ทะลุมิติครานี้ ข้าขอเป็นเศรษฐีนีแห่งท้องนา - บทที่ 223 ผู้ประสบภัย!
บทที่ 223
ผู้ประสบภัย!
เซียวหลีดึงมือเซียวเป่าเอ๋อที่เปิดม่านลง “ไม่มีใครสอนเจ้าหรือ? เดี๋ยวอาหงซ่านกับอาฮว่าเชวี่ยก็โกรธเจ้าหรอก”
เซียวเป่าเอ๋อหัวเราะร่าพลางมองหน้าหงซ่านและ ฮว่าเชวี่ยก่อนเอ่ย “ข้าไม่มีความคิดแบบนั้นหรอก”
“ข้าน้อยรู้”
เซียวเป่าเอ๋อตกอยู่ในอันตรายและคนของท่านอาหรงก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
“เห็นอย่างนี้แล้วไม่ต่างกับเขาขายลูกสาวกินเลยไม่ใช่หรือ?”
เซียวเป่าเอ๋อส่งสีหน้าบึ้งขณะมองหน้ามารดาและถามขึ้น
นางเสมองเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”
เซียวเป่าเอ๋อส่ายหน้า “พูดไม่ได้หรือ? ข้าก็แค่คาดเดาไปเรื่อย”
“ข้าว่าเจ้าออกไปฝึกขี่ม้ากับอาเซียวจ้านดีไหม”
ช่วงนี้เซียวเป่าเอ๋อพูดมากนัก เขาคารมคมคายถนัดเอ่ยเรื่องไร้สาระเหลือเกิน
“ดี ดีมาก”
เซียวเป่าเอ๋อเหมือนผู้ใหญ่ในร่างเด็ก เขาลุกขึ้นเปิดม่านออกทันที “อาเซียวจ้าน ข้าจะออกไปฝึกขับรถม้ากับท่าน”
เซียวจ้านหันไปมองก่อนอุ้มเขามานั่งด้วยกัน “ถือเป็นเกียรติอย่างมาก”
ถนนหนทางในชนบทไม่กว้างขวาง หลังพ้นหมู่บ้านตระกูลเซียวจึงต้องออกมารถม้าบนถนนคับแคบ เซียวจ้านบังคับรถม้าให้ถอยหลังก่อนตะโกนขึ้น “หลบไปเสีย!”
เซียวหลีเลิกม่านเห็นรถม้าอีกคันสวนมา แต่อีกฝ่ายดูท่าจะไม่ยอมหลีกทางให้
“นี่ นั่นหลานสาวของข้านี่? ข้าเพิ่งเข้าอำเภอไปซื้อตัวสาวใช้กลับมา เจ้าจะไปไหนหรือ?”
เซียวต้าโหย่วเปิดม่านขึ้นก่อนทั้งคู่จะมองหน้ากัน
“บังเอิญว่าเจ้าจะเข้าอำเภอเหมือนกันพอดี”
เซียวหลีอดนึกถึงคำพูดของลูกชายก่อนหน้านี้ไม่ได้ เซียวอิงอิงได้สามีที่ดีจริง ๆ ครอบครัวของเซียวต้าโหย่วถึงได้เปลี่ยนแปลงไปถนัดตาแบบนี้
มีบ้านหลังใหม่ ซื้อรถม้าคันใหม่ ทั้งยังสร้างโรงงานข้างบ้านหลังใหม่อีก รวมถึงเล้าหมูที่ซื้อมาเลี้ยง ไม่ต้องเอ่ยถึงรูปลักษณ์ภายนอก แม้จะดีได้ไม่ถึงครึ่งของเซียวหลีแต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน
“ผู้น้อยควรให้ผู้อาวุโสไปก่อน เจ้าบอกให้คนของเจ้าถอยกลับไปเถิด”
ต่อให้เซียวต้าโหย่วสวมเสื้อผ้าราคาแพง แต่ฟันเหลืองของเขายังดูอุจาดตาชวนให้คนมองขยะแขยง
“หลบให้เขา!”
เซียวหลีเห็นเด็กสาวในรถม้าของอีกฝ่ายซึ่งดูเหมือนจะมาจากครอบครัวยากจน วันนี้นางไม่อยู่อารมณ์จะทะเลาะกับใครจึงยอมถอยให้อีกฝ่าย
“ตอนนี้ข้ามีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก วันหน้าบ้านข้ายินดีต้อนรับเจ้ามาเยือนเสมอ!”
เซียวหลียิ้มบาง “ยินดีกับท่านด้วย!”
