รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1350 ข่าวลือเกิดขึ้นเช่นนี้แหละ
บทที่ 1350 ข่าวลือเกิดขึ้นเช่นนี้แหละ
………………..
บทที่ 1350 ข่าวลือเกิดขึ้นเช่นนี้แหละ
อัปลักษณ์เกินคน หน้าตาน่ากลัว สุ้มเสียงระคายหู!
หลังหลี่จิ่วเต้าได้ยินก็ขบกรามอย่างอดไม่ได้ หาว่าเขาเป็นคนพิลึกฟั่นเฟือน ฝึกฝนจนเสียสติยังไม่เท่าไหร่ ตอนนี้ยังหาว่าเขาอัปลักษณ์เกินคนอีก
เขามองว่าต่อให้เขาไม่หล่อ ก็ไม่ได้ใกล้เคียงความอัปลักษณ์ ข่าวลือนี้ช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย!
ข่าวลือเกิดขึ้นได้เพราะอย่างนี้แหละ ยิ่งลือกันไปก็ยิ่งเพี้ยน! หลี่จิ่วเต้าเอ่ยในใจอย่างเคียดแค้น
“พี่ชาย เจ้าไม่เคยได้ยินคงไม่รู้ ได้ยินว่าคนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือนผู้นี้ตั้งใจมาประลองลับฝีมือที่เขตของเราด้วย!”
เด็กหนุ่มหัวเราะไม่หยุด “ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกเขา เขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งไฉนเลยจะเทียบกับพวกเราได้ เขายังคิดมาประลองลับฝีมือในเขตของเรา เจ้าว่าน่าขันหรือไม่!”
เอาอีกแล้ว!
หลี่จิ่วเต้ามีสีหน้าอึมครึม คนฟั่นเฟือนก็ฟั่นเฟือนเถิด ไยต้องเติมคำว่าอัปลักษณ์ไว้ข้างหน้าด้วย
หากไม่เติมคำว่าอัปลักษณ์เขายังพอทน พอมีคำว่าอัปลักษณ์เพิ่มเข้ามา เขาทนไม่ได้จริง ๆ!
“ไม่น่าขัน!”
ชายหนุ่มโพล่งออกไป “ผู้ใดมิใช่รอดมาจากศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งกัน อย่าได้ดูถูกผู้อื่น ผู้อื่นอาจเก่งกาจกว่าที่เจ้าคิดมากนัก!”
“ผู้ที่ไม่รู้แม้กระทั่งระดับความสามารถของตน ไม่ใช่ฝึกฝนจนเสียสติแล้วจะเรียกว่าอันใด”
เด็กหนุ่มเอ่ย “วางใจเถิด ขอเพียงเขากล้ามาเขตของเรา ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตตนใดในเขตเราล้วนสั่งสอนเขาได้สบาย”
“ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตตนใดก็ทำได้หรือ” หลี่จิ่วเต้าถาม
“ถูกต้อง”
เด็กหนุ่มเอ่ย “เขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งเป็นสถานที่เช่นไร เขตของเราเป็นสถานที่เช่นไร สิ่งแวดล้อมเหนือกว่าเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งมากนัก โดยเฉพาะยามนี้ยังไม่มีผู้ฝึกตนกลุ่มใหม่เข้าร่วม ในเขตของเราล้วนเป็นคนเก่าแก่ ใช่ผู้ที่เขาเทียบเคียงได้ที่ไหน”
ศักราชล้างบางครานี้ยังไม่จบลง เพราะอย่างนั้น สิ่งมีชีวิตที่ผ่านศักราชล้างบางครั้งที่สองล้วนเป็นกลุ่มเก่า
ที่เด็กหนุ่มว่ามาไม่ผิด ในเขตนี้มีแต่คนเก่าแก่ ต่างบำเพ็ญในเขตนี้มาช้านาน พลังกล้าแกร่งไร้ใดเปรียบ สุ่มผู้ใดออกมาล้วนกล้าแกร่งเหลือแสน
“ก็ได้!”
