รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1319 อารามมไหศวรรย์ ผ่านการคัดออกสองยุคสมัย
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1319 อารามมไหศวรรย์ ผ่านการคัดออกสองยุคสมัย
บทที่ 1319 อารามมไหศวรรย์ ผ่านการคัดออกสองยุคสมัย
………………..
บทที่ 1319 อารามมไหศวรรย์ ผ่านการคัดออกสองยุคสมัย
พวกเขากวาดทุกสิ่งจนว่างเปล่า ปล้นทุกอย่างที่สามารถนำไปได้ หากนำไปไม่ได้ก็ทำลายทิ้งจนสิ้น
“ไป!”
หลังทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาก็ออกจากรังวิหารโบราณลึกลับ
ไม่นานหลังพวกเขาจากไป ค่ายกลที่ราชันทมิฬและนักพรตอัษฎสมบูรณ์สร้างไว้ก็พังทลายลง มหาค่ายกลของวิหารโบราณลึกลับทำงาน เจ้าวิหารหลักที่ไปเฝ้าเส้นทางกลับไปยังแดนต้นกำเนิดสัมผัสถึงมันได้ภายในพริบตา
“สมควรตาย!”
สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ร่างแปลงรีบทะยานกลับไปที่วิหารหลักทันที ยามได้เห็นวิหารหลักเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ทุกสิ่งหายไปหมด เขาพลันระเบิดโทสะออกมา!
“ฝีมือผู้ใดกัน?!”
เขาคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไปในพริบตา ดวงดาราจำนวนมากพังทลายกลายเป็นละอองดาวทันที
“ตามร่องรอย!”
เขาสงบสติ ใช้พลังสูงสุดติดตามร่องรอย สืบเสาะว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ม่านหมอกโกลาหลเริ่มเคลื่อนไหว เวลาไหลย้อนกลับ เมื่อฉากอดีตกำลังปรากฏขึ้น เงาร่างหนึ่งก็พลันพุ่งออกมาต่อยเขา!
ร่างแปลงเจ้าวิหารหลักคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง ไม่ทันได้ตั้งตัวสักนิด ก็ถูกหมัดกระแทกเข้าอย่างแรงจนจมูกหัก เลือดไหลอาบ
“ยกโทษให้ไม่ได้!”
เขาตบฝ่ามือออกไป แต่สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า เงาหมอกดังกล่าวหายไปแล้ว
จากนั้นพลังของเขาที่ติดตามต้นกำเนิดก็หายไป ร่องรอยทั้งหมดสลายสิ้น ไม่อาจสร้างฉากยามนั้นขึ้นใหม่ได้
ใบหน้าของเขามืดครึ้มจนแทบคั้นหมึกออกมาได้ เขาประความสำเร็จมาโดยตลอด ไม่เคยต้องสูญเสียเพียงนี้มาก่อน!
กระทั่งถูกผู้ใดต่อย เขายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำ นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิต!
“สงบอารมณ์ไว้!”
“สุยซินหรือ? ไม่เหมือน! ในมือนางไร้ทวนโบราณ ย่อมไม่อาจเข้ามาในวิหารหลักและปล้นทุกอย่างไปโดยไร้การเคลื่อนไหวได้”
แววตาเขากระจ่างใส พิจารณาเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด
“ต้องเป็นผู้อื่นแน่!”
เขาหัวเราะเย็นเยียบ “หากข้าเดาไม่ผิด คงเป็นผู้ที่แย่งชิงศาสตราโบราณ!”
สิ่งนี้ทำให้โทสะที่ถูกสะกดลงไปของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
เป็นผู้ใดกัน? ไม่เพียงแต่แย่งชิงศาสตราโบราณในมิติต้นกำเนิด ทว่ายังปล้นวิหารหลักด้วย!
“น่าจะไม่ได้มีเพียงผู้เดียว แต่มีหลายคน!”