เซียวต้าโหย่วมั่งคั่งขึ้นมาในชั่วข้ามคืน เรียกได้ว่าเป็น “คนบ้านนอกขี้อวด” อย่างไรอย่างนั้น
“เป่าเอ๋ออยากไปแล้ว”
เซียวเป่าเอ๋อกลอกตาพลางแค่นเสียงบอกและเสมองด้านข้างอย่างคร้านจะใส่ใจเซียวต้าโหย่ว
เซียวจ้านบังคับรถม้ายอมถอยให้รถม้าของ เซียวต้าโหย่วผ่านไป หากแต่อีกฝ่ายกลับยังยื่นหน้าออกมา “อย่าลืมล่ะ วันมะรืนนี้มีงานขึ้นบ้านใหม่ แล้วก็เดินทางระวังด้วยล่ะ ฮ่าฮ่า”
เซียวซือบังคับรถม้าของเขาสวนผ่านไปพร้อมเจ้าของรถม้าที่ฮึมฮัมบางอย่างขึ้น ก่อนเขาจะได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของเด็กสาวในรถม้า
“เจ้าจะร้องไห้ทำไมกัน? ข้าไม่ข่มเหงเจ้าหรอก เห็นไหม นี่ปิ่นปักผมทอง ไม่มีใครให้เจ้าได้แบบนี้หรอก…”
เอ่อ…
เซียวหลีคว้าตัวลูกชายมาปิดหู ไม่รู้ว่าเด็กสาวผู้น่าสงสารคนใดต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเซียวต้าโหย่ว
“ท่านแม่ เซียวเป่าเอ๋อได้ยินนะ”
เซียวเป่าเอ๋อดึงมือนางออก “ท่านแม่ ท่านคิดว่าเทพเจ้าจะเห็นใจคนรวยใจดำพวกนี้หรือไม่?”
เซียวต้าโหย่วเป็นอะไรไป?
ตอนแรกเขาซื้อตัวโสเภณีมา ภายหลังซื้อตัวลูกสาวจากครอบครัวยากจนที่ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงนาง ธาตุแท้ของเขาถูกเปิดเผยออกมาหมด
ไม่ทันได้เข้าตัวอำเภอ นางก็เห็นขอทานมากมายตามรายทาง พวกเขากรูกันเข้ามา
“หยุดก่อน”
เซียวหลีตะโกนบอก เซียวจ้านหยุดรถม้าทันที ก่อนเหล่ายาจกจะแห่กันเข้ามา
“เวทนาข้าด้วยเถิด ข้าไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสามวันแล้ว”
“ช่วยลูกของข้าด้วย!”
“นายหญิงผู้เมตตา ช่วยแม่ข้าด้วย!”
เซียวหลีงุนงงกับภาพตรงหน้า รู้สึกราวกับตนเองเป็นแกะที่ถูกรายล้อมด้วยฝูงหมาป่า
ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้เซียวต้าโหย่วจะบอกให้นางระวังทาง…
หงซ่านกับฮว่าเชวี่ยคอยปกป้องเซียวเป่าเอ๋อ ขณะที่ เซียวหลีเปิดม่านและถามขึ้น “พวกเจ้ามาจากที่ไหนกัน? เหตุใดถึงได้น่าสงสารแบบนี้?”
พวกเขาแย่งกันพูดเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์ ได้ยินเพียงว่าเกิดเรื่องขึ้นที่ปินโจว
“เงียบก่อน!”
เซียวหลีตะโกนกร้าวก่อนชี้ไปทางชายคนหนึ่งและถามขึ้น “เจ้าเล่ามา”
เขาปาดน้ำตา “เราเป็นผู้ประสบภัยที่อพยพมาจากปินโจว เมื่อไม่นานมานี้เกิดเหตุแผ่นดินไหว มีคนบอกว่าอีกไม่นานน้ำจะยิ่งท่วมสูง เกิดดินถล่มและโรคระบาดขึ้น เราเลยหนีกันออกมาก่อน”
หนีออกมาก่อน…
ในยุคโบราณที่ไม่มีการเตือนภัยโรคระบาด ซ้ำยังเกิดโรคระบาดหลังจากแผ่นดินไหว…
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากนั้นสภาพอากาศยังแปรปรวน ทั้งลม ฝน หิมะ และน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามมา ไม่อาจคาดเดาสิ่งใดได้
เซียวหลีส่งเงินให้เซียวจ้านลงไปแจกจ่ายให้พวกเขาก่อนกลุ่มผู้ลี้ภัยจะถอยกลับไป
ทว่าเมื่อเข้ามาอำเภอกลับถูกทหารกั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา
“อ๊ะ นายหญิงน้อยเซียวไม่ใช่หรือ? ไม่ได้เจอกันมานาน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?
