยอมรับ ยิ่งเติมไส้เนื้อต่อท้ายยิ่งทนไม่ได้
เขาต้องการให้อวี่เหวินชูเรียกเขาด้วยชื่อที่ดีกว่านี้
“แก้มยุ้ยขนาดนี้ไม่เรียกว่าซาลาเปาไส้เนื้อได้อย่างไร?”
ตอนนี้เซียวเป่าเอ๋อยังเล็กจึงเป็นเพียงซาลาเปาน้อยไส้เนื้อ
เด็กชายทักท้วงขึ้น “ข้าไม่ได้เป็นซาลาเปาน้อยไส้เนื้อสักหน่อย!”
“เป่าเอ๋อ อย่าก้าวร้าว”
นางหวังไม่ได้พบกับอวี่เหวินชูเป็นครั้งแรก นางรู้ว่า เซียวหลีเป็นคู่ค้ากับอีกฝ่าย นางถึงได้เอ่ยปรามให้หลานชายหยุดทำตัวหยาบคาย
ด้วยนานทีนางจะออกปากเอ็ด เด็กชายจึงยอมคลายโกรธและทำตามอย่างว่าง่าย
“ขอบคุณฮูหยินใหญ่ที่ช่วยเหลือ อวี่เหวินชูซาบซึ้งยิ่งนัก”
อวี่เหวินชูเคารพนางหวังอย่างสูง โดยถึงกับค้อมคำนับให้
นางหวังยิ้มกว้าง บรรยากาศทั้งโต๊ะดูชื่นมื่น
เวลานี้จินฉานช่วยนางหวังคีบอาหาร ในขณะที่หวังไฉ่เตี๋ยช่วยป้อนข้าวเซียวเป่าเอ๋อ ส่วนหยินไฉกับโย่วหลิงยืนคอยอยู่ด้านข้าง
เซียวหลีนำสุรามาจากครัวและรินให้อวี่เหวินชู “ท่านต้องการดื่มสักหน่อยหรือไม่?”
อวี่เหวินชูส่ายหน้า “เมื่อคืนข้าเมามาก ยังไม่สร่างดีเลย”
“แล้วเหตุใดไม่เลิกดื่มเล่า?”
“แขกย่อมไม่ขัดใจเจ้าบ้าน”
เซียวหลียิ้มก่อนให้หวังไฉ่เตี๋ยนำไหเหล้าและจอกยกออกไป
อวี่เหวินชูได้กินอาหารอิ่มท้องเป็นครั้งแรก พลันนึกแปลกใจที่ตนเดินทางไปกว้างขวาง ได้ลิ้มรสอาหารหลากหลาย แต่กลับไม่เคยกินอาหารมื้อไหนที่อร่อยเท่านี้มาก่อน
เขาคีบเต้าหู้ขึ้นมา “นี่อะไรหรือ?”
“เต้าหู้”
อวี่เหวินชูถามย้ำ “ที่ทำมาจากถั่วเหลืองน่ะหรือ?”
เซียวหลีขานรับ “อืม” “ต้องการสูตรลับหรืออย่างไร?”
เขากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความกระตือรือร้น
นางยกยิ้มแต่ไม่ตอบ เขาจึงเอ่ยถาม “เจ้าต้องการกี่ตำลึงเงิน?”
เซียวหลีคีบอาหารเข้าปากพลางครุ่นคิด การเรียกร้องเอาเงินดูจะไร้ศีลธรรมเกินไปจึงกล่าวขึ้น “ข้าให้คนทำส่งไปให้ภัตตาคารของท่านดีหรือไม่? เอาเช่นนี้ดีไหม?”
อวี่เหวินชูตบมือด้วยความยินดี ก่อนจะชะงักไปเหมือนอยู่ในการละเล่นลูกหนัง
“มีภัตตาคารฉู่ฉู่หลิวเซียงทั่วบ้านเมืองกว่ายี่สิบที่ แต่มีเพียงที่เหยียนฉิ่งที่มีอาหารชนิดนี้ จะไม่เป็นข้อบกพร่องในความสมบูรณ์หรือ?”
คำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผล
เซียวหลีตรองดูก่อนบอก “ช่างเถิด ข้าจะขายสูตรลับให้ท่านแล้วกัน”
“วางใจเถิด ข้าไม่ยอมให้เจ้าลำบากหรอก”
“ท่านอาอวี่เหวิน ทำไมท่านถึงไม่ยอมให้ท่านแม่ลำบากเล่า?”
อวี่เหวินชูตอบ “แบ่งรายได้จากอาหารที่ปรุงจากเต้าหู้นี้ให้แม่เจ้าครึ่งหนึ่งดีหรือไม่?”
“มีหลักฐานหรือไม่?”
