รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1355 ใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตน
บทที่ 1355 ใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตน
………………..
บทที่ 1355 ใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตน
หลี่จิ่วเต้าถอนหายใจ ไม่ว่าเป็นกับดักหรือไม่ เรื่องที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็เป็นความจริง บ่งบอกว่าเขาไม่อาจช่วยคลายอันตรายที่มิตินับล้านของตนกำลังจะถูกล้างบาง คิดจะคลี่คลายเรื่องถูกล้างบาง ต้องดูผู้อื่นในมิตินับล้าน
“ปัญหาไม่ใหญ่”
ทว่า ไม่นานนักเขาก็เลิกทอดถอนใจ เผยรอยยิ้มบนใบหน้า
ไม่เป็นไร มีเขาอยู่ ครั้นจะให้ผู้อื่นถึงเกณฑ์ง่ายนิดเดียว
“พวกเจ้าส่งคนกลับไปที ให้พวกซีเข้ามายังแดนต้นกำเนิดการฝึกตน”
เขาบอกกับบิดาสุยซิน เตรียมให้พวกซีเข้ามายังแดนต้นกำเนิดการฝึกตน
การจะถึงเกณฑ์ต้องการเพียงผู้บรรลุขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางสามตน สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องยาก เขาเชื่อว่ามหาโอสถที่เขาปลูกด้วยดินวิเศษช่วยให้พวกซีบรรลุขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางได้แน่
จากนั้นพวกเขากลับไปยังถิ่นของตนในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน บิดาสุยซินไม่ได้มัวชักช้า รีบส่งยอดฝีมือกลับไปยังมิตินับล้านเพื่อแจ้งข่าวแก่พวกซีทันที
“มีวิธีเหนื่อยครั้งเดียวแล้วคลี่คลายอันตรายได้ถาวรหรือไม่”
หลี่จิ่วเต้าเอนกายบนเก้าอี้โยก ทอดมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล พึมพำเสียงเบากับตนเอง
คลี่คลายภัยพิบัติล้างบางในครานี้ได้แล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกล้างบางอีกตลอดกาล ภายหน้าต้องเผชิญภัยพิบัติล้างบางอีกอยู่ดี ทันทีที่ไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องถูกล้างบาง
เขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น อยากเหนื่อยครั้งเดียวแล้วแก้ปัญหาถูกล้างบางได้ถาวร ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกริบสสารฝึกฝนอีก
“มีกระมัง”
เวลานั้น สุยซินและบิดาเดินเข้ามา บิดาสุยซินเอ่ยว่า “ลือกันว่า มีมิตินับล้านจำนวนหนึ่งอุบัติตัวตนสูงส่งไร้ใดเปรียบ พวกเขาน่าประหวั่นพรั่นพรึงเหลือแสน ได้รับการยอมรับจากต้นกำเนิดการฝึกตนจริง ๆ ต้นกำเนิดการฝึกตนยอมให้พวกเขาเข้าไปยังใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ที่นั่น พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องจะถูกล้างบางอีก ต้นกำเนิดการฝึกตนจักเอื้ออำนวยสสารฝึกฝนอัศจรรย์น่าทึ่งให้พวกเขาตลอดไป”
“อย่างนั้นหรือ”
หลี่จิ่วเต้าส่ายหน้า “ที่ข้าคิดไม่ใช่แค่นั้น…”
เขาบอกความคิดตนเอง “เมื่อได้เข้าไปในใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาจถูกล้างบางอีก แดนต้นกำเนิดการฝึกตนจะไม่กำหนดบรรทัดฐาน แต่สุดท้ายก็ยังอยู่ใต้การควบคุมของต้นกำเนิดการฝึกตน ทันทีที่ต้นกำเนิดการฝึกตนเปลี่ยนใจ ก็ยังต้องเผชิญกับอันตราย หรือถูกริบสสารฝึกฝน”
“หลี่จิ่วเต้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่าทางของเจ้าในยามนี้วอนกว่าเมื่อก่อนอีก”
สุยซินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน โบกกำปั้นสีเนื้อนุ่มนิ่มน้อย ๆ อยากต่อยหลี่จิ่วเต้าสักหมัดสองหมัดนัก
ให้ตายสิ หลี่จิ่วเต้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพูดอะไรอยู่
ได้รับการยอมรับจากต้นกำเนิดการฝึกตนอย่างแท้จริง ได้เข้าไปยังใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนแล้วยังไม่พอ อยากยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก?
สวรรค์ ช่างเป็นวาจาที่วอนเหลือเกิน!
ต้องรู้ว่าคล้อยตามจำนวนศักราชล้างบางที่ผ่านพ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ บรรทัดฐานและอันตรายที่ต้องเผชิญก็ยิ่งรุนแรง
มิตินับล้านมากมายรอดไปได้ไม่กี่ศักราชล้างบาง อย่างมากก็ได้แค่เก้าครั้งเท่านั้น
ในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน นางไม่เคยได้ยินว่ามีมิตินับล้านแห่งใดรอดมาเกินสิบครั้ง!
ส่วนที่บิดานางกล่าวมา เป็นเพียงความใฝ่ฝันของสิ่งมีชีวิตจากมิตินับล้านทั้งหมด พวกเขาล้วนปรารถนาการยอมรับอย่างแท้จริงจากต้นกำเนิดการฝึกตน เข้าไปยังแดนต้นกำเนิดการฝึกตน อยู่ให้ไกลจากภัยพิบัติล้างบาง
ทว่าในความเป็นจริง ไม่เคยมีกรณีเช่นนั้นมาก่อน!
ขณะเดียวกัน ใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนที่ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ยังไม่รู้!