เขาสะกดโทสะลงไปอีกครั้ง ฟื้นฟูความสงบกลับมา สีหน้าของเขาจริงจังอย่างถึงที่สุด สามารถเข้ามายังวิหารหลักทั้งยังปล้นชิงของไปโดยไร้การเคลื่อนไหว นี่ไม่ใช่ชนชั้นสามัญทั่วไปแล้ว!
อีกทั้งยังมีจำนวนหลายคน นี่ทำให้เขาจมดิ่งสู่ห้วงภวังค์
คนมากมายเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาจากที่ใดกัน?
“พวกเขาคือผู้ที่ได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสมิติต้นกำเนิดหรือ?”
เขาคิดทบทวน ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากไม่อาจปรากฏตัวขึ้นจากกลางอากาศได้ และมีโอกาสเป็นไปได้อย่างที่เขาคิด ว่าคนเหล่านี้ได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสมา
อย่างไรเสียนอกเหนือจากนี้ เขาก็คิดไม่ออกแล้วจริง ๆ ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งจำนวนมากถึงเพียงนี้ปรากฏตัวมาได้อย่างไร
แดนต้นกำเนิดการฝึกตนอย่างนั้นหรือ?
ไม่มีทาง!
หากเป็นผู้มาจากแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ยอดฝีมือสูงสุดในแดนต้นกำเนิดการฝึกตนไม่มีทางไม่แจ้งให้เขาทราบ
ดังนั้น หากไม่มีเรื่องนอกเหนือความคาดหมาย คนเหล่านี้ก็คงเป็นผู้สืบทอดปราชญ์อาวุโส
“ดูแล้ว ข้าจำต้องไปมิติต้นกำเนิดสักหน!”
ร่างแปลงเจ้าวิหารหลักมีสีหน้าเย็นเยียบ เขาไม่ได้กลับไปหาร่างต้น ทว่าไปยังมิติต้นกำเนิด
ศาสตราโบราณยังคงปรากฏออกมา เขาคิดว่าคนเหล่านี้ต้องปรากฏตัวออกมาแย่งชิงศาสตราโบราณอีกแน่
“กล้าต่อกรกับข้า พวกเจ้าล้วนต้องชดใช้อย่างสาสม!”
เสียงของเขาเย็นเยียบ ไม่มีทางปล่อยคนเหล่านี้ไป ต้องทำให้คนเหล่านี้ชดใช้อย่างสาสม
“ส่งไปสังเวยต้นกำเนิดการฝึกตนย่อมดีที่สุด!”
…
อีกด้านหนึ่ง หลี่จิ่วเต้ากับสุยซินยังคงเดินทางต่อ ก้าวลึกเข้าไปในแดนอลหม่านมากขึ้นเรื่อย ๆ
ยังดีที่หลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งเพียงพอกวาดล้างอันตรายทั้งปวง ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงสิ้นชีพไปนานแล้ว แดนอลหม่านไม่อาจผ่านไปได้โดยง่ายอย่างแท้จริง
สุยซินอดทอดถอนใจไม่ได้ “คนอย่างเจ้า แม้อยู่ในแดนต้นกำเนิดการฝึกตนยังนับเป็นต้นกล้าชั้นยอด มีโอกาสที่จะถูกต้นกำเนิดการฝึกตนยอมรับ ได้ตราประทับต้นกำเนิด และถูกต้นกำเนิดการฝึกตนปลูกฝังให้ความสำคัญ!”