เซียวหลีแหวกม่านออกเมื่อทหารเข้ามาตรวจสอบ ขณะที่นายอำเภอเฉิงรีบเข้ามาเอ่ยทักทาย
“คารวะ นายอำเภอเฉิง”
เซียวเป่าเอ๋อกล่าวทักเขาเป็นคนแรก ตามมาด้วย เซียวหลี “คารวะ นายอำเภอเฉิง”
“คุ้มกันเสียแน่นหนา เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เซียวหลีถามขึ้นแม้จะรู้เรื่องอยู่แล้ว
เดิมทีเรื่องพวกนี้ถือเป็นความลับทางราชการ แต่เมื่อเซียวหลีมีความเกี่ยวข้องกับหรงสวิน นายอำเภอเฉิงจึงบอก “มาทางนี้เถิด”
เซียวหลีลงจากรถม้าและตามเขาไป
“เกิดโรคระบาดขึ้นที่ปินโจว ผู้ประสบภัยหนีตามกันมาเป็นระลอก อำเภอของเราเป็นทางผ่านไปเมืองหลวง เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผู้ลี้ภัยเดินทางมา ข้าเกรงว่าโรคระบาดจะแพร่เข้ามาในอำเภอแล้วทำให้ผู้คนเดือดร้อน!”
เซียวหลีร้อง “อ๋อ” ก่อนครุ่นคิดขณะอีกฝ่ายว่าสำทับ “ ตอนนี้ทางราชสำนักไม่สามารถแจกจ่ายอาหารให้เพียงพอได้ ท่านต้องระวังตัวให้มาก!”
เซียวหลีเข้าใจและรีบบอก “ขอบคุณนายอำเภอที่เตือนข้า”
เขายกยิ้ม “อืม เทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้มาถึงแล้ว นายหญิงน้อยเซียว อย่าลืมมาร่วมเทศกาลด้วยล่ะ!”
นางพยักหน้าด้วยจำได้ขึ้นใจ
“อืม ตอนนี้ผู้ประสบภัยที่อพยพมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ยอมไปไหน พวกเขาหวาดกลัวกันหมด”
นายอำเภอเฉิงส่ายหน้าด้วยปวดหัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เซียวหลีถามขึ้น “ขุนนางไม่ได้มีนโยบายช่วยเหลือพวกเขาหรือ? อย่างให้ที่นาหรืออื่น ๆ น่ะ…”
“ที่นารกร้าง ใครจะต้องการกัน?”
“อย่างน้อยก็สร้างศูนย์พักพิงได้ไม่ใช่หรือ?”
อีกฝ่ายส่ายหน้า “จะไปมีเงินสำรองสร้างกระท่อมได้อย่างไร?”
เซียวหลีอ้าปากค้างด้วยไม่รู้จะพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “เหตุใดท่านไม่รวบรวมคนที่ยอมทำงานแลกเล่า?”
เขาส่ายหน้าอีกครั้ง “ระหว่างทางที่ท่านเดินทางมาก็เห็นว่ามีผู้ลี้ภัยมากมาย ไม่ต้องพูดถึงการให้ค่าจ้างแลกกับการทำงาน แม้ให้เพียงอาหารพวกเขาก็กรูกันเข้ามาแล้ว! แต่ว่าคนพวกนี้เป็นคนดิบเถื่อน เศรษฐีคนใดจะต้องการข้ารับใช้แบบนี้กัน?”
อีกทั้งพวกเขาส่วนใหญ่ยังเป็นคนแก่และอ่อนแอ บ้างล้มป่วยและพิการ ใครจะต้องการเลี้ยงคนเหล่านี้?
เรื่องนี้…
เซียวหลีอดจะท้อใจไม่ได้ ต่อให้มอบข้าวปลาอาหารให้ หากแต่ก็ไม่ต่างกับการขายตัวเป็นทาส
ที่สำคัญคือพวกเขาบ้างเป็นคนแก่ บ้างคนป่วย บ้างสตรี บ้างเด็กเล็ก รวมถึงคนพิการอีกไม่ใช่หรือ?
ต่อให้เซียวหลีมีใจช่วยเหลือ หากแต่นางก็ไม่มีอำนาจมากพอ