รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1351 หัวใจเต๋าอันสงบสำคัญที่สุด
บทที่ 1351 หัวใจเต๋าอันสงบสำคัญที่สุด
………………..
บทที่ 1351 หัวใจเต๋าอันสงบสำคัญที่สุด
นี่ถึงขั้นวาดภาพแล้วหรือ
ซ้ำยังเดิมพันกันด้วย
หลี่จิ่วเต้าหมดถ้อยคำเอื้อนเอ่ย ข่าวลือทำร้ายคนได้ไม่เบาจริง ๆ
เวลานี้เขาถูกทำร้ายอย่างสาหัส!
อีกด้าน โม่ชิงเห็นเด็กหนุ่มออกปากเชิญหลี่จิ่วเต้าร่วมเดิมพันก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“จื่อฉยง ข้ายังไม่ทันได้แนะนำสหายหลี่ผู้นี้ให้เจ้ารู้จัก!”
โม่ชิงรีบบอก “ชื่อเต็มของสหายหลี่คือ…หลี่จิ่วเต้า คราวนี้พวกเจ้าเข้าใจหมดแล้วใช่หรือไม่ ไม่ต้องให้ข้าเอ่ยอันใดอีกแล้วกระมัง”
ก่อนหน้านี้เขาไม่ทันได้แนะนำหลี่จิ่วเต้าก็ถูกเด็กสาวนามจื่อฉยงขัดขึ้นเสียก่อน จะให้พวกเขาดูภาพวาดให้ได้
เดิมเขาคิดว่าไม่เป็นอันใด ผู้ใดเล่าจะคิด ภาพที่จื่อฉยงวาดคือหลี่จิ่วเต้า!
ที่สำคัญวาดก็วาดเถิด ซ้ำร้ายยังวาดได้ทุเรศเช่นนี้!
วาดได้ทุเรศแล้วยังให้เจ้าตัวดู อีกทั้งให้เจ้าตัวเดิมพันด้วย กระอักกระอ่วนเกินไปแล้ว!
“หลี่จิ่วเต้า ชื่อนี้ดียิ่ง จิ่วซึ่งมีความหมายว่าเก้าเป็นตัวเลขสูงสุด จิ่วเต้าบ่งบอกว่าจุดสูงสุดของมหาเต๋า ชื่อของสหายหลี่ไม่เลวจริง ๆ!”
จื่อฉยงไม่ได้ใส่ใจ ยังไหวตัวไม่ทัน
ทว่า ผู้คนข้าง ๆ รู้สึกตัว สีหน้าเปลี่ยนไปกันทั้งสิ้น นึกออกแล้วว่าหลี่จิ่วเต้าเป็นใคร
“จื่อฉยง เจ้าตรองชื่อหลี่จิ่วเต้าให้ดีเถิด เอ่อ…ผู้ที่เจ้าวาดคือใครหรือ” เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยเสียงแผ่วกับจื่อฉยง
“ผู้ที่ข้าวาดเป็นใคร ย่อมต้องเป็นคนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือนผู้นั้นอยู่แล้ว! เป็นอันใดไป หรือคนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือนผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับสหายหลี่ อ๊ะ…ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ขอสหายหลี่โปรดอย่าขุ่นเคือง!”
จื่อฉยงพูดไปพูดมาก็นึกได้ว่าหลี่จิ่วเต้าเป็นใคร ใบหน้าของนางแดงก่ำในบัดดล ช่างประดักประเดิดและเสียมารยาทเกินไปแล้ว นางยังไม่เคยเสียมารยาทเช่นนี้มาก่อน!
“ไม่เป็นไร ว่ากันว่าคนไม่รู้ไม่ผิด อีกอย่าง ล้วนเป็นเพราะข่าวลือที่ลือไปว่าข้าเป็นคนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือน!” หลี่จิ่วเต้าเอ่ย
‘หลังกลับไปข้าจะอัดคนพวกนั้นให้น่วม!’