หลี่จิ่วเต้าได้เห็นความทรงจำวิญญาณสุยซินแล้ว รู้ว่าตราประทับต้นกำเนิดที่นางเอ่ยถึงคือสิ่งใด
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนมีตราประทับ สิ่งมีชีวิตมิตินับล้านเองก็มีตราประทับอยู่ ทำให้ไม่มีหนทางสลัดหนีจากมิตินับล้านได้ ต้องอยู่หรือตายร่วมไปกับมิตินับล้าน
หากมิตินับล้านถูกทอดทิ้ง ผู้ที่มีตราประทับเองก็จะหวนกลับคืนสู่สามัญด้วย
สิ่งที่เหล่ายอดฝีมือผู้วางแผนร้ายกับบิดาสุยซินต้องการคือลบล้างตราประทับดังกล่าวออกไป และย้ายไปอยู่มิติแห่งอื่น
หากไม่ล้างตราประทับออก ไม่ว่าอย่างไรก็ย้ายไปมิติอื่นไม่ได้
และหากต้องการล้างตราประออก ก็จำต้องสังเวยสิ่งมีชีวิตในมิติอย่างน้อยหลายร้อยชีวิต
ทว่าก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่
อย่างเช่นที่สุยซินเพิ่งเอ่ยไป…ตราประทับต้นกำเนิด
ผู้ที่โดดเด่นในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน มีโอกาสที่จะถูกต้นกำเนิดการฝึกตนยอมรับ จากนั้นก็จะได้ตราประทับต้นกำเนิดมา
ตราประทับต้นกำเนิดสามารถแทนที่ตราประทับมิติได้
ด้วยตราประทับต้นกำเนิด ย่อมไม่ถูกจำกัด สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตในดินแดนต้นกำเนิดการฝึกตน หากมิตินับล้านถูกละทิ้งก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบอันใด
ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า สิ่งมีชีวิตมิตินับล้านล้วนต้องการตราประทับต้นกำเนิด แต่หากคิดได้มานั้นนับว่ายากยิ่ง มีเพียงสิ่งมีชีวิตจำนวนน้อยนิดที่ได้ครอบครอง
“ตราประทับต้นกำเนิดหรือ? ข้าไม่สนใจ”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “ข้าเพียงต้องการให้มิตินับล้านเบื้องหลังปลอดภัย เรื่องอื่นข้าไม่คิดถึง”
หากมีเพียงตัวเขาที่ได้รับตราประทับต้นกำเนิด เช่นนั้นจะไปมีความหมายอันใด?
สำหรับเขา นี่ไม่น่าสนใจสักนิด
เขาไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทว่าปรารถนาอยู่ร่วมกับพวกซีไปตลอดกาล นี่คือจุดมุ่งหมายของเขา
การช่วยเหลือมิตินับล้านอันใดนั่น ครั้งนี้ถือว่าเป็นอานิสงส์
ตัวเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น แค่ต้องการให้คนรอบข้างปลอดภัยก็เท่านั้น
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่าทางตอนนี้ของเจ้าช่างน่าทุบตียิ่งนัก?!”
สุยซินจ้องหลี่จิ่วเต้าเขม็ง กัดฟันกล่าวอย่างเกลียดชัง
หลี่จิ่วเต้าวางท่าเกินไปแล้ว กระทั่งตราประทับต้นกำเนิดยังไม่สนใจ นางอยากทุบตีเขาเสียจริง!
แน่นอน นางกล้าเพียงคิดในใจไม่กล้าลงมือจริง
ไฉนนางจะกล้าต่อกรกับเขา หากลงมือจริงคงมีเพียงนางเท่านั้นที่เป็นฝ่ายถูกทุบตี
“ถ้าอย่างนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดเช่นนั้นง่ายแก่การโดนทุบตีเหมือนกัน?”
หลี่จิ่วเต้าชูหมัดไปทางสุยซิน นางจึงรีบหุบปากอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก
สุยซินสาปแช่งในใจ หลี่จิ่วเต้าสมควรตาย กล้ารังแกนาง! รอไปถึงแดนต้นกำเนิดการฝึกตนแล้วได้พบท่านพ่อ นางจะต้องทุบตีหลี่จิ่วเต้าให้ได้สักครั้ง!
แม้หลี่จิ่วเต้าจะแข็งแกร่ง แต่บิดานางแข็งแกร่งยิ่งกว่า ไม่มีปัญหาในการปราบเขาแน่นอน!