หลี่จิ่วเต้าเว้นระยะห่างจากเด็กหนุ่ม ก่อนจะบอกกับเด็กหนุ่มด้วยท่าทีขึงขัง “ข้ามีนามว่าหลี่จิ่วเต้า อยากประลองลับฝีมือกับสหาย ขอสหายโปรดชี้แนะ!”
“ได้เลย ไม่มีปัญหา”
เด็กหนุ่มรับปากยิ้ม ๆ ในเขตนี้ การประลองแลกเปลี่ยนฝีมือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้ประหลาดแต่อย่างใด
“เอ๋ เดี๋ยวก่อนนะ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าชื่อหลี่จิ่วเต้านี้คุ้นเคยยิ่งนัก”
เขาเลิกคิ้วขึ้น ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าคุ้นชื่อหลี่จิ่วเต้า คล้ายว่าเคยได้ยินที่ใดมาก่อน
“น่าจะคุ้นเคยสิ สหายลองตรองให้ดีอีกทีเถิด” หลี่จิ่วเต้าเอ่ย
จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไร เมื่อครู่ยังวิพากษ์วิจารณ์เขาอยู่เลย
“บ้าจริง เจ้าคือหลี่จิ่วเต้าหรือ คนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือนผู้นั้นอย่างนั้นรึ?!”
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็นึกออก อุทานเสียงหลง คิดไม่ถึงว่าเขาจะนินทาเจ้าตัวต่อหน้า
เขามีสีหน้าแปลกไป ช่างเป็นประสบการณ์ที่สนุกยิ่งนัก เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับเขา
คนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือน?
เอาอีกแล้ว!
หลี่จิ่วเต้าหน้าดำคร่ำเครียด ฟั่นเฟือนก็ฟั่นเฟือนเถิด เหตุใดต้องเติมคำว่าอัปลักษณ์ไว้ข้างหน้าด้วยเล่า!
“ไม่คิดเลย นี่เจ้ากล้ามาจริงหรือ ข้าก็นึกว่าเป็นข่าวลือ ผู้ที่ผ่านศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งไฉนเลยจะกล้ามายังเขตศักราชล้างบางครั้งที่สอง” เด็กหนุ่มเอ่ย
“เจ้าพูดถูก เป็นเพียงข่าวลือจริง ๆ ซ้ำยังลือกันไปไกลด้วย ข้าอัปลักษณ์ตรงไหน”
หลี่จิ่วเต้าถามเด็กหนุ่ม “ข้าขอถามเจ้า ข้าอัปลักษณ์จริงหรือ”
“ตาคมคิ้วโด่ง รูปโฉมหล่อเหลา ไม่ได้ใกล้เคียงความอัปลักษณ์สักนิด”
เด็กหนุ่มมองหลี่จิ่วเต้าอย่างแปลกใจ “จะว่าไป เจ้าไม่รู้จริงหรือว่าความสามารถตนเองอยู่ในระดับใด”
“ไม่รู้จริง ๆ” หลี่จิ่วเต้ากล่าว
“อ้อ เช่นนั้นที่ว่าฟั่นเฟือนก็ไม่ใช่ข่าวลือ”
เด็กหนุ่มเอ่ย “จะว่าไป พี่ชายฝึกฝนอย่างไรกัน เหตุใดถึงเสียสติไปได้ ไม่สมควรเลย ไม่มีเหตุผลสักนิด!”