เขาเอ่ยในใจอย่างเคียดแค้น
ผู้ใดกันที่อยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรให้ทำแล้วปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับเขา ต้องเป็นเจ้าพวกในเขตศักราชล้างบางที่หนึ่งที่เคยประมือกับเขาแน่ พวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จึงผูกใจเจ็บ กระจายข่าวลืออันไม่เป็นจริงเพื่อว่าร้ายเขา
“สหายหลี่ใจกว้างยิ่งนัก!”
จื่อฉยงรีบเอ่ยกับหลี่จิ่วเต้ายิ้ม ๆ “บอกตามตรง ครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องสหายหลี่ก็รู้สึกว่าต้องเป็นเพียงข่าวลือแน่ มีอย่างที่ไหนอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้ ไม่มีทาง!”
นี่ยังจะบอกว่าไม่เชื่อ รู้สึกว่าเป็นข่าวลือแน่นอนอย่างนั้นหรือ
หลี่จิ่วเต้าหน้าเสีย เจ้าวาดออกมาแล้วแท้ ๆ ยังว่าตัวเองไม่เชื่ออีก แล้วยังรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้อีก
ยิ่งอธิบายยิ่งแย่จริง ๆ
เห็นชายหนุ่มไม่พูดจา สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก จื่อฉยงรู้สึกตัวทันทีว่านางใช้ถ้อยคำผิด จึงรีบยกจอกสุราขึ้นพลางเอ่ย “สหายหลี่โปรดอย่าโมโห ข้าไม่ใช่คนช่างเจรจา ปากไวไม่รู้จักคิด ช่างเถิด ข้าไม่ขอเอ่ยอันใดไปมากกว่านี้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในสุราจอกนี้ ข้าขอดื่มลงโทษตัวเองสามจอก!”
นางยกจอกสุราขึ้นมาดื่มรวดสามจอก ใบหน้าเฉิดฉินเปลี่ยนเป็นสีแดง เริ่มเมาขึ้นมาบ้างแล้ว
ระดับอย่างพวกเขาย่อมไม่ดื่มสุราธรรมดา เหล้านี้ถูกบ่มด้วยวัตถุดิบล้ำค่าหายากในปฐพี ฤทธิ์แรงยิ่งนัก หากดื่มมากไปพวกเขาก็เมาได้เช่นกัน
หลี่จิ่วเต้ารู้สึกว่าคนในโต๊ะนี้ไม่เลว ไม่ได้เย่อหยิ่งวางอำนาจ ไม่เคยดูแคลนเขาเพียงเพราะเขามาจากเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง
แน่นอนว่าไม่นับโม่ชิง
เมื่อคราวโม่ชิงรู้ว่าเขามาจากเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง เป็นผู้ที่ผ่านศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งได้วางท่าข่มเหงไม่เบา ไม่เห็นเขาในสายตาสักนิด
ทว่า เขาไม่ใช่คนใจคอคับแคบ จึงไม่ได้ปักใจมองโม่ชิงไม่ดีเพราะเรื่องเล็กแค่นี้
ผู้ที่แข็งแกร่งดูหมิ่นผู้ที่อ่อนแอถือเป็นนิสัยดั้งเดิมของมนุษย์ ต่อให้เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตสูงส่งก็ไม่เว้น มีสถานการณ์เช่นนี้เหมือนกัน
จากนั้น เขายกจอกสุราขึ้นดื่มกับพวกจื่อฉยง
“สหายหลี่คอแข็งยิ่ง! ดื่มไปตั้งหลายจอกแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะเมาสักนิด”
จื่อฉยงกรึ่ม ๆ แล้ว แต่นางกลับเห็นหลี่จิ่วเต้าไม่เป็นไรสักนิด พลันตะลึงขึ้นมา
ต้องรู้ว่าสุราที่พวกเขาดื่มนั้นไม่ธรรมดา คอแข็งสะท้อนถึงความทรงพลัง หากไม่ได้ทรงพลังกล้าแกร่ง อย่าว่าแต่ดื่มมาตั้งหลายจอกแต่ยังไม่เมา ลำพังได้กลิ่นก็อาจเมาคอพับได้
โม่ชิงคือตัวอย่างที่ดีที่สุด
โม่ชิงในเวลานี้เมาคอพับไปนานแล้ว ฟุบหลับกับโต๊ะ
อีกสองคนก็เช่นกัน เมาหลับกับโต๊ะ
พวกเขาต่างยังไม่ได้บรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิต ดื่มได้ไม่กี่จอก ลงท้องไม่เท่าไรก็เมา
“สหายหลี่เก่งกล้าอย่างแท้จริง!”