ด้านหน้าพลันมีเปลวเพลิงปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เปลวเพลิงลุกโชนอุณหภูมิสูงลิบ ประหนึ่งแผดเผาทุกสิ่งให้หายไปได้ เสื้อผ้าบนร่างสุยซินหายไปสิ้นในพริบตา
หลี่จิ่วเต้ารีบลงมือทันที ใช้พลังสมบัติห่อหุ่มร่างสุยซินเอาไว้ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ
“ว่าแต่ เจ้าไม่ชอบข้าจริงหรือ?”
สุยซินไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า ร่างกายเปลือยเปล่า เอ่ยถามหลี่จิ่วเต้าอย่างยั่วยวน
นางไม่เคยถูกขนบธรรมเนียมใต้หล้าจำกัดเอาไว้ อยากทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น ก่อนหน้านี้นางยั่วยวนหลี่จิ่วเต้าล้มเหลว ทำให้นางรู้สึกไม่เต็มใจนัก
ครั้งนี้โอกาสมาถึงแล้ว นางพร้อมจะยั่วยวนเขาอีกครั้ง
สุยซินรู้ว่าตนเองงดงามไร้ผู้ใดเทียบ ผมสีดำขลับ ผิวพรรณกระจ่างใส รูปร่างสมบูรณ์แบบเป็นสัดส่วนทองคำ บุรุษใดได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของนางย่อมเลือดกำเดาไหล ไม่อาจควบคุมตนเองได้แน่นอน
กระทั่งหลี่จิ่วเต้ายังฟุ้งซ่านอยู่บ้าง
เรือนร่างเปลือยเปล่าของสุยซินยั่วยวนเกินไป ไม่ง่ายเลยที่จะควบคุมตนเอง
หลี่จิ่วเต้าท่องคัมภีร์พระพุทธในใจ สงบสติอารมณ์ลง
“จะสวมเสื้อหรือไม่? หากไม่สวมข้าจะโยนเจ้าเข้ากองไฟ!”
เขาหันหลังให้สุยซินแล้วเอ่ยออกมา
ร่างเปลือยเปล่าของสุยซินโอบหลี่จิ่วเต้าจากด้านหลัง ริมฝีปากสีแดงเป่าลมใส่หูของเขา
ในใจชายหนุ่มยังคงท่องคัมภีร์พระพุทธ จิตใจมั่นคงราวหินผา ไม่สั่นไหวสักนิด
เขาคว้าแขนสุยซิน เตรียมทำตามวาจา ทำท่าคล้ายจับสุยซินโยนเข้าไปในกองเพลิง
“เจ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว คิดโยนข้าจริงรึ! ข้ากลัวเจ้าแล้ว รีบปล่อยข้าเสีย ข้าใส่เสื้อผ้าไม่ได้!”
สุยซินหวาดผวา แสงสว่างเรืองรอง ก่อนร่างอรชรจะรีบสวมใส่เสื้อผ้า
“ข้าขอเตือนเจ้า อย่าได้ทำเช่นนี้อีก ข้าเพิ่งเชื่อใจและถือว่าเจ้าเป็นสหาย จงจำเอาไว้ มากสุดพวกเราเป็นเพียงสหาย ไม่อาจพัฒนาต่อไปได้อีก!”
หลี่จิ่วเต้าปล่อยสุยซิน และกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
แม้สุยซินจะงดงามชวนให้จิตใจหวั่นไหว แต่เขาไม่ใช่คนหมกหมุ่นทางเพศ ตำแหน่งในใจเขามีจำกัด และพวกซีก็ยึดครองไปหมดแล้ว เขาไม่ต้องการเพิ่มคนอื่นเข้ามาอีกต่อไป
“รู้แล้ว! ข้าไม่ได้สนใจเจ้าเหมือนกันนั่นแหละ แค่อยากรู้ว่าเสน่ห์พอล่อลวงเจ้าได้หรือไม่ และข้อพิสูจน์ก็ออกมาแล้วว่าไม่ได้ผล!”
นางกล่าวเสริมอีกว่า “แน่นอน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้า แต่อยู่ที่เจ้า! ข้าเชื่อมั่นในเสน่ห์ตนเองนัก!”
