ทะลุมิติครานี้ ข้าขอเป็นเศรษฐีนีแห่งท้องนา - บทที่ 222 ความลับ
บทที่ 222
ความลับ
ณ คฤหาสน์ตระกูลเซียว ตั้งแต่หรงสวินจากไป เซียวหลีขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน
ท่าทางขี้เล่นของเซียวเป่าเอ๋อเปลี่ยนเป็นเฝ้าระวังให้ เซียวหลี เขาไม่เข้าใจว่าทำไมกางเกงที่เซียวหลีตัดเย็บถึงไม่เหมือนกับกางเกงปกติ รวมถึงส่วนของผ้าคลุมที่ดูไม่เหมือนแบบทั่วไป
“เสร็จแล้ว”
เซียวหลียิ้มขณะมองกองผ้าอนามัยฉบับทำมือ นางนึกโล่งใจ ครั้งหน้าเมื่อมีประจำเดือนนางคงไม่ต้องเดือดร้อนอีก
“ท่านแม่ มันคืออะไรหรือ?”
เซียวเป่าเอ๋อจับมือนางและถามขึ้นด้วยความสงสัย
เซียวหลียิ้มบางก่อนยกมือลูบศีรษะลูกชาย “เดี๋ยวเจ้าโตไปแล้วแต่งภรรยาก็จะรู้เอง”
“แปลกขนาดนี้เชียวหรือ?”
เซียวเป่าเอ๋อยิ่งสงสัย
เซียวหลีหัวเราะและเดินออกมา เป็นจังหวะเดียวกับที่หวังไฉ่เตี๋ยมารายงาน “นายน้อย เซียวเหวินไฉมาหาเจ้าค่ะ”
เซียวหลีขานรับ “อ้อ” “เข้ามาสิ”
เซียวหลีเปิดประตูและเห็นหวังไฉเตี๋ยเดินไปมา
“ท่านพ่อกับย่าของเจ้าอาการดีขึ้นหรือยัง?”
เซียวหลีว่าเสียงเรียบ
หวังไฉ่เตี๋ยพยักหน้า “อืม ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”
แม้นางจะดูแลเป็นอย่างดี แต่นางหลิวกลับไม่ซาบซึ้งและรู้สึกสำนึกต่อหวังไฉ่เตี๋ยแต่อย่างใด
“ไปบอกข่าวดีของนางหลิวให้ฮูหยินใหญ่รู้ที”
“อืม ข้ารับทราบแล้ว ข้า…”
หวังไฉ่เตี๋ยชะงัก ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดออกมา
เซียวหลีหันไปมองหน้าอีกฝ่าย “มีอะไรหรือ?”
“เปล่าไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
หวังไฉ่เตี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ได้พูดออกไป คืนนั้นนางอาจเข้าใจผิดไปเอง โย่วหลิงไม่มีครอบครัวที่ไหน จะไปพบคนอื่นกลางดึกได้อย่างไร?
“ที่นี่ไม่มีคนอื่นเสียหน่อย ลังเลทำไมกัน?”
เซียวเป่าเอ๋อกะพริบตามองหน้าหวังไฉ่เตี๋ย ช่วงนี้เขาว่างด้วยไม่ว่าเขาจะสอบผ่านหรือไม่เขาก็คิดจะสอบวสันต์ฤดู
เขาไม่ค่อยตื่นตัวในการเล่าเรียนและไม่ได้เป็นกังวล หรงสวินกับเยี่ยเหลียงเฉินไม่อยู่ เซียวจ้านเองก็ยุ่งกับงานต่าง ๆ ดังนั้นช่วงนี้เซียวเป่าเอ๋อจึงอยู่ว่าง
เขาไม่มีอะไรทำและนึกเบื่อหน่าย และเมื่อเขาเบื่อก็มักจะชอบซักถามเรื่องจุกจิก
หวังไฉ่เตี๋ยมองหน้าเด็กชายซึ่งทั้งฉลาดและเจ้าเล่ห์ ก่อนบอกไปตามตรง “ข้าคงเข้าใจผิดไปน่ะ คืนนั้นข้าคงเบลอ ๆ”
เซียวหลีกับเซียวเป่าเอ๋อมองหน้านางและรอฟัง
“ข้าอยู่ห้องเดียวกับโย่วหลิง ตอนนั้นกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนเห็นนางเดินออกไปคุยกับใครบางคน แต่พอลุกขึ้นมาก็ไม่เห็นใครเลย”
เมื่อเห็นเซียวหลีนิ่งเงียบ นางจึงรีบบอก “ข้าเองก็กึ่งหลับกึ่งตื่น ตอนนั้นข้าคงงง ๆ และได้ยินผิดไป”
“ข้าได้ตัวโย่วหลิงมาจากข้างถนน นางไม่ได้มีญาติที่ไหน”
“ข้าคงเข้าใจผิดไปเองเจ้าค่ะ”
หวังไฉ๋เตี๋ยรู้สึกว่าตนไม่น่าพูดออกไป ต่อไปคงจะเข้าหน้ากับโย่วหลิงไม่ติด
เซียวเหวินไฉรออยู่นาน เมื่อเห็นเซียวหลีเดินออกมาจึงเอ่ยทักทาย “อาหลี ตอนนี้ข้าวออกรวงแล้ว ปุ๋ยคอกจากมูลหมูไม่เพียงพอกับชาวบ้านหมู่บ้านเราด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงหมู่บ้านอื่นเลย ข้าหมายถึงว่าทำไมเจ้าไม่ใช่มูลวัวผสมกับมูลหมูด้วยล่ะ?”