เด็กหนุ่มผมทองผู้หนึ่งเอ่ยต่อหลี่จิ่วเต้าอย่างสะท้อนใจ
เขาไม่ได้เมามาก เพิ่งกรึ่ม ๆ เท่านั้น เขานั้นแข็งแกร่งที่สุดในที่นี้ อยู่ในขอบเขตบ่อเกิดชีวิตวรรณะสอง
ส่วนหลี่จิ่วเต้าไม่มีท่าทีว่าจะเมาสักนิด สุดยอดจริง ๆ หลี่จิ่วเต้าต้องแข็งแกร่งกว่าเขาแน่
ขณะที่สะท้อนใจยิ่ง ยังรู้สึกทึ่งอีกด้วย
ต้องรู้ว่าเขาไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ที่ผ่านศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งดุดันเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าหลี่จิ่วเต้าก้าวสู่ขอบเขตบ่อเกิดชีวิตแล้ว ซึ่งถือเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย!
บำเพ็ญอย่างไรกันนี่
เมื่อถึงระดับพวกเขาแล้ว การรู้แจ้งไม่ได้สลักสำคัญเท่าใด พวกเขาไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตระดับล่าง จำต้องพึ่งการรู้แจ้งในการยกระดับตนเอง
และระดับอย่างพวกเขา การรู้แจ้งเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่สาเหตุสำคัญของการยกระดับพลัง ระดับพวกเขาต้องการสสารสูงส่งมากกว่า
มีเพียงสสารสูงส่งมากพอ จึงจะยกระดับพวกเขาได้
มิตินับล้านต่าง ๆ แม้มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ แต่ในสถานการณ์ที่รอดจากศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งมาได้ ก็ไม่ได้ห่างชั้นกันเกินไป ขีดจำกัดที่บำเพ็ญขึ้นไปได้ไม่นับว่าสูงนัก
มิตินับล้านที่ถึงเกณฑ์แล้วส่วนใหญ่ล้วนบรรลุขอบเขตหยินหยางในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ไม่อาจบรรลุในมิตินับล้านที่ตนอยู่
สภาพแวดล้อมในเขตศักราชการล้างบางครั้งที่หนึ่งเป็นบริเวณเลวร้ายที่สุดในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ขีดจำกัดที่ยกระดับด้วยสสารฝึกฝนในนั้นก็ไม่สูงนัก ยากจะบรรลุขอบเขตบ่อเกิดหยินหยาง
และเพราะเหตุนี้ ในเขตศักราชการล้างบางครั้งที่หนึ่งจึงไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตระดับบ่อเกิดชีวิตอุบัติ
อย่าว่าแต่บ่อเกิดชีวิตเลย แม้แต่ขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้ายังแทบไม่มีให้เห็น ผู้ที่อยู่ในขอบเขตสูงสุดส่วนใหญ่แล้วอยู่ราว ๆ บ่อเกิดหยินหยางวรรณะเจ็ด
ส่วนหลี่จิ่วเต้าไม่ได้อยู่ในเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง หากแต่ฝึกฝนอยู่ในเขตศักราชล้างบางครั้งที่สองเรื่อยมาหรือไม่นั้น เขาไม่ได้คิด
เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แดนต้นกำเนิดการฝึกตนโหดร้ายเหลือแสน โหดร้ายกว่าที่ไหน ๆ ไม่ทันผ่านศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งก็คิดจะเข้าไปบำเพ็ญในเขตศักราชล้างบางครั้งที่สองหรือ
มีเรื่องโชคดีเช่นนั้นที่ไหน!