เปลวเพลิงลุกโหม มีนิมิตปรากฏขึ้นจากเปลวเพลิงที่กำลังโชติช่วง
สุยซินที่เห็นภาพดังกล่าวมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
ภายในนิมิตปรากฏอารามสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ให้ความรู้สึกว่ามันผ่านกาลเวลาจนไม่อาจนับ ขณะเดียวกันเสียงระฆังสีเหลืองกังวานประหนึ่งอสนีบาต จังหวะเต๋าสูงสุดไหลเวียน เปล่งประกายเจิดจรัส
ฉากอันน่าเหลือเชื่อบังเกิดขึ้น เหล่าอารามดังกล่าวปรากฏออกมาจากนิมิตสู่ความจริงตรงหน้าหลี่จิ่วเต้าและสุยซิน
“ระวัง!”
หลี่จิ่วเต้าขึ้นไปยืนบังหน้าสุยซิน ยกมือขึ้นเรียกหอกสัมฤทธิ์ออกมาเตรียมรับมือกับอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ในเหล่าอารามมีรูปปั้นประดับอยู่ อารามหลักมีหนึ่ง ที่เหลือเรียงรายเป็นสองแถว
“นี่คืออารามมไหศวรรย์ ตัวแทนมิตินับล้าน!”
สุยซินรู้จักอารามเหล่านี้ พวกมันมีที่มาจากมิตินับล้านอื่น น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด รอดพ้นจากการคัดออกมาสองยุคสมัย
เมื่อต้นกำเนิดการฝึกตนเริ่มการคัดออก พวกเขาจะเรียกว่า ‘ศักราชล้างบาง’
มิตินับล้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ไม่เคยประสบมาก่อน เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรก เทียบกับอีกมิตินับล้านอื่นแล้วยัง ‘เยาว์วัย’ อยู่มาก
อารามมไหศวรรย์ของมิตินับล้านที่รอดพ้นจากการคัดออกมาสองยุคสมัย ย่อมแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวสุดขีด
“เจ้ารู้ ข้าเองก็รู้ พูดเรื่องที่ข้าไม่รู้บ้างเถิด อย่างเช่นเหตุใดอารามมไหศวรรย์จึงปรากฏขึ้นที่นี่
หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้ว
อารามมไหศวรรย์ปรากฏตัวออกมาจากเปลวเพลิง นี่คิดทำสิ่งใดกัน? ขัดขวางเส้นทางของพวกเขาหรือ?
ในตอนนั้นเอง เสียงระฆังและเสียงสวดมนต์ดังขึ้น อารามเหล่านั้นเปล่งประกายเรืองรองมากขึ้น จังหวะเต๋าที่ไหลเวียนก็พิเศษเหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม
“นักเดินทาง คุกเข่าลงแล้วสดับสำเนียงสูงสุด หากเจ้าตระหนักรู้ก็จะปล่อยให้พวกเจ้าก้าวเดินต่อไป!”
ภายในอารามหลักมีเสียงกังวานดังขึ้น ในน้ำเสียงเรียบเฉยปราศจากอารมณ์ใด ๆ
ขณะเดียวกัน รูปปั้นในอารามหลังพลันตื่นขึ้น ดวงตาเปิดออก เดินมาอยู่ด้านหน้าอาราม มองลงไปทางหลี่จิ่วเต้าและสุยซิน
พวกมันตัวใหญ่โตมโหฬาร ประหนึ่งทลายเพดานท้องฟ้าได้ ในมือมีกระบี่ขนาดมหึมา สร้างความกดดันให้ผู้คนอย่างมาก!
“ท่านจ้าวไร้เทียมทาน!”
“จงฟังเสียงสูงสุดของท่านจ้าว!”