ผู้ฝึกตนระดับล่างเท่านั้นจึงจะฝึกฝนจนเสียสติ ระดับอย่างพวกเขาไม่มีทางฝีกฝนจนเสียสติแน่นอน ต่อให้ฝึกฝนอย่างไม่เป็นแบบแผนก็ไม่มีทางเสียสติจนฟั่นเฟือน
“เจ้าเอ่ยออกมาเองว่าไม่มีเหตุผลแล้วยังจะถามข้า ข้าย่อมไม่ได้เสียสติ ไม่ได้ฟั่นเฟือน แต่ปกติมาก”
หลี่จิ่วเต้ากล่าว “กรณีของข้านั้นพิเศษ วิธีฝึกฝนแตกต่างจากพวกเจ้า ครั้นไม่รู้ว่าพลังตนเองอยู่ในระดับใดนับว่าปกติ อย่าได้คิดว่าข้าผิดปกติเพราะเหตุนี้”
“หากไม่ได้ผิดปกติ ก็นับว่าเจ้าอวดดีเกินไป”
เด็กหนุ่มเอ่ย “เจ้ากำลังผ่านพ้นศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งแต่ยังกล้ามาถึงถิ่นพวกเรา ข้าว่าเจ้ารีบกลับไปเสียเถิด เป็นอย่างที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้า สิ่งมีชีวิตในเขตนี้ไม่ใช่ผู้ที่เจ้าท้าประลองได้ ไม่ว่าผู้ใดล้วนกำราบเจ้าได้สบาย”
“ไม่ลองจะรู้ได้อย่างไร สหายอย่ามั่นใจเกินไปดีกว่า ประลองให้รู้ดำรู้แดงจะเหมาะสมกว่า”
“ได้ ในเมื่อเจ้าหาเรื่องเจ็บตัว เช่นนั้นข้าจะสงเคราะห์ให้”
เด็กหนุ่มเอ่ย “ขอบเขตของข้าไม่ได้สูงนัก เพิ่งบรรลุบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้าตอนปลายเท่านั้น ไม่ได้เก่งกาจนักในเขตนี้ ถือว่าพอไปวัดไปวา”
ปากเขาบอกไม่ได้เก่งกาจ ทว่าสีหน้ากลับมิใช่เลย ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิ ขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้า ซ้ำยังเป็นตอนปลาย นี่เป็นระดับสูงลิ่วที่สิ่งมีชีวิตที่ผ่านพ้นศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งจินตนาการไม่ถึงแน่นอน!
ในศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง ยากจะมีสิ่งมีชีวิตตนใดบำเพ็ญถึงระดับสูงเพียงนี้ อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยได้ยิน
ความจริงก็เป็นประมาณนั้น ผู้ที่พลังสูงสุดในเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งที่หลี่จิ่วเต้าเคยประลองด้วย เพิ่งอยู่ในขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเจ็ดเท่านั้น ไม่เคยได้ยินว่ามีใครบรรลุขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้า
และเพราะเหตุนี้ เขาจึงมายังเขตศักราชล้างบางครั้งที่สอง ในเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดสร้างแรงกดดันให้เขาได้เลย
“เพิ่งจะขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้าเท่านั้น ไม่ได้เก่งกาจเท่าใดจริงด้วย”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ย “ข้าก็นึกว่าผู้คนในเขตนี้อยู่เหนือขอบเขตบ่อเกิดชีวิตทั้งหมดเสียอีก”
เขาเห็นเด็กหนุ่มคุยโวใหญ่โต ไม่ว่าผู้ใดล้วนสั่งสอนเขาได้สบาย จึงนึกว่าทุกคนล้วนอยู่เหนือขอบเขตบ่อเกิดชีวิต สุดท้ายเด็กหนุ่มกลับอยู่เพียงขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้า ไม่ได้บรรลุสู่ขอบเขตบ่อเกิดชีวิต
เช่นนี้แล้วเด็กหนุ่มยังหาว่าเขาอวดดี ผู้ที่อวดดีคือเด็กหนุ่มมากกว่า!
“เช่นนี้แล้วเจ้ายังบอกว่าเจ้าไม่ได้เสียสติอีกหรือ ยังบอกว่าเจ้าปกติอีกหรือ อยากขำให้ตายชัก เจ้าปกติตรงไหน ฟั่นเฟือนจนไม่อาจฟั่นเฟือนไปมากกว่านี้แล้ว!”
เด็กหนุ่มเดือดดาล เดิมเขาคิดว่าหลังบอกขอบเขตพลังของตนแล้วหลี่จิ่วเต้าจะตกใจ ถึงอย่างไร บ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้า ซ้ำยังเป็นตอนปลายขั้นสูงสุดก็เป็นระดับมหากาฬในเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง ไม่อาจแตะต้อง ไม่มีทางบรรลุ
หารู้ไม่ หลี่จิ่วเต้าไม่เพียงแต่ไม่ตกใจสักนิด ซ้ำยังเยาะเย้ยเขากลับ เขาโมโหนัก!