หากทำเช่นนั้นได้จริง ในเขตศักราชล้างบางครั้งที่สองคงมีผู้ที่กำลังผ่านพ้นศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งอยู่เต็มไปหมด
ถึงอย่างไร สสารฝึกฝนในเขตศักราชล้างบางครั้งที่สองก็อัศจรรย์กว่าเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งมากนัก ขีดจำกัดก็สูงขึ้นไป
ทว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ผู้ที่กำลังผ่านศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งสามารถเข้าไปยังเขตศักราชล้างบางครั้งที่สอง ทว่าอยู่ได้เพียงระยะสั้น ๆ ไม่อาจพำนักนาน
หากพำนักนานจะถูกแดนต้นกำเนิดการฝึกตนขับไล่
แดนต้นกำเนิดการฝึกตนอำมหิตกว่าที่ใด ไม่มีเรื่องดี ๆ เช่นนั้นเด็ดขาด
ทว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ หลี่จิ่วเต้ายังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ บรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิต นับว่าผิดคาดถึงขีดสุด จนคิดไม่ตกว่าหลี่จิ่วเต้าบำเพ็ญจนอยู่ในระดับนี้ได้อย่างไร
“ไม่ได้เก่งกล้า สิ่งสำคัญเพราะข้าชื่นชอบการดื่มสุรา ปกติหากอยู่ว่าง ๆ เป็นต้องดื่มสักจอกสองจอก ถึงได้คอแข็งเช่นนี้ นับว่าปกติ” หลี่จิ่วเต้าเอ่ยยิ้ม ๆ
เขามีสุราที่วิเศษวิโสกว่าสุราที่นี่มาก และเขาก็ขัดเกลาตนเองจนสำเร็จ ดื่มสุราที่วิเศษกว่านี้อยู่บ่อย ๆ ร่างกายจึง ‘ทนทานต่อเหล้า’ มาก สุราดาษดื่นไม่อาจทำให้เขาเมาได้เลย
“สหายหลี่ถ่อมตนเกินไป!”
เด็กหนุ่มผมทองนาม…เฟิงอี้เอ่ย “ขอบังอาจถามสักคำว่าบัดนี้สหายหลี่อยู่ในขอบเขตใดหรือ”
หลี่จิ่วเต้าส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจนัก วิชาที่ข้าบำเพ็ญพิเศษอย่างยิ่ง เป็นผลให้ขอบเขตเลือนราง จนข้ายังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในขอบเขตใด และเพราะเหตุนี้ข้าจึงไล่ประลองลับฝีมือกับผู้อื่นไปทั่วเพื่อยืนยันขอบเขตของตน”
เขาไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นปุถุชน ไม่ได้อยู่ในขอบเขตพลังใด เพราะการอธิบายเช่นนี้ยุ่งยากเป็นอย่างมาก และอาจเผยไต๋ของเขา แม้เขามองพวกเฟิงอี้ว่าไม่เลว กระนั้นก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนมากนัก
“ขอบเขตเลือนรางหรือ มีวิถีเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ!”
เฟิงอี้ผงะ ไม่เคยได้ยินวิถีเช่นนี้มาก่อน
“หากให้ความสำคัญกับขอบเขตมากเกินไป แท้จริงแล้วย่อมไม่เป็นการดี หัวใจอาจยึดติดเพราะเหตุนี้ อย่างเช่นปรารถนาบรรลุขอบเขตใดขอบเขตหนึ่งเกินไป จนหัวใจเต๋าของตนสูญเสียความสงบ”
หลี่จิ่วเต้ากล่าว “ปล่อยวางเรื่องขอบเขต ไม่สนว่าตนเองอยู่ในขอบเขตใด เช่นนี้หัวใจเต๋าจึงจะสงบลงมาก และไม่ได้เกิดข้อได้ข้อเสียมากมาย กลับจะช่วยให้บรรลุได้สูงขึ้น! การฝึกฝนนี้ สำหรับข้าแล้วการมีหัวใจเต๋าสงบสำคัญอย่างยิ่ง”
แน่นอนว่าเขาพูดเหลวไหลไปเรื่อย
เขาเป็นเพียงปุถุชน ไม่เคยบำเพ็ญเพียร ไฉนเลยจะรู้เรื่องมากมายเพียงนี้
“หัวใจเต๋าอันสงบหรือ สหายหลี่พูดได้ดี ถูกต้องแล้ว!”