เซียวเป่าเอ๋อมองจับผิดอีกฝ่าย “ข้าจะไปเอาสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ*”
*สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ = พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก
ว่าจบเด็กชายก็กระโดดลงจากเก้าอี้
เมื่อเห็นท่าทีขึงขังของหลานชาย นางหวังเกือบลั่นหัวเราะออกมา นางวางชามและตะเกียบลงก่อนเอ่ยขึ้น “นายน้อยอวี่เหวิน ท่านทานตามสบายเถิด ข้าขอตัวก่อน”
อวี่เหวินชูลุกขึ้นยืนส่งนางหวังทันทีที่เห็นนางลุก
“โตไปเป่าเอ๋อต้องเฉลียวฉลาดเป็นพ่อค้าเหมือนเจ้าแน่”
อวี่เหวินชูมองหน้าเซียวหลีพลางพูดขึ้น
เซียวหลียิ้ม “ท่านกำลังจะบอกว่าลูกชายข้าหน้าเลือดอย่างนั้นหรือ?”
เขารับคำ “อืม” “เหมือนเจ้าอย่างไรเล่า”
ก่อนต่อท้ายประโยค “นึกถึงความมั่งคั่งเป็นที่หนึ่ง”
เดิมทีเซียวหลีต้องการปฏิเสธข้อเสนอ แต่ในเมื่อเขาเป็นเสนอข้อตกลงที่จะแบ่งส่วนแบ่งให้ นางจะโง่เง่าจนผลักไสเงินออกไปได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้นอวี่เหวินชูยังอยู่ในตระกูลใหญ่ เป็นคนค้ากำไรอย่างแท้จริง เขาถึงได้มีเงินมากมายไม่ขัดสน เหตุใดนางต้องปฏิเสธข้อเสนอของเขากัน?
จะถือตัวไม่รับผลประโยชน์ได้อย่างไร?
ขอเพียงเป็นเรื่องเงินทองจริงจัง นางไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน
เซียวหลียิ้มกว้างก่อนถามขึ้นเสียงร่า “นายน้อยอวี่เหวินขี้อวดนัก หากท่านมีเงินมากจนไม่รู้จะใช้อย่างไร เหตุใดไม่ให้ข้าช่วยใช้เล่า?”
รอยยิ้มนี้ส่งให้เซียวหลีดูน่ามอง ประกายเสน่ห์ของ นางฉายผ่านความอ่อนโยน บางทีมันอาจเป็นแรงดึงดูดของหญิงสาวโตเต็มวัย
“หากเจ้าแต่งงานกับข้า มีหรือฉูฉูหลิวเซียงจะไม่ตกเป็นของเจ้า นายหญิง?”
เซียวหลีเสตามอง “ข้าคงไม่เหมาะจะเป็นนายหญิงที่ดีหรอก ให้ไปเป็นนายหญิงของท่านน่ะหรือ? ป่วยไปแล้วหรืออย่างไร?”
อวี่เหวินชูสูดหายใจลึกก่อนถอนหายใจ เขาแสดงเจตนาของตนเองอย่างชัดเจนแล้ว หากแต่นางยังบอกปัดใส่เขาอย่างโหดร้าย ซ้ำยังเน้นย้ำเรื่องนี้กับเขาอีก
ช่างเป็นผู้หญิงเจ้าเล่ห์นัก
“อาอวี่เหวิน ข้านำปากกาและกระดาษมาแล้ว”
เซียวเป่าเอ๋อยิ้มร่าเข้ามาอย่างตื่นเต้น ดูน่ารักน่าชังไม่น้อย ถึงอย่างไรเขาก็กำลังรักษาทรัพย์สินของครอบครัวตนเอง
ปึง…
เซียวเป่าเอ๋อล้มหน้าคว่ำโดยไม่รู้ตัว
ตายแล้ว…
เขาแหกปากร้องไห้โฮจนน้ำลายไหล
“หยุดร้องได้แล้ว!”
เซียวหลีขึ้นเสียงบอก “เป็นชายชาตรีมีแขนขาครบ เจ้าจะร้องไห้ไปทำไมกัน?”
เด็กชายปิดปากแน่นทันที และพยายามอดกลั้นอารมณ์และความเจ็บเอาไว้
อวี่เหวินชูไม่เห็นเขาโวยวายจึงยื่นมือไปหาก่อนเอ่ย “ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้กันง่าย ๆ หรอกนะ”
เซียวเป่าเอ๋อพยักหน้าทั้งพยายามปิดปากแน่น หากแต่เมื่อเห็นกระดาษฉีกขาดบนพื้นก็หน้าเสีย
“กระดาษพวกนี้ราคาแพงมาก”
เขาโอดครวญขณะหยิบขึ้นมา