“เช่นนั้นขอข้าดูฝีมือเจ้าหน่อยแล้วกัน!”
เด็กหนุ่มแค่นยิ้ม โจมตีหลี่จิ่วเต้าทันที
ร่างกายเขาเปล่งแสงเจิดจ้า พลังปราณขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้าปลดปล่อยออกมาเต็มที่ เขาต้องสั่งสอนหลี่จิ่วเต้าให้ดี ให้หลี่จิ่วเต้าไม่อาจอวดดีอีก!
“ได้”
หลี่จิ่วเต้าไม่ได้เกรงกลัว ออกรับการโจมตี
เมื่อมีพลังจากของวิเศษทั้งหลายผนึกร่าง เขาไม่ต้องใช้ศัสตราวุธก็มีพลังกล้าแกร่งอย่างแท้จริง สำแดงมวยไทเก๊ก เข้าปะทะกับเด็กหนุ่ม
หลังปะทะกับเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มก็ตื่นตระหนกในบัดดล
เดิมเขาคิดว่าหลี่จิ่วเต้าเป็นคนฟั่นเฟือนที่โอหังอวดดี แท้จริงไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใด ทันทีที่เขาออกโรง ย่อมกำราบหลี่จิ่วเต้าได้ง่ายดาย
หารู้ไม่ หลังเขาปะทะกับอีกฝ่าย อย่าว่าแต่กำราบเลย เขาไม่ได้เปรียบสักนิดด้วยซ้ำ!
“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
เขาคำรามกราดเกรี้ยว ระเบิดพลังเต็มที่ สำแดงมหาวิชาน่าครั่นคร้ามวิชาแล้ววิชาเล่า
มหาวิชาน่าครั่นคร้ามเหล่านี้ล้วนร่วงหล่นจากแดนต้นกำเนิดการฝึกตน แม้เขาจะไม่ได้ฉบับสมบูรณ์ และได้มาเพียงบางส่วน กระนั้นพลานุภาพก็น่าสยดสยองถึงขีดสุด!
ทว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ได้ผล
ภายใต้มวยไทเก๊กของหลี่จิ่วเต้า ทุกมหาวิชาที่เขาสำแดงล้วนเปล่าประโยชน์ มิอาจส่งผลอันใด ถูกยับยั้งไว้ทั้งสิ้น
เด็กหนุ่มบันดาลโทสะ อย่างไรเขาก็เป็นคนเก่าคนแก่ บำเพ็ญในเขตศักราชล้างบางครั้งที่สองมาช้านาน สุดท้ายเขากลับสู้สิ่งมีชีวิตที่เพิ่งผ่านศักราชล้างบางครั้งแรกไม่ได้
เขาไม่อาจยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้ ระเบิดพลังอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง อีกทั้งเรียกศาสตราประจำกายของตนออกมา โจมตีหลี่จิ่วเต้าเต็มกำลัง หมายมั่นกำราบหลี่จิ่วเต้าให้ได้!
กฎวิถีสูงส่งกู่ร้อง ศาสตราประจำกายของเขาเป็นธงก้านหนึ่ง ภายในมีวัสดุที่ร่วงหล่นจากแดนต้นกำเนิดการฝึกตนเจือปนอยู่ด้วย อานุภาพแกร่งกล้า
ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิตแล้ว ก็ใช่ว่าจะป้องกันการโจมตีระดับนี้จากเขาได้ง่าย ๆ
ทว่า เบื้องหน้าหลี่จิ่วเต้า ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้!
เขายอมแล้ว ยอมจากใจจริง หลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งเกินไป การโจมตีของเขาสยดสยองเพียงใด ทว่าต้านมวยไทเก๊กของหลี่จิ่วเต้าไม่ได้ผลสักนิด หลี่จิ่วเต้าทลายการโจมตีทั้งหมดของเขาได้ง่ายดาย
สุดท้ายเขายังกระอักเลือดด้วยแรงสะเทือนจากมวยไทเก๊ก จนพลังในกายแตกกระเจิง ไม่อาจต่อสู้ได้อีก
“เจ้าบรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิตแล้ว!”