เฟิงอี้รู้สึกเห็นด้วยกับคำกล่าวของหลี่จิ่วเต้า “ข้าเองก็เป็นเช่นนี้ หัวใจเต๋าไม่สงบ ทุกครั้งที่บรรลุขอบเขตใหม่เป็นต้องนึกอยากบรรลุขอบเขตถัดไป แม้ข้าตั้งใจควบคุมเรื่องนี้แล้ว กระนั้นใช่ว่าอยากคุมก็คุมได้”
“เห็นหรือไม่ ขอเพียงเจ้าแข็งแกร่งมากพอ ต่อให้เจ้าเหลวไหลไปเรื่อยก็ไม่เป็นไร ผู้อื่นไม่เพียงแต่ไม่เคลือบแคลง แต่ยังยกวาจาเหล่านี้เป็นสัจธรรมอีกด้วย”
หลี่จิ่วเต้าเห็นเฟิงอี้มีความรู้สึกร่วมขึ้นมา อดนึกในใจไม่ได้
เขาพล่ามไปเรื่อยเฉย ๆ เฟิงอี้กลับยังเห็นด้วย
“มิน่าสหายหลี่ถึงกล้าแกร่งเพียงนี้ ที่แท้สหายหลี่มีวิถีบำเพ็ญไม่ธรรมดาขนาดนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ สหายหลี่อยากไม่เก่งยังยาก!”
จื่อฉยงเมาจนเละเทะแล้ว กระนั้นยังบอกกับหลี่จิ่วเต้าด้วยท่าทีนับถือเป็นหนักหนา
เห็นได้ชัดว่านางก็ถือวาจาหลี่จิ่วเต้าเป็นสัจธรรม
“วิถีฝึกฝนของสหายหลี่ทำให้ขอบเขตพร่าเลือน และสหายหลี่ก็ไม่ใส่ใจว่าตนเองอยู่ในขอบเขตใดแล้วอย่างเห็นได้ชัด เหตุใดสหายหลี่ถึงต้องขอท้าประลองลับฝีมือกับผู้อื่นไปเรื่อยเพื่อยืนยันขอบเขตพลังของตนเล่า”
เวลานี้ เฟิงอี้บอกความสงสัยในใจเขาออกไป “เช่นนี้ไม่เป็นการฝ่าฝืนวิถีที่สหายหลี่ฝึกฝนอยู่หรือ”
“ช่วยไม่ได้ ข้าไม่อยากยืนยันขอบเขตพลังของตนคงไม่ได้”
หลี่จิ่วเต้าถอนหายใจ “ศักราชล้างบางหนนี้ใกล้จบแล้ว และมิตินับล้านที่ข้าอยู่ยังไม่ได้ประทับตรา ข้าต้องการยืนยันพลังของตน เช่นนี้จึงจะได้รู้ว่ามิตินับล้านที่ข้าอยู่ถึงเกณฑ์หรือยัง”
เรื่องนี้ไม่ได้พูดเหลวไหล หากแต่เป็นความจริง
“เข้าใจแล้ว!”