เข้าไปในใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนแล้วจะห่างไกลจากภัยพิบัติล้างบางเป็นเหมือนจินตนาการของสิ่งมีชีวิตจากมิตินับล้านทั้งหลายมากกว่า บางทีอาจไม่ได้มีใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนจริง ๆ ก็ได้!
หรือต่อให้มีใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนจริง การได้เข้าไปก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ห่างจากภัยพิบัติล้างบางได้จริง อาจต้องพบเจอภัยพิบัติล้างบางอีก
“วอนหรือ”
หลี่จิ่วเต้าเกาจมูก “หากมนุษย์ปราศจากความใฝ่ฝัน แล้วต่างอย่างไรจากปลาเค็ม มนุษย์ควรมีความฝัน และเพราะมีความฝัน มนุษย์ถึงก่อการใหญ่ได้คณานับ”
เขาเอ่ยต่อ “อย่างเช่นการฝึกตน หากผู้ฝึกตนไม่มีความฝัน ไม่คิดบรรลุขอบเขตสูงขึ้น ไม่เคยบากบั่นต่อสู้ไม่หยุดหย่อนตลอดทั้งทาง การฝึกตนมีหรือจะก้าวหน้าจนอยู่ในระดับนี้ ไม่มีทาง!”
จริงดังที่ว่า สรรพสิ่งมีความก้าวหน้าได้ก็เพราะมีความฝัน หากปราศจากความฝัน ไม่คิดทำสิ่งใด คงไม่มีอันใดก้าวหน้า
“ความฝันมีได้ แต่หากไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเกินไปจะไม่เรียกว่าความใฝ่ฝัน แต่เรียกว่าฝันกลางวัน”
สุยซินกล่าว
นางยังมีนิสัยเช่นเดิม ตามที่ใจต้องการ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพราะหลี่จิ่วเต้ามีพลังกล้าแกร่งน่าสะพรึง ไม่ได้นบนอบต่อหลี่จิ่วเต้าเพราะเหตุนี้ นางยังปฏิบัติต่อเขาดังเดิม
กลับเป็นบิดาสุยซินที่เปลี่ยนท่าทีไปอย่างมหันต์หลังได้เห็นหลี่จิ่วเต้ามีพลังกล้าแกร่งน่าสะพรึง ไม่กล้าพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า และไม่กล้าเสียมารยาทต่อชายหนุ่มแม้แต่น้อย
ขณะที่สุยซินใช้ถ้อยคำเช่นนี้กับหลี่จิ่วเต้า หัวใจเขาแทบหลุดออกมา กลัวเหลือเกินว่าหลี่จิ่วเต้าจะโมโหเพราะท่าทีเช่นนี้ของสุยซิน
แน่นอนว่าหลี่จิ่วเต้าไม่ได้ใจแคบเช่นนั้น ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ต้องการให้สุยซินนอบน้อมต่อเขา หากเป็นเช่นนั้นเขาคงรู้สึกว่าน่าเบื่อ
เขาชอบท่าทีที่สุยซินมีต่อเขาในยามนี้มาก พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ไม่จำเป็นต้องระแวดระวังปานนั้น
“ฝันกลางวันหรือ เจ้าอาจพูดถูก ข้าฝันเฟื่องตอนกลางวันอยู่จริง ๆ แต่หากไม่ลองดูจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นเพียงฝันกลางวัน”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยแววตาลุ่มลึก “เลิกคิดเข้าไปยังใจกลางแดนต้นกำเนิดการฝึกตนเสีย เช่นนั้นยังอยู่ใต้การควบคุมอยู่ดี ควรคิดหาทางหลุดจากการควบคุม ไม่ถูกคุกคาม อย่างเช่น…เหยียบต้นกำเนิดการฝึกตนไว้ใต้เท้า ให้ต้นกำเนิดการฝึกตนยกย่องเราเป็นใหญ่ คอยรับใช้พวกเรา”
นี่เป็นเป้าหมายที่เขาต้องฟันฝ่าต่อไป
มีเพียงเท่านี้จึงจะเหนื่อยครั้งเดียว ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจำกัดหรือคุกคามอีก
หากทำไม่ได้ ภัยคุกคามก็ไม่มีวันจางหาย
แน่นอน เขารู้ว่าเป้าหมายนี้ยากเย็นเพียงใด เพ้อเจ้อเพียงใด แต่เขาไม่มีทางยอมแพ้ และถือการนี้เป็นจุดมุ่งหมาย เดินไปให้ถึงที่สุดจวบจนสำเร็จลุล่วง!
“เหยียบต้นกำเนิดการฝึกตนไว้ใต้เท้า ให้พวกเขายกย่องเราเป็นใหญ่ คอยรับใช้เรา!”
สุยซินสูดปาก “เจ้ากล้าลั่นวาจายิ่งนัก!”
คุยโวเกินไปแล้ว!
ต้นกำเนิดการฝึกตนไม่ใช่ลูกแมวลูกหมา เหยียบไว้ใต้เท้าได้ง่ายดาย พวกเขาเป็นถึงต้นกำเนิดของการฝึกตน จุดเริ่มต้นของการฝึกตน พลังของผู้ฝึกตนทั้งหมดล้วนมาจากต้นกำเนิดการฝึกตน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไฉนเลยจะเหยียบต้นกำเนิดการฝึกตนไว้ใต้เท้าได้เล่า ไม่มีทาง!
“อย่างเจ้านี่ยิ่งกว่าฝันกลางวัน เพ้อเจ้อไปเรื่อยอีก!”
สุยซินเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
เพราะเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นจริงแน่นอน อย่าแม้แต่จะคิด ไม่มีความหวังสักนิด!