เขาสะท้านเหลือแสน อย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนโหดเช่นนี้อยู่ในเขตศักราชล้างบางที่หนึ่ง!
ในเขตศักราชล้างบางที่หนึ่ง ไม่มีแม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตบ่อเกิดหยินหยางวรรณะเก้า เวลานี้กลับมีผู้ที่บรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิตแล้วอย่างหลี่จิ่วเต้า เขาตะลึงอย่างแท้จริง หลี่จิ่วเต้าบำเพ็ญถึงขั้นนี้ได้อย่างไรกัน
ตามหลักแล้ว ด้วยสภาพแวดล้อมในเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่ง ไม่มีทางบำเพ็ญจนถึงขอบเขตบ่อเกิดชีวิต
หลี่จิ่วเต้าผิดปกติ เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
“ขอบเขตบ่อเกิดชีวิตหรือ ถึงแล้วแน่ ๆ”
ชายหนุ่มเอ่ย “เพราะข้ายังไม่ได้ออกแรงจริง ๆ คอยยั้งมืออยู่ตลอด”
เขาไม่ได้แสร้งคุยโว หากแต่บอกเล่าความจริง
เด็กหนุ่มไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อเขา เขาจึงรู้ได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มไม่ใช่คู่มือของเขา เพราะอย่างนั้น ยามสู้กับเด็กหนุ่มจึงไม่กล้าใช้พลังทั้งหมด กลัวจะพลั้งมือสังหารเด็กหนุ่ม
“ไม่ได้ออกแรงจริง ๆ ยังยั้งมือไว้อยู่หรือ”
เด็กหนุ่มอึ้งงัน เดิมเขาคิดว่านี่คือพลังสูงสุดของหลี่จิ่วเต้าแล้ว สุดท้ายกลับไม่ใช่หรือ
สวรรค์ หลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งขนาดไหนกัน
“เจ้าคงรู้จักผู้ที่บรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิตแล้วใช่หรือไม่ พาข้าไปพบที แม้มีโอกาสสูงที่พลังของเขาจะอยู่เหนือขอบเขตบ่อเกิดชีวิตแล้ว แต่ก็ยังต้องประมือกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตบ่อเกิดชีวิตก่อนจึงจะแน่ใจได้ และไม่นับว่ามาเสียเที่ยว” หลี่จิ่วเต้าเอ่ย
“ได้ ไม่มีปัญหา ข้าจะพาเจ้าไปเดี๋ยวนี้!”
เด็กหนุ่มบอกอย่างรวดเร็ว “จริงสิ ยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย ข้ามีนามว่า…โม่ชิง มาจากมิติเมฆาม่วง”
เขาเอ่ยต่อ “พอดีข้ากำลังจะไปร่วมงานชุมนุมซึ่งมีผู้บรรลุขอบเขตบ่อเกิดชีวิตมากมาย พวกเราไปที่นั่นเถิด”
“ได้”
หลี่จิ่วเต้าพยักหน้า รุดหน้าไปยังที่ชุมนุมพร้อมเด็กหนุ่มนามโม่ชิง
ผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็ถึงที่ชุมนุม
ที่นั่นมีคนรวมตัวอยู่แล้ว ล้วนอยู่ในรูปลักษณ์วัยเยาว์ ทั้งหมดเก้าคนด้วยกัน งานชุมนุมนี้คงเป็นเพียงงานสังสรรค์เล็ก ๆ
ที่ชุมนุมตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มีศาลาและโต๊ะหิน ข้าง ๆ เป็นน้ำตกไหลหลาก สภาพแวดล้อมล้ำเลิศ
“โม่ชิง เหตุใดหนนี้เจ้าถึงมาช้า เจ้านับเป็นคนสุดท้าย ปกติเจ้ามักมาถึงงานชุมนุมเป็นคนแรกเสมอ!”