เซียวหลีพยักหน้า “เป็นความคิดที่ดี”
เซียวเหวินไฉรับคำ “งั้นข้าจะไปลงมือเดี๋ยวนี้”
เซียวเหวินไฉว่าจบแล้วตั้งท่าจะกลับไป ก่อนพลันชะงัก “ต้นไผ่ที่เจ้าต้องการน่ะ เซียวจ้านกับข้าหาให้เจ้าได้มากแล้วนะ กำลังเจรจาขอซื้อป่าไผ่อยู่ ส่วนโรงงานเกลือก็กำลังจะปรับปรุงซ่อมแซมใหม่”
“จริง ๆ แล้วท่านไม่ต้องช่วยข้าขนาดนี้ก็ได้”
ทั้งการซื้อป่าไผ่ การก่อสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมโรงงานเกลือ ทั้งหมดถือเป็นหน้าที่ของ เซียวหลีและเซียวจ้าน
แต่เซียวเหวินไฉก็ออกหน้าช่วยเหลือเซียวจ้านกับ เซียวหลีอยู่ตลอด
“ข้าเป็นเสมียนและได้รับค่าจ้างจากเจ้า อีกอย่างใครใช้ให้เจ้าเป็นน้องสาวของข้าล่ะ?”
เซียวหลียิ้มขำ “ก็ได้ คนมีความสามารถแบบนี้จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้”
เซียวเหวินไฉขานรับ “อืม” “แต่ว่าข้าก็ยังสงสัยว่าตอนนี้เจ้าคิดอะไรอยู่?”
เซียวหลีเลิกคิ้ว “ความลับ ถ้าบอกก็ไม่สนุกน่ะสิ”
เซียวเหวินไฉผายมือออกอย่างอ่อนใจ เซียวหลีมีความคิดพิกลมากมายที่บางครั้งเขาไม่อาจจินตนาการได้
“ก็ได้ งั้นข้าไปทำงานก่อน”
เซียวเหวินไฉว่าจบแล้วก็เดินออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ท่านแม่ อาเหวินไฉดูเปลี่ยนไปมากเลย”
เซียวหลีนึกเห็นด้วย อย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็ดูไม่ขมขื่นอย่างแต่ก่อน
เมื่อเห็นเช่นนั้นนางพลันนึกได้และเรียกข้ารับใช้เข้ามา “เซียวจ้านไปไหน?”
อีกฝ่ายส่ายหน้า “ข้าน้อยไม่รู้ขอรับ”
“หัวหน้าเซียวน่าจะอยู่ที่บ้านเก่านะ”
เพราะหวังไฉ่เตี๋ยเอาใจใส่เซียวจ้านมาก นางจึงรู้ว่าเขาไปบ้านเก่าเมื่อไม่นานมานี้
เพียงพูดถึงชื่อของเขาก็ทำให้นางหน้าแดงด้วยความเขินอาย
นางก้มหน้าด้วยเกรงว่าคนอื่นจะเห็น ก่อนเงยหน้าขึ้นเมื่อเซียวหลีกับเซียวเป่าเอ๋อเดินห่างออกไปแล้ว
ทั้งคู่ออกจากบ้านไปพร้อมมีหงซ่านและฮว่าเชวี่ยคอยตามประกบ หรงสวินกำชับเอาไว้ก่อนจากไปว่าต้องคอยปกป้องให้สองแม่ลูกปลอดภัยอย่าได้คลาดสายตา
ตลอดทางล้วนเป็นสินทรัพย์ของเซียวหลี นางได้กลิ่นเป็นเอกลักษณ์ของชนบท หากแต่ไม่คิดว่าเหม็นแต่อย่างใด การได้ยินเสียงวัวร้องทำให้เซียวหลีตื่นเต้นมาก
“ท่านแม่ วัวร้องดังดีจังเลย? ข้าได้ขี่วัวเมื่อวันก่อนด้วย สนุกสุด ๆ เลย”
“มีม้าให้ขี่ดี ๆ ไม่ชอบ แต่ไปขี่วัวเหรอ?”