รูปปั้นในอารามสองข้างตื่นขึ้น พากันทะยานออกจากอาราม และโค้งคำนับให้รูปปั้นอารามหลักพร้อมส่งเสียงสรรเสริญ
พวกมันมีทั้งรูปปั้นมนุษย์ สัตว์ร้าย และยังมีเผ่าต่าง ๆ แต่ละรูปปั้นพิเศษน่าสะพรึงกลัวยิ่ง เต็มไปด้วยแรงกดดัน
พวกมันครอบครองพลังอันไม่อาจจินตนาการได้ แต่ละรูปปั้นสามารถทำลายมิติแห่งหนึ่งทิ้งได้อย่างง่ายดายโดยการยกมือขึ้น
ต้องการขวางทางจริง ๆ ด้วย!
หลี่จิ่วเต้าหรี่ตามองรูปปั้นอารามหลัก ตวาดออกมาด้วยเสียงเย็นชา “อย่าได้ขวางทาง ไม่เช่นนั้นข้าจะทุบรูปปั้นและอารามของพวกเจ้าทิ้งเสีย!”
ให้เขาคุกเข่าฟังคำ? จะเป็นไปได้อย่างไร!
เขาไม่มีทางยินยอม!
เขาเก็บหอกสัมฤทธิ์ในมือกลับไป แล้วหยิบเอาค้อนหินขึ้นมาถือไว้แทน
หากจะทุบรูปปั้นและวิหาร ใช้ค้อนย่อมเหมาะสมกว่า
“บังอาจ! กล้าดีอย่างไรมาดูหมิ่นท่านจ้าวสูงสุด!”
มีรูปปั้นตะคอกใส่แล้วพุ่งตรงเข้าหาหลี่จิ่วเต้า
พลังในมือมันน่าสะพรึงกลัวไร้ขีดจำกัด ทั้งยังมีเต๋าลึกล้ำไม่อาจจินตนาการถึงไหลเวียน สามารถกำจัดขอบเขตบ่อเกิดระดับต่ำได้ในพริบตา
“เจ้าสิบังอาจ! เบิกดวงตาเน่า ๆ ของเจ้าดูเสีย ว่ากันแน่ใครที่เป็นจ้าวสูงสุด!”
หลี่จิ่วเต้าทุบค้อนออกไป พลันเกิดลำแสงเส้นบางน่าหวาดหวั่นในอากาศทะลุทะลวงรูปปั้น จากนั้นรูปปั้นดังกล่าวก็พลันระเบิดออก กลายเป็นผุยผงในพริบตา
“ใช่ พวกเจ้าสิบังอาจ! จ้าวสูงสุดที่แท้จริงอยู่นี่แล้ว พวกเจ้ายังไม่รีบคุกเข่าแล้วฟังเสียงอีก!”
สุยซินตะโกนจากด้านหลังหลี่จิ่วเต้า ท่าทางราวจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ ดูแล้วน่ารักมากจริง ๆ
“บังอาจดูหมิ่นจ้าวสูงสุด เจ้าได้ทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัย จำต้องคำนับเบื้องหน้าจ้าวสูงสุดไปตลอดกาล!”
อีกรูปปั้นตวาดขึ้นมา มือใหญ่สีทองยื่นออกมาตบหลี่จิ่วเต้า
หลี่จิ่วเต้ายกค้อนขึ้น ลำแสงอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏบนหัวรูปปั้นอีกครั้ง จากนั้นเมื่อตกกระทบลงมาก็ทำให้รูปปั้นระเบิดออกทันที
“พอแล้ว!”
รูปปั้นอารามหลักตะโกน “นักเดินทาง พวกเจ้าได้สูญเสียความหวังและโอกาสไปแล้ว ตอนนี้จำต้องถูกฝังร่างเอาไว้ที่นี่!”
“ตามบัญชาจ้าวสูงสุด!”
“ตาย!”
รูปปั้นอารามทั้งสองฝั่งพากันพุ่งใส่หลี่จิ่วเต้า
ทว่าชายหนุ่มไร้ความเกรงกลัวใด ๆ ถือค้อนหินตรงไปด้านหน้า
จ้าวสูงสุดอันใด? อารามมไหศวรรย์อันใด? วันนี้เขาจะทุบให้แหลกเป็นชิ้น ๆ!
………………..