เฟิงอี้พยักหน้า ไม่เหลือข้อสงสัยอีก “ฝ่าฝืนวิถีที่ตนฝึกฝน สหายหลี่ต้องลำบากแล้ว! หากสหายหลี่ไม่รังเกียจ ข้ายินดีประลองกับสหายหลี่ เพื่อยืนยันว่าขอบเขตของสหายหลี่อยู่ในระดับใดกันแน่”
อันที่จริง ตัวเขาก็อยากสู้กับหลี่จิ่วเต้ามากเช่นกัน
เขาอยากรู้เหลือเกินว่าอีกฝ่ายอยู่ในขอบเขตใด
“ไฉนเลยจะรังเกียจ ถือเป็นเกียรติของข้าแล้ว!”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ยอย่างสะท้อนใจ “เขตศักราชล้างบางครั้งที่สองที่ดีจริง ไม่เหมือนเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง ข้าขอประลองลับฝีมืออย่างสุภาพ แต่กลับถูกมองเป็นคนพิลึกฟั่นเฟือน ทำเหมือนว่าข้านั้นผิดเพี้ยนไม่ปกติ”
ได้ยินว่าหลี่จิ่วเต้าจะสู้กับเฟิงอี้ จื่อฉยงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที นางรีบบอกเฟิงอี้ “พี่เฟิงอี้ ช่วยให้ข้าสร่างเมาที ข้าอยากรับชมการต่อสู้นี้ด้วยสติเต็มร้อย!”
นางเมาจนสติชักจะเลือนราง เมาหนักเกินไป และฤทธิ์เหล้าระดับนี้ นางไม่อาจขจัดด้วยตนเอง จึงต้องขอความช่วยเหลือจากเฟิงอี้ นางเองก็ใคร่รู้ในความสามารถของหลี่จิ่วเต้า อยากรู้เหลือเกินว่าหลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งเพียงใด
“ได้”
เฟิงอี้ลงมือละลายฤทธิ์เหล้าให้จื่อฉยง ผ่านไปไม่นาน ใบหน้าจื่อฉยงไม่เป็นสีแดงอีก กลับเป็นปกติ ไม่ได้เมาอีกแล้ว
“ช่วยพวกโม่ชิงสร่างเมาด้วยแล้วกัน พวกเขาต้องอยากรับชมศึกนี้มากแน่ ๆ หากพวกเขาตื่นแล้วรู้ว่าพลาดการต่อสู้เช่นไรไป เป็นต้องสำนึกเสียใจแทบบ้าแน่นอน!”
จื่อฉยงบอกเฟิงอี้
“ได้”
เฟิงอี้ช่วยพวกโม่ชิงสร่างเมาด้วย จื่อฉยงเองก็คอยช่วย ผ่านไปไม่นาน พวกโม่ชิงได้สติกันหมด
“จะประลองฝีมือกันแล้วหรือ”
“ขอบคุณที่ช่วยปลุกเรา!”
พวกโม่ชิงต่างตื่นเต้นเป็นหนักหนาอย่างไม่มีข้อยกเว้น
จากการดื่มสุราก็ดูออกว่าหลี่จิ่วเต้านั้นไม่ธรรมดา ทรงพลังอย่างยิ่ง พวกเขาจึงอยากรู้กันหมดว่าหลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งถึงระดับไหนกันแน่!
จื่อฉยงพูดไม่ผิด หากพวกเขาพลาดการต่อสู้นี้ เป็นต้องสำนึกเสียใจแทบบ้าแน่นอน ยังดีที่จื่อฉยงและเฟิงอี้ช่วยให้พวกเขาสร่างเมา
“สหายหลี่ ไปกันเถิด”
เฟิงอี้ย่างเท้า ก้าวเดียวก็มาถึงอวกาศ เดิมเขาไม่ได้เมามากอยู่แล้ว ภายหลังได้กำจัดฤทธิ์เหล้าในกายออกไปหมดเพราะกลัวกระทบต่อกำลังรบของเขา ไม่อาจปะทุพลังที่กล้าแกร่งยิ่งขึ้น
“มาแล้ว”
หลี่จิ่วเต้าย่างเท้า มาถึงอวกาศในก้าวเดียวเช่นกัน พวกจื่อฉยงพากันตามมาถ้วนหน้า
ศึกใหญ่เช่นนี้ย่อมต้องหรรษาอย่างยิ่งยวด พวกเขาต่างตั้งตารอศึกนี้!
จากนั้นหลี่จิ่วเต้ากับเฟิงอี้ก็เริ่มประลอง ต่อสู้ดุเดือดอยู่ในอวกาศ