ใครคนหนึ่งเอ่ยกับโม่ชิงยิ้ม ๆ “เจ้ามาช้า ต้องลงโทษตัวเองก่อนสามจอก!”
หลังหลี่จิ่วเต้าได้เห็นภาพนี้ก็สะท้อนใจยิ่ง
ในเขตศักราชล้างบางครั้งที่หนึ่งมีภาพรวมตัวกันดื่มสุราเช่นนี้ที่ไหน ทุกคนต่างต่อสู้สุดชีวิต ยุ่งอยู่กับการล่าสิ่งมีชีวิตจากมิตินับล้านอื่นเพื่อประวิงเวลา
“สมควรต้องดื่มสามจอกลงโทษตัวเอง!”
โม่ชิงเอ่ยยิ้ม ๆ “ระหว่างทางข้าได้พบสหายหลี่จึงช้าไปหน่อย”
“ฮ่า ๆ รีบนั่งเถิด”
ใครคนหนึ่งจูงหลี่จิ่วเต้ามานั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางกระตือรือร้นสุด ๆ
“ในเมื่อมาแล้วก็นับว่าเป็นมิตร สหายหลี่ไม่ต้องเกรงใจ”
เขาเอ่ยต่อยิ้ม ๆ
“ทุกท่านเกรงใจเกินไปแล้ว”
หลี่จิ่วเต้ายิ้ม รู้สึกว่างานชุมนุมเล็ก ๆ นี่บรรยากาศไม่เลว
ทว่า ทันทีที่เขารู้สึกว่างานชุมนุมเล็ก ๆ นี่บรรยากาศไม่เลวก็ต้องหน้าเสียทันที
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งเปิดฉากสนทนา มาดูภาพวาดของข้าก่อน”
เด็กสาวโฉมสะคราญนางหนึ่งหยิบม้วนภาพวาดม้วนหนึ่งออกมายิ้ม ๆ หลังกางออกแล้วก็เอ่ยว่า “เจ้าคนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือนที่ลือกันในช่วงนี้ ข้าวาดรูปของเขาตามความรู้สึกของข้า! ทุกท่านโปรดพินิจให้ดี ที่ข้าวาดเหมือนหรือไม่!”
ภาพวาดเฮงซวยอะไรกัน ทุเรศเกินไปแล้ว!
สีหน้าหลี่จิ่วเต้าไม่สู้ดี ภาพวาดฝีมือเด็กสาวดูไม่ได้เลย!
พับผ่าสิ เด็กสาวผู้นี้แน่ใจหรือว่าที่วาดนั่นคือมนุษย์
ตาเล็ก ๆ นั่นโตไม่เท่าเม็ดถั่วเขียวด้วยซ้ำ ปากเบี้ยวไปคนละทิศ ริ้วรอยเต็มหน้า ผิวดำเหมือนถ่าน
รูปร่างยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง วาดจนเหมือนเป็นลูกกลม ๆ ขาสั้น ๆ นั่นถูกพุงบดบังจนมิด!
“อย่านะ ของเช่นนี้ไม่ควรวาด!”
โม่ชิงเอ่ยด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปมหันต์
“เป็นอะไรไป ทำเจ้าตกใจหรือ”
เด็กสาวโฉมสะคราญมองโม่ชิงแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “เจ้ารู้สึกว่าข้าวาดเหมือนใช่หรือไม่ คิก ๆ พวกเรากำลังเปิดเดิมพันกันอยู่ว่าข้าวาดเหมือนหรือไม่!”
นางกล่าวต่อ “เจ้าก็มาเดิมพันด้วยกันเถิด ถึงคราวเจ้าคนอัปลักษณ์ฟั่นเฟือนนั่นมาเยือนเขตของเราแล้ว เราค่อยนำไปเทียบกับเขา!”
นางหันมองหลี่จิ่วเต้า
“สหายหลี่ก็มาเดิมพันด้วยกันเถิด”
นางออกปากเชิญหลี่จิ่วเต้าด้วย!
………………..