เซียวเป่าเอ๋อทำหน้างอเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “อาเซียวจ้านต้องจงใจแน่ เขาเอาลูกม้ามาให้ข้า? ที่สำคัญคือมันพยศมากจนทำให้ข้าตกลงมาตั้งสองครั้ง”
“เจ้าว่าทำไมคนเราถึงขี่ม้ากันล่ะ?”
เซียวเป่าเอ๋อกะพริบตาปริบ ๆ “เพราะว่ามันวิ่งเร็วคนเราเลยต้องการมัน”
“เพราะว่ามันเชื่องกับคนต่างหาก มันเลยยอมให้คนขี่ยังไงล่ะ”
เซียวเป่าเอ๋อเข้าใจว่าความหมายของเซียวหลีว่าคงเหมือนกับความต้องการของเซียวจ้านที่อยากให้เขาฝึกลูกม้าอย่างเจ้าเลี่ยเฟิง
“ใช้โอกาสนี้เสีย ไม่อย่างนั้นพอเจ้าเลี่ยเฟิงโตขึ้นแล้วมันจะไม่ยอมให้เจ้าขี่อีก”
เซียวเป่าเอ๋อก้มหน้าและเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ยอมแพ้หรอก”
เขาเพียงแค่ต้องบรรเทาอาหารเจ็บก้นก่อนเท่านั้น
แม่ลูกพูดคุยกันอย่างถูกคอโดยมีหงซ่านกับฮว่าเชวี่ยตามหลังอยู่เงียบ ๆ ไม่ห่าง ขณะที่ในใจนึกแปลกใจกับวิธีการพูดคุยระหว่างแม่ลูก
มีครอบครัวใดไม่ตามใจลูกอย่างเป็นแก้วตาดวงใจบ้าง มีสักกี่คนที่ยอมให้ลูกลำบากและร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด?
หากแต่เซียวหลีกลับยอม แน่นอนว่าฮว่าเชวี่ยย่อมคอยดูแลความปลอดภัยของเซียวเป่าเอ๋อ หากเจ้าม้ากล้าเหยียบเด็กชาย เขาก็พร้อมจะจัดการเจ้าม้าทันที
มีคนงานรักษาความปลอดภัยในบ้านเก่าไม่กี่คน โชคดีที่ไม่มีเรื่องเกิดขึ้น
“นายหญิงน้อย นายน้อย มาทำอะไรที่นี่?”
“นายหญิงน้อยกับนายน้อยนี่เอง”
เซียวจ้านกับหลีจงเอ่ยทักทาย
“วันนี้ข้าจะเข้าเมือง คิดว่าคงต้องให้เจ้าไปกับข้า”
เซียวหลีมองหน้าเซียวจ้าน
“ขอรับ นายหญิงน้อย”
เซียวหลีปั้นหน้าบึ้ง เขาเอาแต่เรียกขานว่านายหญิงน้อยจนนางแทบจะลอยอยู่แล้ว
ยุคนี้ไม่มีเรื่องของสิทธิมนุษยชน อย่างสิ่งที่นางทำบางครั้งก็เป็นการกดขี่ข่มเหง
เซียวจ้านนำรถคล้องกับบังเหียนม้า ก่อนขึ้นขี่มุ่งหน้าไปตามทางอย่างคล่องแคล่ว เซียวเป่าเอ๋ออดเอ่ยขึ้นไม่ได้เมื่อผ่านบ้านเซียวต้าโหย่ว “ท่านลุงใจกว้างยิ่งนัก บ้านหลังใหญ่โต และยังมีข้ารับใช้มากมายด้วย”